เปิดคำพิพากษา จำคุก’สรยุทธ’ทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2559 เวลา 08:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/418882

เปิดคำพิพากษา จำคุก'สรยุทธ'ทุจริต

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ศาลอาญานั่งบัลลังก์เมื่อเวลา 10.30 น. อ่านคำพิพากษาคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เมื่อจำเลยจากบริษัท ไร่ส้ม คือ อังคณา วัฒนมงคลศิลป์ สุกัญญา แซ่ลิ่ม สรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดัง และมณฑา ธีระเดช เป็นจำเลย 1-4 รวมถึง พิชชาภา เอี่ยมสะอาด อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของบริษัท อสมท

ทั้งหมดถูกอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทย์ยื่นฟ้องในความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 และฐานสนับสนุนพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว กรณีถูกกล่าวหายักยอกเงินค่าโฆษณาเกินเวลาในรายการ “คุยคุ้ยข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ อสมท กว่า 138 ล้านบาท

บทสรุปจากศาลชั้นต้น ตัดสินจำคุก สรยุทธ กับพวก 20 ปี แต่ลดเหลือ 13 ปี 4 เดือน ส่วนพิชชาภา อดีตพนักงาน อสมท ตัดสินจำคุก 30 ปี ลดเหลือ 20 ปี ทั้งหมดไม่รอลงอาญา และปรับบริษัท ไร่ส้ม 8 หมื่นบาท

ก่อนจะให้ประกันตัวเพื่อไปสู้คดีต่อในชั้นศาลอุทธรณ์ในวงเงินคนละ 2 ล้านบาท พร้อมเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลเท่านั้น

ในรายละเอียดของคดีอัยการโจทย์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2558 ระบุพฤติการณ์ของจำเลยว่า เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2548-28 เม.ย. 2549 พิชชาภา จำเลยที่ 1 พนักงานจัดทำคิว โฆษณาของบริษัท อสมท ได้ จัดทำคิวโฆษณารวมในรายการ “คุยคุ้ยข่าว” ใช้อำนาจ หน้าที่โดยทุจริต ไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลาเพื่อ เรียกเก็บค่าโฆษณาเกินเวลา จากบริษัท ไร่ส้ม จำเลย ที่ 2 จำนวน 17 ครั้ง ทำให้ บริษัท อสมท เสียหาย 138,790,000 บาท และยังได้เรียกรับเอาเงิน 658,996 บาท จากจำเลยที่ 2-4 เพื่อเป็นการตอบแทนที่ พิชชาภา จำเลยที่ 1 ไม่รายงานการโฆษณา จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิต ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นพิธีกรจัดรายการ ได้ทำสัญญากันเป็นลายลักษณ์อักษรระบุชัดว่าถ้ามี โฆษณาเกินกว่าส่วนแบ่ง จำเลยที่ 2 ต้องขอซื้อโฆษณาส่วนเกินย้อนหลังและชำระค่าโฆษณาเกินให้แก่บริษัท อสมท โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิแบ่งค่าโฆษณาส่วนเกินคนละเท่าๆ กับ บริษัท อสมท

นอกจากนี้ ศาลปกครองสูงสุดยังมีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 จะต้องชำระค่าโฆษณาส่วนเกินและไม่มีสิทธิได้รับส่วนลดทางการค้า 30% จากค่าโฆษณาส่วนเกิน 138,790,000 บาท เพราะจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขณะที่จำเลยที่ 1 ซึ่งคือ พิชชาภา มีหน้าที่จัดทำคิวโฆษณา แต่ไม่รายงานการ โฆษณาที่เกินเวลาให้ผู้บังคับบัญชาทราบ เป็นเหตุให้ บริษัท อสมท ได้รับความเสียหาย ตามความเห็นของ คณะกรรมการตรวจสอบทั้งสองชุดที่บริษัท อสมท ตั้งขึ้น

นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังใช้น้ำยาลบคำผิดลบรายการโฆษณาที่เกินเวลาในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากใบคิวโฆษณารวม แสดงถึงการปกปิดข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยที่เป็นพนักงานมีหน้าที่จัดการทรัพย์และรับเงินตามเช็ค เป็นการต้องห้าม จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502

ส่วน สรยุทธ จำเลยที่ 3 เป็นผู้มีอำนาจจัดการและเป็นพิธีกรจัดรายการมาโดยตลอด ดังนั้นจำเลยที่ 3 น่าจะทราบเนื้อหางานเป็นอย่างดี การใช้เงินแม้จะให้โดยเสน่หา แต่ไม่รายงานให้ทราบก็เป็นการ สนับสนุน ศาลเห็นด้วยกับคณะ กรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า จำเลยจ่ายเช็คเพื่อจูงใจให้กระทำหรือไม่กระทำการใดทำให้หน่วยงานของรัฐได้รับความเสียหาย การที่จำเลยที่ 2-4 นำเช็คไปมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ถือเป็นการมิชอบด้วยกฎหมายเพราะการไม่รายงานโฆษณาเกินเวลาของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์จึงเป็นความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 บริษัท ไร่ส้ม ได้ชำระค่าโฆษณาส่วนเกิน จำนวน 1,438,790,000 บาท แก่บริษัท อสมท แล้วจึงลงโทษสถานเบา

พิพากษาจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ จำเลยที่ 2-4 มีความผิดฐานสนับสนุนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิด ของพนักงานในองค์การ การกระทำของจำเลยทั้งหมด เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 6 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษสูงสุด รวม 6 กระทง ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่น โดยมิชอบ จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 30 ปี ปรับจำเลย ที่ 2 เป็นเงิน 1.2 แสนบาท จำคุกจำเลยที่ 3 และ 4 คน ละ 20 ปี แต่ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 เป็น เวลา 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 และ 4 คนละ 13 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 8 หมื่นบาท ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยที่ 1, 3 และ 4

ถือเป็นยกแรกที่สรยุทธและพรรคพวกต้องต่อสู้ในชั้นศาล ผลของการนำคดีขึ้นสู่ศาลนั้น หากย้อนกลับไปจะพบว่า ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนของ ป.ป.ช. ที่ไปพบว่าสรยุทธ นักเล่าข่าวชื่อดัง ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คของธนาคารธนชาตจ่ายเงินให้พิชชาภา โดยมีการทำเอกสารหักภาษี ณ ที่จ่ายรวม 6 ครั้ง เป็นเงิน 739,770 บาท เพื่อตอบแทนที่พิชชาภา มิได้รายงานการโฆษณาเกินเวลาของบริษัท ไร่ส้ม

กระทั่ง ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2555 ว่าการกระทำของพิชชาภา มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญา

การกระทำของสรยุทธ และมณฑา ซึ่งได้ใช้ให้พิชชาภา ไม่ต้องรายงานการโฆษณาเกินเวลาที่กำหนดในสัญญาให้แก่ผู้บังคับบัญชาทราบ และบริษัท ไร่ส้ม (ในฐานะนิติบุคคล) มีมูลความผิดฐานสนับสนุนพนักงานกระทำความผิดตามมาตรา 6, 8, 11 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86

หลังจากนั้น ป.ป.ช.ส่งรายงานถึงอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องต่อศาลในคดีอาญา อย่างไรก็ตาม ครั้งนั้นอัยการสูงสุดเห็นว่าข้อเท็จจริงบางอย่างยังไม่สมบูรณ์ จึงมีการตั้งคณะกรรมการร่วมอัยการสูงสุด-ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาสำนวนให้สมบูรณ์ โดยใช้ระยะเวลากว่าปีเศษ กระทั่งล่าสุดที่นำคดีขึ้นสู่ศาล และพิจารณาออกมาให้จำคุกนักเล่าข่าวชื่อดัง พร้อมกับพวก

Leave a comment