เพิ่ม “ถ่านหิน” ปรับสมดุลพลังงาน ผุดโรงไฟฟ้า “กระบี่-เทพา” ค้ำภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2559 เวลา 22:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/420383

เพิ่ม "ถ่านหิน" ปรับสมดุลพลังงาน ผุดโรงไฟฟ้า "กระบี่-เทพา" ค้ำภาคใต้

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

หากเป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2558-2579 (พีดีพี 2015) ภายใน 20 ปีนี้ ประเทศไทยจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมอีกไม่ต่ำกว่า 31 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินถึง 9 แห่ง

ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เริ่มต้นฉายภาพสถานการณ์พลังงานของประเทศว่า ปัจจุบันกระทรวงมีแผนการพัฒนาพลังงานใน 5 ด้าน ซึ่งทั้งหมดมุ่งตอบโจทย์การจัดสมดุลด้านพลังงานใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสมดุลระหว่างพลังงานกระแสหลักกับพลังงานทดแทน พลังงานฟอสซิลและนอน-ฟอสซิล

ทวารัฐ อธิบายว่า ไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ต้องการพลังงานทดแทนเข้ามาเสริมระบบมากขึ้น แต่ก็ต้องมีพลังงานหลักสำหรับค้ำระบบอยู่ด้วย นั่นทำให้กระทรวงพลังงานต้องจัดสมดุลพลังงานใหม่ เพราะหากใช้พลังงานจากฟอสซิลเพียงอย่างเดียวก็จะไม่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่หากใช้พลังงานทดแทน 100% ก็จะไม่ตอบโจทย์ความมั่นคง ดังนั้นแผนพลังงานของประเทศจึงต้องยึดหลักผสมผสาน

“การจัดสมดุลด้านไฟฟ้าก็คือการจัดสัดส่วนเชื้อเพลิงให้เหมาะสม ที่ผ่านมาประเทศไทยมีความเสี่ยงเยอะเนื่องจากใช้แก๊สมาก จากนี้ก็จะต้องกระจายความเสี่ยงไปใช้ตัวอื่น เช่น ถ่านหิน ซึ่งก็เข้าใจว่าถ่านหินมีประเด็นเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้นก็ต้องคัดเลือกเทคโนโลยีที่ทำให้ถ่านหินไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือถ้ากระทบก็ต้องกระทบน้อยที่สุด นั่นเพราะถ่านหินจะตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงที่สุด

“… การจัดสมดุลใหม่จะให้ลงตัวทุกอย่างในทุกวินาทีในทุกพื้นที่ก็คงทำไม่ได้ นั่นจึงมีบางพื้นที่ที่ภาครัฐต้องขอให้มีการเสียสละ แต่การเสียสละนั้นๆ จะต้องมีการชดเชยหรือตอบแทนเป็นกรณีพิเศษด้วย”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าถ่านหินจะสามารถตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงได้ แต่ทวารัฐก็ยืนยันว่า ประเทศไทยไม่ได้ดันทุรังเฉพาะเรื่องถ่านหินเพียงอย่างเดียว และที่ผ่านมาไทยก็มีพลังงานทดแทนเข้าสู่ระบบมาเต็มทุกสูบเช่นกัน

ผู้อำนวยการ สนพ.เทียบเคียงให้เห็นภาพว่า จากเดิมการผลิตไฟฟ้า 100% จะใช้แก๊ส 70% ถ่านหิน 20% พลังงานทดแทน 5% และซื้อไฟต่างประเทศ 5% แต่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 (พีดีพี 2015) ซึ่งคือภาพอนาคตที่อยากจะเป็น ได้จัดสมดุลใหม่โดยลดสัดส่วนแก๊สลงเหลือเพียง 40% แล้วเพิ่มสัดส่วนถ่านหินเป็น 25% ขณะที่พลังงานทดแทนอื่นๆ และการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศเพิ่มเป็นอย่างละ 20%

“ข่าวที่ออกไปทำให้เข้าใจว่ามีแต่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเพียงอย่างเดียว ซึ่งข้อเท็จจริงมันไม่ใช่เลย แต่นี่เป็นการจัดสัดส่วนใหม่”

อีก 20 ปี ต้องการเพิ่ม 5.5 หมื่นเมกะวัตต์

แม้จะยังมีข้อถกเถียงและข้อมูลที่แตกต่างกันระหว่างหน่วยงานราชการกับเครือข่ายภาคประชาชนในเรื่องความต้องการไฟฟ้าที่แท้จริง แต่กระทรวงพลังงานยังคงเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าต่อไป

“เราประเมินความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งกระทรวงพลังงานได้อ้างอิงตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เมื่อสภาพัฒน์ปรับตัวเลข เราก็ต้องปรับตามเขา แต่หากบอกว่าตัวเลขสภาพัฒน์ไม่ตรงตามความเป็นจริงเท่าใดนัก คำถามคือแล้วกระทรวงพลังงานจะอ้างอิงตัวเลขจากหน่วยงานใด”

ทวารัฐ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ประมาณ 3.6-3.7 หมื่นเมกะวัตต์ แต่ในอีก 20 ปีข้างหน้า มีการประเมินกันว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอีกกว่าเท่าตัว คือมีความเป็นไปได้ว่าจะมากถึง 7 หมื่นเมกะวัตต์ ขณะที่โรงไฟฟ้าเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบันบางแห่งก็ต้องรีไทร์ รวมแล้วประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 5.5 หมื่นเมกะวัตต์

เขาอธิบายต่อว่า หากว่ากันตามทฤษฎีแล้วไฟฟ้าถูกใช้มากในพื้นที่ใดก็ควรมีแหล่งผลิตอยู่ในพื้นที่นั้นจึงจะเหมาะสมที่สุด ซึ่งก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องของสายส่งลงด้วย ดังนั้นการออกแบบระบบของทุกๆ ประเทศมักจะสร้างโรงไฟฟ้าอยู่ใกล้กับแหล่งใช้ไฟฟ้า (จุดโหลด)สำหรับประเทศไทยได้รับการออกแบบมาค่อนข้างดี จุดโหลดหลักของประเทศอยู่ที่กรุงเทพ มหานคร (กทม.) และพื้นที่ในโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก (Eastern Seaboard) โดย กทม.ถูกล้อมด้วยโรงไฟฟ้าทั้ง 4 ทิศ ได้แก่ ภาคเหนือ โรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ภาคใต้ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ จ.สมุทรปราการ ภาคตะวันออก โรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ภาคตะวันตก จ.ราชบุรี และยังมีโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ซึ่งอยู่ใน จ.นนทบุรี ประชิด กทม.อีกด้วย ขณะที่ Eastern Seaboard ทั้งมาบตาพุด แหลมฉบัง ก็รายล้อมไปด้วยโรงไฟฟ้าเอกชนหลายแห่ง

ฉะนั้น การจัดให้โรงไฟฟ้าอยู่ใกล้จุดโหลดคือ หลักการของการ “ค้ำระบบ” หากโรงไฟฟ้าตัวใดตัวหนึ่งเกิดปัญหาโรงไฟฟ้าอื่นๆ ก็ยังสามารถจ่ายไฟสลับกันได้

“ถามว่าภาคเหนือมีค้ำระบบหรือไม่ก็มีอยู่ที่แม่เมาะ จ.ลำปาง ส่วนภาคอีสานก็มีไฟฟ้าจากลาวเข้ามาช่วยค้ำระบบ ถามต่อว่าแล้วในภาคใต้มีโรงไฟฟ้าค้ำระบบหรือไม่ มันก็มีบ้าง แต่ไม่ครบ”

หนุนสร้างโรงไฟฟ้า “สมุย-ภูเก็ต-กระบี่”

จุดโหลดสำคัญหรือพื้นที่ใช้ไฟฟ้าหลักของภาคใต้มีด้วยกัน 3 แห่ง ได้แก่ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และ จ.ภูเก็ต

“ภาคใต้มีโรงไฟฟ้าค้ำระบบแค่ 2 จุดเท่านั้น คือ ที่เกาะสมุย ซึ่งค้ำด้วยโรงไฟฟ้าขนอม จ.นครศรีธรรมราช และที่ อ.หาดใหญ่ ค้ำด้วยโรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา แต่ในฝั่งอันดามันยังขาดอยู่ โดยเฉพาะที่ภูเก็ต ซึ่งทางทฤษฎีแล้วจะต้องค้ำระบบด้วยโรงไฟฟ้ากระบี่”

ทวารัฐ ย้ำว่า ตามหลักการที่ควรจะเป็นแล้ว ในภูเก็ตและเกาะสมุยสมควรจะมีโรงไฟฟ้าค้ำระบบอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง โดยปัจจุบันภูเก็ตมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเกิน 400 เมกะวัตต์แล้ว และอีกไม่นานจะไปถึง 500 เมกะวัตต์ ขณะที่สายส่งในปัจจุบันก็ใช้เต็มศักยภาพแล้ว ส่วนโรงไฟฟ้าขยะก็ผลิตไฟฟ้าได้เพียง 14 เมกะวัตต์เท่านั้น

ขณะที่เกาะสมุยทุกวันนี้มีความต้องการไฟฟ้าประมาณ 100 เมกะวัตต์ ปัจจุบันใช้สายส่งอยู่ถึง 4 เส้น และกำลังเพิ่มเส้นที่ 5 เข้าไป ดังนั้นทั้งภูเก็ต เกาะสมุย จุดโหลดบริเวณดังกล่าวจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าค้ำระบบของตัวเองอย่างน้อยๆ พื้นที่ละ 1 โรง

“สำหรับการสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่นั้น โดยหลักการที่ฝั่งอันดามันควรมีโรงไฟฟ้าค้ำระบบ 1 โรง เมื่อไล่มาตั้งแต่ จ.พังงา กระบี่ และภูเก็ต พื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดก็คือพื้นที่ที่มีโรงไฟฟ้าเดิมอยู่แล้ว กระบี่จึงน่าจะมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เพราะหากเปิดพื้นที่ใหม่ซิงๆ เลย มันจะกระทบเยอะกว่านี้

“…ที่ จ.กระบี่ มีโรงไฟฟ้าเดิมอยู่ มีพื้นที่เดิมอยู่ พวกสายส่งก็จ่ออยู่ตรงนั้นหมดแล้ว มีท่าเรือที่ปกติใช้รับน้ำมันเตาก็จะเอามารับถ่านหินแทน คือโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ พร้อม หากไปทำที่อื่นก็ต้องสร้างโน่นสร้างนี่เพิ่ม ค่าไฟฟ้าก็จะแพงขึ้นอีก และหากไม่สร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ก็จะต้องส่งไฟฟ้าจากราชบุรี ผสมกับโรงไฟฟ้าจะนะให้ภูเก็ตต่อไป”

ทวารัฐ เล่าย้อนกลับเมื่อ 20 ปี โดยทฤษฎีแล้วภาคใต้จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าค้ำระบบอยู่ที่บ่อนอก-หินกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอยู่กึ่งกลางภาคกลางกับภาคใต้ เพราะตามหลักการแล้วการส่งไฟฟ้าผ่านสายส่งยาวๆ จะเกิดความสูญเสีย (Lost) เยอะ

“โดยเฉพาะช่วงที่อากาศแปรปรวนมีฝนตกฟ้าร้องจนเกิดคลื่นแม่เหล็ก สายส่งที่มีกำลังถึง 100 หน่วย จะสามารถส่งไฟฟ้าได้จริงเพียง 20 หน่วยเท่านั้น จึงไม่แปลกที่มักจะมีเหตุการณ์ไฟตกบ่อยๆ เมื่อไม่สามารถสร้างได้ ทุกอย่างก็จบไป และใน 20 ปีต่อมา ก็พบว่าภาคใต้มีการใช้ไฟฟ้าโตขึ้นใน 3 พื้นที่ แต่ใน 1 พื้นที่กลับไม่มีโรงไฟฟ้าค้ำระบบ จึงมีการออกแบบว่าต้องแก้ด้วยโรงไฟฟ้ากระบี่

ความเป็นไปได้ในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ขนาด 880 เมกะวัตต์ ทวารัฐ บอกว่า ขึ้นอยู่กับมติของที่ประชุมคณะกรรมการศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ (คณะกรรมการไตรภาคี) หากยังไม่ได้ข้อสรุปก็จะไม่สามารถเดินหน้าโครงการต่อไปได้

ขณะนี้มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 3-4 ชุด เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการไว้ 8 เดือน

ด้านความคืบหน้าโครงการโรงไฟฟ้าเทพา จ.สงขลา ขนาด 2,200 เมกะวัตต์ อยู่บนหลักคิดเรื่องความมั่นคงพลังงานทั่วประเทศ และเป็นการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน รวมทั้งตอบสนองความต้องการพลังงานในอนาคต ซึ่ง อ.เทพา มีความเหมาะสมที่จะสร้างมากที่สุด เพราะอยู่ติดทะเลสามารถขนส่งถ่านหินมาจากทางใต้ได้

“…จริงๆ แล้วคนในเทพาก็มีทั้งบวกและลบ ซึ่งผมก็ไม่รู้ แต่จากข้อมูลที่ผมได้รับจากสื่อและรายงาน เชื่อว่าโรงไฟฟ้าเทพาจะเกิดขึ้นหรือเป็นไปได้มากกว่าโรงไฟฟ้ากระบี่ แต่สิ่งที่ผมกังวลก็คือทุกวันนี้เมืองไทยไปที่ไหนก็ประท้วงหมด อย่างที่เกาะพยาม จ.ระนอง มีโครงการพลังงานกังหันลม 3 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นพลังงานทดแทนก็ยังถูกต่อต้าน สังคมไทยกลายมาเป็นสังคมโวยไว้ก่อน และเรื่องพลังงานกลายเป็นเรื่องลำดับแรกๆ ที่ถูกโวย” ผู้อำนวยการ สนพ. ระบุ

ยังไม่ถึงเวลา “นิวเคลียร์”

การพัฒนาโดยมุ่งเน้นตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เป็นเป้าหมายสูงสุด นำมาซึ่งมาตรการกระตุ้นการลงทุนอย่างเข้มข้น และนำไปสู่ความต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาล

ทวารัฐ ระบุว่า ทิศทางการพัฒนาของประเทศที่เร่งส่งเสริมการลงทุนนั้น เป็นไปในลักษณะเดียวกับประเทศเกาหลีใต้ เมื่อ 15 ปีที่แล้ว หรือญี่ปุ่น เมื่อ 30 ปีที่แล้ว นั่นคือช่วงที่ประเทศอยู่ระหว่างการไต่เส้นเคิร์ฟตัวเอสขึ้นมา จึงต้องการให้เกิดการลงทุน ต้องการสร้างจีดีพี ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเศรษฐกิจโต พลังงานก็จะต้องโตตาม

ยกตัวอย่างเกาหลีใต้ ซึ่งนำไทยอยู่ประมาณ 10-15 ปี ขณะนั้นเขาคิดเรื่องการกระจายความเสี่ยงและจัดสมดุลพลังงานเช่นกัน แต่โชคไม่ดีที่เกาหลีมีฐานทรัพยากรน้อยกว่าไทยมาก ไม่มีน้ำมัน ไม่มีแก๊ส เขาจึงต้องจัดสมดุลด้วยนิวเคลียร์ส่วนหนึ่ง ถ่านหินส่วนหนึ่ง แก๊สแอลเอ็นจีส่วนหนึ่ง แล้วค่อยเอาพลังงานทดแทนมาเติมทีหลัง

“ขณะนี้ญี่ปุ่นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างแบนแล้วคือเริ่มนิ่ง ประเทศเกาหลีก็เข้าสู่โค้งความนิ่งเช่นกัน แต่ประเทศไทยยังไม่ถึงจุดนั้น”

ทวารัฐ อธิบายว่า เกาหลีและญี่ปุ่นได้เข้าสู่การพัฒนาเต็มรูปแบบ และถูกจำกัดเพดานการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศแล้ว เขาจึงต้องเลือกใช้พลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งมีข้อดีคือเป็นโรงไฟฟ้ากระแสหลักที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ในไทยยังไปไม่ถึงจุดนั้นและก๊าซเรือนกระจกก็ยังไม่ใช่ข้อจำกัดของประเทศ ฉะนั้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จึงดูว่ายังไม่เป็นที่ต้องการเท่าใดนัก

อย่างไรก็ตาม หากไทยเดินไปถึงจุดเดียวกับเกาหลีหรือญี่ปุ่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็จะตอบโจทย์ในช่วงนั้น

“ข้อจำกัดของนิวเคลียร์คือความกลัว และเฉพาะในช่วงนี้อย่าเพิ่งไปคิดเรื่องนิวเคลียร์ มันยังไกลไป แต่ถามว่าต้องตัดออกไปจากแผนหรือไม่ ก็ไม่ควรตัด เพราะการมีอยู่ในแผนอย่างน้อยๆ ก็เปิดเป็นออปชั่นไว้ให้มีการเรียนรู้ติดตาม แต่เชื่อว่าสร้างได้ยากมากในประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องความกลัว”

สำหรับเทรนด์โลกที่พยายามลดสัดส่วนการใช้ถ่านหินลง ทวารัฐ ระบุว่า ทุกประเทศที่ประกาศตัวออกมาล้วนเป็นประเทศที่ใช้ถ่านหินมากอยู่แล้ว ส่วนใหญ่จะเกิน 40-50% ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ สหรัฐ หรือแม้แต่ในจีน ในเมื่อประเทศเหล่านั้นมีสัดส่วนการใช้ถ่านหินเยอะอยู่แล้ว เขาจึงพูดได้ว่าจะลดใช้ถ่านหิน

“แม้จะไม่มีประเด็นเรื่องการประชุมรัฐภาคีสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (Conference of Parties : COP21) ประเทศเหล่านั้นก็ต้องลดสัดส่วนการใช้ถ่านหินอยู่แล้ว เพราะในเชิงการจัดสมดุลเขาก็ต้องคิดว่าต้องเอาพลังงานอื่นเติม เพียงแต่ COP21 เป็นตัวเร่งให้เกิดการประกาศที่รวดเร็วและเข้มข้น เข้มแข็งมากขึ้น”

ทวารัฐ ยืนยันว่า ตัวเลขที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศในเวที COP21 เป็นตัวเลขที่กระทรวงพลังงานจัดทำขึ้น จึงเชื่อมั่นได้ว่าจะลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง โดยเฉพาะการดำเนินการตามแผนอนุรักษ์พลังงาน

เขาอธิบายต่อว่า กระทรวงพลังงานได้กำหนดตัวตัดยอดความต้องการใช้พลังงานไว้ ซึ่งก็คือแผนอนุรักษ์พลังงาน โดยที่ผ่านมามีข้อจำกัดว่าจะเอาแผนอนุรักษ์พลังงานทั้งแผนเข้ามารวมอยู่ในแผนการผลิตไฟฟ้าได้อย่างไร นั่นเพราะสมมติฐานเก่าคือคนไทยอาจไม่ประหยัดพลังงานจริง ขณะที่นโยบายรัฐบาลชุดเดิมก็ยังอุดหนุนราคาพลังงานอยู่ นั่นทำให้คนไทยยังใช้พลังงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หรือใช้เพลินเกินความจำเป็นในบางเรื่อง

“แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันมีความชัดเจน ในวันแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ แถลงนโยบายต่อรัฐสภานั้น นโยบายข้อ 2 ต่อจากความมั่นคง คือราคาพลังงานที่สะท้อนต้นทุนจริง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อปรับราคาให้สะท้อนต้นทุนจริง การวางแผนพลังงานในรอบนี้จึงมั่นใจได้ว่าการอนุรักษ์พลังงานจะเป็นไปตามแผนได้ 100%

“การที่ในระบบของเรามีโซลาร์มากขึ้น มีพลังงานลมและชีวมวลมากขึ้น มันทำให้ไฟฟ้า 1 หน่วย เกิดคาร์บอน 0.5 กรัม แต่ถ้าเป็นไปตามแผนพีดีพี 2015 จะพบว่าไฟฟ้า 1 หน่วย จะเกิดคาร์บอนเพียง 0.3 กรัมเศษๆ นั่นหมายความว่าจะหายไปราวๆ 40%

“…ยืนยันว่าไทยทำได้ แต่ต้องมีการขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กันทุกภาคส่วนอาจต้องมีทั้งมาตรการบังคับ เช่น มาตรการทางภาษี หรือการออกกฎหมายใหม่ รวมถึงมาตรฐานส่งเสริมคืออุดหนุนช่วยเหลือในต่างประเทศจะใช้ Carbon tax คือยิ่งปล่อยคาร์บอนยิ่งโดนภาษี แต่ประเทศไทยยังไม่มี” ทวารัฐ ระบุ

ปลดล็อกผังเมืองเพื่อพลังงานทดแทน เปิดทางสร้างโรงไฟฟ้าขยะ-วางท่อน้ำมัน

คําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 4/2559 เรื่องการยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวม สำหรับการประกอบกิจการบางประเภท ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2559 ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากเครือข่ายภาคประชาชนว่า เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบกิจการโรงไฟฟ้าเท่านั้น

นั่นเพราะคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 ได้ยกเว้นการใช้กฎหมายผังเมืองใน 5 กิจการ ได้แก่ 1.โรงไฟฟ้า 2.โรงผลิตก๊าซซึ่งมิใช่ก๊าซธรรมชาติ ส่งหรือจำหน่วยก๊าซ 3.โรงงานปรับปรุงคุณภาพของรวม (โรงบำบัดน้ำเสีย/เตาเผาขยะ) 4.โรงงานคัดแยกและฝังกลบ 5.โรงงานเพื่อการรีไซเคิล

ทวารัฐ ตีความว่า หัวใจสำคัญของคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 คือการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เป็นการปลดผังเมืองเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งผู้ที่จะได้ประโยชน์จากคำสั่งฉบับดังกล่าวมากที่สุดคือ “โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน”

“ถามว่าปลดผังเมืองสำหรับโรงไฟฟ้าทุกประเภทใช่หรือไม่ คำตอบก็คือใช่ แต่ถ้าถามต่อว่าแล้วประโยชน์สูงสุดอยู่กับใคร คำตอบก็คืออยู่กับโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน”

ทวารัฐ อธิบายว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีของโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนได้รับการพัฒนาไปไกลมาก และทุกวันนี้โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนก็อยู่ใกล้ตัวของทุกคน เช่น แผงโซลาร์บนหลังคาบ้าน หรือพลังงานกังหันลมบนยอดตึกสูง ซึ่งหากตีความตามกฎหมายผังเมืองเดิมก็จะไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะกฎหมายถือว่าทั้งหมดนี้คือโรงงาน จึงไม่สามารถดำเนินการในพื้นที่ชุมชนหรือตามอาคารสูงได้

ผู้อำนวยการ สนพ. ระบุว่า แม้แต่ระบบชีวมวลหรือก๊าซชีวภาพ ซึ่งตามทฤษฎีและตามความเหมาะสมแล้วควรจะตั้งอยู่ติดกับพื้นที่เกษตรกรรม โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพต้องตั้งอยู่ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หรือถ้าเป็นโรงไฟฟ้าจากปาล์มก็ต้องอยู่กับโรงงานผลิตน้ำมันปาล์ม แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือกฎหมายผังเมืองล้าหลัง มีการจัดทำกันมากว่า 10 ปี โดยไม่ได้คำนึงถึงศักยภาพพลังงานทดแทนเหล่านี้

ฉะนั้น เมื่อมีการขึงสีลงในผังเมืองจึงเกิดปัญหา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการผลิตพลังงานทดแทนแต่ถูกกำหนดให้เป็นสีเขียว นั่นหมายความว่าจะไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้

“หัวใจสำคัญของคำสั่งที่ 4/2559 คือเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน และผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดคือโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ถามต่อว่าแล้วเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ หรือเทพา หรือไม่ คำตอบก็คือไม่เกี่ยวเลย เพราะโรงไฟฟ้ากระบี่ต่อให้มีการปลดผังเมืองไปแล้ว แต่ถ้าหากคณะกรรมการไตรภาคีบอกว่าไม่ให้สร้างก็เกิดขึ้นไม่ได้

“… ในส่วนของเทพา (อ.เทพา จ.สงขลา) นั้นปัจจุบันยังไม่มีการประกาศผังเมืองรวม มีเพียงร่างผังเมือง ซึ่งพื้นที่ที่จะมีการสร้างโรงไฟฟ้าก็อยู่ในเขตที่ได้รับการยกเว้นอยู่แล้ว ฉะนั้นโรงไฟฟ้าเทพาแม้จะไม่มีคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 โดยร่างผังเมืองเดิมนั้นก็ยังสามารถสร้างได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดมันไม่ได้อยู่ที่คำสั่ง คสช.ว่าจะปลดหรือไม่ปลดอะไร มันขึ้นอยู่กับว่าฟังกันหรือเปล่า ชาวบ้านเอากันหรือไม่”

ทวารัฐ บอกอีกว่า หากพิจารณาสาระสำคัญในคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 จะพบว่าจุดประสงค์หลักคือเรื่องการกำจัดขยะ ดังนั้นหากจะบอกว่าโรงไฟฟ้าขยะได้รับประโยชน์สูงสุดจากคำสั่งนี้ก็คงไม่ผิด นั่นเพราะโรงไฟฟ้าขยะเป็นวิธีที่ช่วยกำจัดขยะได้ดีที่สุดในตอนนี้ คือรีไซเคิลขยะให้กลายเป็นพลังงาน

“ถ้าใช้กฎหมายเดิม พื้นที่สำหรับรวมขยะหรือฝังกลบขยะจะสร้างโรงงานไม่ได้ เพราะบางทีไปตั้งอยู่ในพื้นที่สีเหลืองบ้าง สีเขียวบ้าง คำสั่งปลดล็อกผังเมืองก็มีขึ้นเพื่อการนี้ แต่แน่นอนว่าแม้จะมีการปลดล็อกผังเมืองไปแล้วแต่กฎหมายอื่นๆ หรือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ก็ยังอยู่ครบไม่ได้ถูกปลดตาม”

ทวารัฐ ขยายความต่อไปว่า คำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 ได้กำหนดมาตรการควบคุมเกณฑ์ของโรงไฟฟ้าและคลังน้ำมันไว้อย่างชัดเจนว่า “ต้องเป็นไปตามแผน” นั่นหมายความว่าโครงการใดๆ ที่จะได้รับการปลดล็อกผังเมืองตามคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 นั้น ต้องอยู่ในแผนของรัฐบาลเท่านั้น หากเป็นโครงการที่อยู่นอกแผนก็จะสร้างไม่ได้

“อย่างโรงไฟฟ้าถ่านหินชัยภูมิ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ไม่อยู่ในแผน จึงไม่เกี่ยวข้องกับคำสั่งที่ 4/2559 แปลว่าผังเมืองยังต้องบังคับใช้กับโครงการนี้อยู่ นั่นหมายความว่าโครงการที่จะได้รับอานิสงส์จากคำสั่งที่ 4 จะต้องเป็นโครงการที่อยู่ในแผนเท่านั้น ประชาชนจึงไม่ต้องไปกังวลว่าจู่ๆ จะมีโรงงานมาตั้งอยู่หน้าบ้าน เพราะมันไม่ใช่ มันต้องเป็นโรงงานที่อยู่ในแผน และปิโตรเคมีก็ไม่เกี่ยว โรงไฟฟ้านอกแผนก็ไม่เกี่ยว”

นอกจากนี้ หากพิจารณาคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 จะพบว่าเขียนครอบคลุมไว้ค่อนข้างกว้าง และยังมอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ไปกำหนดกรอบว่าจะเอาโครงการอะไรบ้าง และหลักเกณฑ์อะไรบ้าง

“ในวันที่ 11 มี.ค.นี้ เป็นเดดไลน์ที่จะต้องออกหลักเกณฑ์ของโครงการที่เข้าเงื่อนไข เมื่อประกาศหลักเกณฑ์นี้แล้วหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็จะทราบทันทีว่าโครงการไหนเข้าเกณฑ์ หรือโครงการไหนที่ไม่ได้ อย่างคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งดูเรื่องโรงไฟฟ้าก็จะรู้ได้ทันทีว่าโครงการไหนที่ได้หรือไม่ได้ แต่เบื้องต้นที่คุยกันก็คือเป็นโรงไฟฟ้าทุกประเภท ทุกขนาดที่อยู่ในแผน และอยู่ระหว่างการพิจารณา”

ทวารัฐ อธิบายว่า ขณะนี้ก็มีการพูดคุยกับทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน รวมถึงกรมต่างๆ ที่ดูแลแต่ละแผนว่าจะมีโครงการอะไรบ้างที่คิดว่าจำเป็นที่จะต้องใช้ เพราะเท่าที่คุยกับกรมโยธาธิการและผังเมือง และสำนักงานกฤษฎีกา ก็ได้รับคำร้องขอมาว่าให้เลือกเฉพาะที่จำเป็นจริงๆ เช่น เป็นโครงการที่จะช่วยขับเคลื่อนโครงการด้านพลังงาน อาทิ คลังน้ำมัน เป็นต้น

เขาอธิบายต่อว่า รายละเอียดในแผนน้ำมันจะมีการ “ก่อสร้างท่อน้ำมัน” เพื่อเชื่อมต่อไปในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีไปถึง จ.สระบุรี ก็จะเชื่อมต่อไปทางภาคเหนือและอีสาน โดยในแต่ละแนวท่อก็จะมีคลังน้ำมันตั้งอยู่ แน่นอนว่าหากแนวท่อผ่านพื้นที่สีเขียว ก็ไม่สามารถตั้งคลังน้ำมันได้

“โครงการคลังน้ำมันตามแนวท่อเพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานทั่วถึงจำเป็นต้องสร้างได้ อย่างน้อยๆ คำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 ก็เปิดโอกาสให้เขาสร้างบ้าง เพราะถ้ากฎหมายผังเมืองบอกว่าไม่ได้ อย่างอื่นก็จะเดินไม่ได้เลย แต่ถ้ากฎหมายผังเมืองบอกว่าสร้างได้ นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าโครงการจะก่อสร้างได้เลย เพราะยังมีกฎหมายอื่นๆ อีก เช่น กฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายกรมโรงงาน กระบวนการรับฟังความคิดเห็น แต่อย่างน้อยๆ การปลดล็อกผังเมืองก็เป็นการเปิดโอกาสให้ไปต่อสู้ต่อในขั้นต่อไปได้”

ทั้งหมดนี้คือการถอดรหัสคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 ผ่านมุมมองผู้อำนวยการ สนพ. ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับนี้มากที่สุด ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่ากลุ่มประชาชนที่ยังยืนหยัดคัดค้านเรื่องนี้จะเห็นพ้องตามคำอธิบายจากภาครัฐหรือไม่ และจะไปจบลง ณ จุดใด

 

Leave a comment