ตัดวงจรขยะอาหาร ช่วยอีกหลายชีวิตได้อิ่มท้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2559 เวลา 10:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/424402

ตัดวงจรขยะอาหาร ช่วยอีกหลายชีวิตได้อิ่มท้อง

โดย…พุสดี สิริวัชระเมตตา

เมื่อเดือนที่แล้ว สื่อหลายฉบับในบ้านเราเจียดพื้นที่เล็กๆ ให้กับข่าวต่างประเทศที่น่ายินดีข่าวหนึ่ง นั่นคือ ฝรั่งเศสกลายเป็นประเทศแรกของโลก ที่สั่งห้ามไม่ให้ซูเปอร์มาร์เก็ตทิ้งหรือทำลายอาหารที่ขายไม่ออก พร้อมออกกฎหมายกำหนดให้นำอาหารเหล่านั้นไปบริจาคแก่องค์กรการกุศล

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแม้เป็นเพียงหนึ่งในความเคลื่อนไหวของอีกซีกโลก เพื่อช่วยให้อีกหลายชีวิตได้อิ่มท้องและเป็นการแก้ปัญหาวิกฤตขยะอาหารซึ่งโลกของเรากำลังเผชิญ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นอีกแรงกระเพื่อมที่ทำให้สังคมโลกหันมาใส่ใจกับปัญหาดังกล่าวเช่นกัน รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งจากข้อมูลของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ประเทศไทยมีปริมาณขยะมูลฝอยเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2556 มีขยะมูลฝอยมากถึง 26.77 ล้านตัน คิดเป็นขยะอาหารถึง 64% โดยกรุงเทพฯ มีปริมาณขยะมากเป็นอันดับ 4 จาก 22 เมืองใหญ่ในเอเชีย รองจากเมืองโอซากาของญี่ปุ่น กรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย และกรุงโซลของเกาหลีใต้

คำถามคือ ถึงเวลาหรือยังที่ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจจะหันมาร่วมมือกันกระชากเส้นกราฟปริมาณขยะอาหารในบ้านเราให้ต่ำลง

 

การเดินทางของเศษเนื้อสู่อาหารของน้องหมา

หลายปีที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีภาคธุรกิจทั้งรายเล็กและรายใหญ่เริ่มหันมามีส่วนร่วมในการลดปริมาณขยะ เริ่มจากเชนร้านอาหารขวัญใจวัยรุ่นอย่าง บาร์บีคิว พลาซ่า เจ้าของสโลแกนทำมื้อนี้ให้ดีที่สุด กับโปรเจกต์ “อาหารเม็ดเพื่อสุนัข” บุ๋ม-บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เดอะบาร์บีคิวพลาซ่า เล่าถึงเบื้องหลังบิ๊กไอเดียนี้ว่า เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “BarBQ Fulfil” แคมเปญเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เริ่มต้นจากการตั้งคำถามภายในองค์กรว่า เราจะทำมื้อที่ดีที่สุดให้ดีขึ้นกว่านี้อีกได้อย่างไร

“เราระดมความคิดจากพนักงานทุกคนเพื่อปรับใช้สิ่งที่อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นในร้านอาหาร หรือที่ครัวกลางของเราให้เกิดประโยชน์ สุดท้ายคำตอบมาอยู่ที่การทำอาหารเม็ดของสุนัขจากการแปรรูปเศษเนื้อที่เราเหลือจากการตัดแต่งของครัวกลาง เพื่อส่งไปยังร้านของบาร์บีคิวพลาซ่าอีก 110 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งจากเดิมเนื้อส่วนนี้เราก็ไม่ได้ทิ้ง แต่จะมีผู้ประกอบการรายย่อยมารับซื้อเศษเนื้อดังกล่าว ซึ่งอยู่ในระดับฮิวแมนเกรดไปแปรรูปต่ออีกที ถามว่าเศษเนื้อเหล่านี้ทำเงินให้บริษัทเรามั้ย ก็ประมาณหนึ่ง แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือ เราจะทำอะไรเพื่อแปรรูปสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ให้มีประโยชน์มากกว่านี้ได้มั้ย”

บุ๋ม ยอมรับว่า ไอเดียเรื่องการลดปริมาณขยะในอุตสาหกรรมอาหารใครๆ ก็พูดถึง แต่ขั้นตอนทำจริงนั้นไม่ง่ายเลย อย่างเราเอง พอตัดสินใจว่าจะลงมือทำ ก็ต้องไปศึกษาอย่างจริงจัง ถึงได้รู้ว่าไม่ใช่แค่ต้องใช้เวลาสะสมเศษเนื้อให้มีปริมาณมากพอ ยังต้องจัดหาพื้นที่จัดเก็บเนื้อให้เหมาะสมเพื่อคงคุณภาพ ในส่วนของโรงงานแปรรูปก็ต้องเลือกที่ได้มาตรฐาน ซึ่งเราเลือกใช้โรงงานเดียวกับที่ผลิตอาหารสุนัขให้แบรนด์ที่เป็นที่รู้จักเช่นกัน

 

“แต่สิ่งที่เราไม่รู้ตอนแรก คือ โรงงานเขาไม่รับเนื้อสดๆ เพราะฉะนั้นหมายความว่าเราต้องเปิดไลน์ใหม่ในโรงงานของเราเอง เพื่ออบเนื้อเหล่านี้ให้กลายเป็นเนื้อที่สุก แล้วค่อยส่งให้ทางโรงงานนำไปแปรรูป”

สำหรับล็อตแรกเราสต๊อกเศษเนื้อไว้ได้ 2 ตัน จึงส่งไปแปรรูป จากเนื้อตั้งต้น 2 ตัน สามารถแปรรูปออกมาเป็นอาหารสุนัขได้ประมาณ 3.5 แสนถุง อาหารเหล่านี้เรากระจายโดย 2 ทาง คือ หนึ่ง แจกฟรีให้กับลูกค้าที่เขียนแชร์ไอเดียเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ร้านบาร์บีคิวพลาซ่าทุกสาขา อีกส่วนก็นำไปมอบให้มูลนิธิต่างๆ ที่ให้การเลี้ยงดูสุนัขไร้บ้านในประเทศไทย

“อย่างที่บอกว่าโปรเจกต์อาหารสุนัขเป็นเพียงส่วนหนึ่งในโปรเจกต์ใหญ่ของเรา จากนี้เรายังไม่หยุดเดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ที่จะนำสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์มาทำให้เกิดประโยชน์ต่อไป ในอนาคตเราจะเก็บตะเกียบที่ใช้แล้วในร้านมาทำโต๊ะ-เก้าอี้ให้นักเรียน เราเชื่อว่าไอเดียดีๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ถ้าเราใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไป ความคิดสร้างสรรค์ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องใหม่ แหวกแนวเสมอไป เพราะสุดท้ายหัวใจสำคัญ คือ สามารถนำมาทำให้เกิดขึ้นจริงได้หรือเปล่า” บุ๋ม กล่าวทิ้งท้าย

บุ๋ม-บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์

 

บูรณาการจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

เช่นเดียวกับอีกหนึ่งธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ของบ้านเราอย่าง ชาคริต ดิเรกวัฒนชัย รองประธานกรรมการแผนกสื่อสารองค์กรและความยั่งยืน เทสโก้ โลตัส บอกว่า โลตัสนับเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการค้าปลีกที่ปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตขยะอาหาร ตั้งแต่ต้นทางจนถึงผู้บริโภค โดยโลตัสพยายามรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรงแทนที่จะผ่านพ่อค้าคนกลาง เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการเพาะปลูกได้ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาด ลดปัญหาพืชผลล้นตลาดจนกลายเป็นขยะอาหาร ที่สำคัญยังสามารถควบคุมคุณภาพของผลผลิตได้ด้วย นอกจากนี้ยังร่วมมือกับเกษตรกรในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการขนส่ง เพื่อป้องกันการสูญเสียระหว่างทาง

“ณ จุดขาย เราพยายามลดการเกิดขยะอาหาร ด้วยการนำอาหารที่ไม่เหมาะแก่การจำหน่ายไปบริจาคเป็นมื้ออาหารให้แก่ผู้ที่ขาดแคลน เช่น นำไข่ไก่ฟองที่มีสภาพดีจากแพ็กไข่ที่แตก ทำให้เราไม่สามารถนำไปจำหน่ายได้ ก็เอาไปบริจาคแก่ผู้ยากไร้ โดยร่วมมือกับมูลนิธิกระจกเงา นอกจากนี้ยังรวบรวมข้าวสารแตกแพ็กที่ไม่สามารถนำไปขายต่อได้เช่นกันไปบริจาคเพื่อให้นำไปทำอาหารเลี้ยงผู้ที่ยากไร้ต่อ เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ของโลตัส เช่น น้ำปลา ซอสปรุงรส ที่ใกล้หมดอายุ และคาดว่าจะจำหน่ายไม่ทัน เราจะสำรวจและคัดแยกออกมาเพื่อนำไปบริจาคก่อนสินค้าจะหมดอายุและต้องทิ้ง”

ชาคริต ดิเรกวัฒนชัย

 

ชาคริต กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โลตัสยังได้ทดลองนำอาหารหมาที่แตกแพ็กไปบริจาคให้บ้านนางฟ้าสัญจร แทนที่จะเก็บทิ้งอย่างเปล่าประโยชน์ และในอนาคตจะเริ่มวางแผนส่งต่อผักและ
ผลไม้สดที่จำหน่ายไม่หมดให้กับผู้ที่ยังขาดแคลน แต่ในส่วนของอาหารสดอาจจะส่งต่อได้ยาก เพราะต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก เนื่องจากบ้านเราอากาศค่อนข้างร้อน เกรงว่าระหว่าง
ขั้นตอนขนส่ง อาหารจะเสียหายเสียก่อน

“ผมมองว่าขยะมาคู่กับในทุกธุรกิจ ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจที่ก่อให้เกิดประโยชน์ขนาดไหนก็ตาม ในส่วนของโลตัสซึ่งเป็นธุรกิจค้าปลีก เราพยายามลดปริมาณขยะใน 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ในส่วนของการใช้ถุงพลาสติก และสอง คือ การลดปริมาณขยะอาหาร ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ของเสียในธุรกิจเรา บางครั้งอาจเป็นของที่ขายไม่ได้ แต่กินได้ แค่เราใส่ใจ เก็บรักษาให้อยู่ในสภาพดี ก็สามารถนำมาบริจาคต่อเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่า”

 

จากไร่ส่งตรงถึงโต๊ะอาหาร

นอกจากภาคธุรกิจแล้ว ธุรกิจรายย่อยโดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารก็เริ่มหันมาใส่ใจกับการลดขยะอาหารควบคู่ไปกับการตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่รักสุขภาพ ด้วยการชูคอนเซ็ปต์ Farm to Table หรือจากฟาร์มเสิร์ฟถึงโต๊ะอาหาร แบงค์-จักรพงศ์ มหพันธุ์ทิพย์ เจ้าของโรงแรมและร้านอาหารฟาร์มเฮ้าส์ที่ จ.ระนอง บอกว่า จุดเริ่มต้นของร้าน คือ อยากใช้วัตถุดิบที่สดใหม่เพื่อปรุงอาหารให้ลูกค้า เราจึงเลือกใช้วัตถุดิบที่ผลิตเอง เช่น ไข่ไก่จากฟาร์มไก่ไข่พันธุ์ทิพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจของที่บ้าน รวมทั้งใช้วัตถุดิบอื่นๆ ที่ปลูกเอง อาทิ พืชผักสวนครัว ทานตะวันงอก อัญชัน และผักสลัด

“วัตถุดิบในร้านเราเก็บมาสดใหม่ทุกวัน อย่างไข่ไก่จะสดมาก เพราะเก็บมาแบบวันต่อวัน รับรองว่าลูกค้าจะได้สัมผัสกับรสชาติของไข่ไก่ที่หาไม่ได้ที่ไหน เพราะตามกระบวนการปกติกว่าไข่ไก่จะถูกส่งจากฟาร์มถึงมือผู้บริโภคก็เกือบสัปดาห์แล้ว เช่นเดียวกับผัก นอกจากจะแบ่งพื้นที่สำหรับปลูกที่ฟาร์มแล้ว ที่โรงแรมเรายังเลือกปลูกพืชผักสวนครัวแทนไม้ประดับ แต่ละวันเราจะเก็บวัตถุดิบมาเตรียมไว้ประมาณหนึ่ง ไม่เผื่อไว้มาก เพราะเราอยากเลี้ยงพืชไว้ในดินมากกว่าจะมาสต๊อกไว้ในตู้เย็น”

แบงค์-จักรพงศ์ มหพันธุ์ทิพย์

 

ในส่วนของขยะอาหารจากร้านฟาร์มเฮ้าส์ แบงค์แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เกิดจากขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ ซึ่งในส่วนนี้ทางร้านพยายามควบคุมให้เหลือน้อยที่สุดอยู่แล้ว เพราะสามารถควบคุมปริมาณได้ตามที่ต้องการ ที่สำคัญวัตถุดิบบางชนิดยังสามารถนำไปแปรรูปหากใช้ไม่หมด เช่น อัญชัน นอกจากใช้เสิร์ฟเป็นเครื่องเคียง ตกแต่งจานแล้ว ยังนำไปตากแห้งทำเป็นชาได้ อีกส่วนคือ ขยะที่เกิดจากเศษอาหารของลูกค้า ทางร้านจะนำมารวบรวม และขายต่อให้กับเกษตรกรในละแวกนั้นมารับซื้อไปเป็นอาหารสัตว์ในฟาร์มของตัวเอง อย่างน้อยก็ช่วยลดขยะที่เกิดขึ้นจากธุรกิจของเราไปได้มาก” แบงค์กล่าวทิ้งท้าย

 

Leave a comment