น้ำเพื่ออนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มีนาคม 2559 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/422733

น้ำเพื่ออนาคต

โดย…พริบพันดาว ภาพ…รอยเตอร์ส, เอพี

แต่ละปีจะมีประชากรโลกราว 2 ล้านคน เสียชีวิตด้วยโรคที่เกิดจากการขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด และประชากรโลกอีกไม่น้อยกว่า 2,400 ล้านคนทั่วโลก ขาดการสุขาภิบาลน้ำที่ดี หรือขาดแคลนน้ำเพื่อบริโภคอุปโภคที่เพียงพอแก่ความจำเป็น ปัญหาความขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการบริโภคอุปโภคของประชากรโลก จึงเป็นปัญหาที่นักวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมโลกได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และถือว่าเป็นปัญหาที่มีความรุนแรงถึงขั้นวิกฤตของมนุษยชาติแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 21

ตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ประเทศไทยก็เข้าสู่ภาวะภัยแล้งอย่างจริงจังมาเรื่อยๆ และทวีความรุนแรงจนถึงขั้นวิกฤตในปีนี้ จากปรากฏการณ์เอลนินโญที่นำความแห้งแล้งที่ผิดปกติและยาวนานมาสมทบ ทำให้คนไทยเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของน้ำเพิ่มขึ้น

ในวันน้ำโลก อนาคตของประเทศไทยกับแผนยุทธศาสตร์น้ำจะเดินหน้าไปในทิศทางใด?

น้ำที่ดีกว่า งานที่ดีกว่า

องค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ได้ให้คำขวัญเกี่ยวกับวันน้ำโลก 2016 หรือปี 2559 นี้ว่า “น้ำที่ดีกว่า งานที่ดีกว่า” (Better water, better jobs) รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าสถานการณ์น้ำโลกในกรอบใหญ่ก็เป็นเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งหลายๆ ประเทศก็ไปลงนามความตกลงใหม่ Paris Agreement ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 หรือการประชุม COP21 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเดือน ก.ย. 2558 ที่ผ่านมา รวมถึงประเทศไทยด้วย

“น้ำก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทุกคนต้องมีสิทธิเข้าถึงน้ำ รวมทั้งดูแลในเรื่องสุขาภิบาล ทุกครัวเรือนต้องมีสุขอนามัยและมีน้ำใช้อย่างเท่าเทียมกัน นี่คือกรอบใหญ่ของโลก การพัฒนาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ตอนนี้พูดถึง “น้ำกับการมีงานทำ” ซึ่งเป็นวาระหรือประเด็นของวันน้ำโลกในปีนี้ เหตุผลก็คือสถานการณ์เศรษฐกิจของทั้งโลกตอนนี้ไม่ค่อยดี โดยหลักการก็คือต้องฟื้นฟูให้เกิดอาชีพการงาน ข้อมูลที่สรุปออกมา ประชากรประมาณ 1,500 ล้านคน ในโลกนี้จะทำงานที่เกี่ยวกับน้ำ เช่น พวกที่ทำงานกับเขื่อน การประปา อีกส่วนหนึ่งก็คือคนที่นำน้ำไปประกอบอาชีพ สองส่วนนี้ถ้าหากเราพัฒนาหรือดูแลน้ำไม่ดีพอจะได้รับผลกระทบทันที เพราะฉะนั้นเขาก็เลยตั้งเรื่องน้ำกับการมีอาชีพเป็นธีมวันน้ำโลกในปีนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำให้ยั่งยืน”

สำหรับในเมืองไทย รศ.ดร.สุจริต บอกว่า เรื่องประเด็นของทรัพยากรน้ำก็ต้องพูดเรื่องยุทธศาสตร์น้ำ ตอนนี้ประเทศไทยกำลังจะทำยุทธศาสตร์ 20 ปี ต่อเนื่องจากยุทธศาสตร์น้ำเดิมที่ทำมา 12 ปี

“ต้องนำจับมาโยงกันให้ได้ ยุทธศาสตร์ 20 ปี กับการบริหารจัดการน้ำ เราจะไปในทิศทางไหน โดยเฉพาะเรื่องน้ำจะทำอย่างไร การลงทุนในระบบการบริหารจัดการน้ำ 9 แสนล้านบาท ถ้ามีบริบทใหม่เข้ามาต้องมีการปรับให้เข้ากับโลกและสังคมไทยในแต่ละพื้นที่ด้วย นี่คือโจทย์ข้อแรก ส่วนโจทย์ข้อที่ 2 การทำงานระดับชาติในการบริหารจัดการน้ำจะมาเชื่อมต่อกับระดับชุมชนอย่างไร เรากำลังอิงกับโลก แต่จริงๆ แล้วชุมชนก็ต้องอิงกับเราด้วย ความสอดคล้องตรงนี้เป็นสิ่งที่จะต้องระดมสมองกันเพื่อให้ก้าวไปข้างหน้า

ทุกสิ่งก็เป็นไปตามเวลา ความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย มีการคาดการณ์ว่าในอนาคตประชากรกว่า 40% ขึ้นไปจะมาอยู่ในเมือง ความเป็นเมืองจะเพิ่มสูงขึ้น รศ.ดร.สุจริต ชี้อนาคตว่า จากวิถีชีวิตแบบเมืองก็ต้องกลับมาจัดการบริหารน้ำสำหรับคนเมืองในบริบทใหม่

คนก็มากระจุกตัวอยู่ในเมืองก็ต้องหารูปแบบของโอ่งสมัยใหม่ที่เก็บกักน้ำไว้ใช้ในเมืองแทน แหล่งกักเก็บน้ำในเมืองก็ต้องนำมาใช้ประโยชน์ให้เมือง สำหรับโอ่งในเมือง หมายความว่าพอปลายฝน น้ำในบึงต่างๆ เหล่านี้ในเมืองต้องเต็มหมด ถ้าน้ำในเขื่อนไม่เพียงพอ คนเมืองก็จะพึ่งตัวเองได้มากขึ้น รูปแบบการจัดการน้ำทั้งของชุมชนและประเทศต้องมาทำงานร่วมกัน ซึ่งถึงจุดนี้ก็บ่งบอกแล้วว่ามีเขื่อนก็ใช่ว่าจะมีน้ำ ต้องมีการจัดการให้พึ่งตัวเองให้ได้ แต่ละพื้นที่ก็ต้องมาหาเปอร์เซ็นต์ในการพึ่งพาน้ำด้วยตัวเอง การเชื่อมโยงระดับประเทศ จังหวัด ชุมชน จะเป็นประเด็นสำคัญ”

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นก็ต้องออกแบบเรื่องน้ำให้เหมาะสมกับอนาคต ค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างรอบคอบ นั่นคือทางออกของความมั่นคงทางน้ำ โดยที่ รศ.ดร.สุจริต ฝากไปถึงรัฐบาลที่ต้องยอมรับว่ามีเงื่อนไขนี้เกิดขึ้น

“เพราะโดยมากผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องมักยึดติดกับโครงการที่ทำอยู่แล้ว ทุกส่วนต้องมามองอนาคตและหาทางออกเรื่องน้ำร่วมกัน อย่างไรเราก็ยังยึดอยู่กับการพัฒนาน้ำอย่างยั่งยืน แต่ตั้งแต่ปี 2554 ที่น้ำท่วมใหญ่ และปีนี้ที่แล้งจัด ทุกอย่างได้บอกเราแล้วว่าธรรมชาติได้เตือนเราแล้วบางอย่าง ซึ่งต้องจัดระบบที่เรียกว่าเกราะกำบังให้เดินสู่อนาคตได้ ซึ่งต้องมาร่วมคิดกันถึงแผนยุทธศาสตร์น้ำในอีก 20 ปีข้างหน้า”

การบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืน

ในปี 2559 สถานการณ์ภัยแล้งเป็นสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุด จากอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนินโญในปีนี้ ทำให้ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เช่น ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลดน้อยลงกว่าปีที่แล้วถึง 40% ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำในภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม

หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิการจัดการน้ำแบบบูรณาการ บอกว่า ข้อมูลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ น้ำในเขื่อนก็ลดลงกว่าทุกปี ซึ่งกระทบต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา แล้วปีนี้ก็ลดลงกว่าทุกปี เมื่อมาบวกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลกที่เรียกว่าเอลนินโญด้วย ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำก็ทวีความรุนแรงขึ้น

“มองในแง่เชิงรุกก็จะเห็นว่าหน่วยงานภาครัฐพยายามที่จะรักษาระดับการจัดการโดยยังเอาน้ำโดยรวมเป็นตัวตั้ง ซึ่งการเฉลี่ยน้ำจะมีปัญหาในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลางของประเทศประมาณ 22 จังหวัด ส่วนในภาคอื่นๆ ไม่ค่อยมีปัญหาโดยภาพรวม สถานการณ์อื่นๆ ในเรื่องของน้ำก็คือในช่วงฝนตกของปีที่ผ่านมา ไม่ได้ตกเหนือเขื่อนหรืออ่างที่เก็บกักน้ำ และสถานการณ์นี้ก็เกี่ยวเนื่องกับนโยบายการปล่อยน้ำตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมาแล้ว

พอมาดูแผนการจัดการของหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นกรมน้ำ กรมชลประทาน ก็ยังยึดถือแนวทางการจัดการน้ำแบบก่อสร้างเช่นเดิม อย่างก่อสร้าง ขุดลอก และฟื้นฟูแหล่งน้ำ ซึ่งวิธีการจัดการน้ำแบบนี้เราจัดการมาแล้ว 50-60 ปี ไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเป็นการจัดหาน้ำและมองไปจากระดับนโยบาย ถึงแม้วันนี้จะมีกรรมการลุ่มน้ำ มีกรรมการจัดการน้ำแบบอื่น แต่พอเกิดวิกฤตน้ำ กรอบคิดแนวคิดการบริหารจัดการก็ยังเป็นการรวมศูนย์จากศูนย์กลางเหมือนเดิม”

การจัดหาน้ำของราชการไม่ได้ดูระบบนิเวศที่เป็นลุ่มน้ำทั้งลุ่ม หาญณรงค์ วิพากษ์แบบตรงๆ ว่า มีแต่การคิดโครงการขึ้นมาโดดๆ ไม่มีการวางแผนในเรื่องนี้ ถ้ามีก็จะมาจากหน่วยงานภาครัฐที่เป็นระดับกรม

“ก็อยู่แค่บริษัทที่เป็นที่ปรึกษาซึ่งถูกว่าจ้างมาให้วางแผนการจัดการลุ่มน้ำ ไม่ได้เอาข้อมูลจากชาวบ้านหรือการถ่ายทอดข้อมูลเหล่านี้นำไปสู่การวางแผนร่วมกัน การสร้างเขื่อนแต่ไม่ได้สนใจฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ไม่ได้สนใจระบบนิเวศริมน้ำ พอไปเปิดแผนยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปีข้างหน้า กลับกลายเป็นการเอาโครงการต่างๆ มารวมกันเท่านั้นเอง ซึ่งยังเรียกว่ายุทธศาสตร์ไม่ได้ หากยุทธศาสตร์คือการหาเป้าหมายที่ชัดเจน

ถ้ามาดูการบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืนชัดเจนต้องดูตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงทั้งระบบ หากไม่ทำอย่างนี้ก็จะวนกันอยู่อย่างนี้ พอฤดูฝนก็พูดถึงน้ำท่วม พอฤดูแล้งก็ขาดน้ำ ถ้าไม่อยากให้ปัญหาซ้ำซาก ต้องมองฤดูกาลน้ำ คือฤดูแล้งน้ำขาดทำอย่างไรให้มีน้ำกิน ฤดูฝนน้ำท่วมทำอย่างไรไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน แต่ปัจจุบันพอน้ำท่วมก็ไปขุดลอกให้น้ำไหลไวก็ไม่มีน้ำเก็บยามหน้าแล้ง”

หาญณรงค์ ฟันธงว่า สิ่งที่ต้องทบทวนเรื่องยุทธศาสตร์น้ำ จากการใช้งบไปจำนวนมหาศาลในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งขุดลอก ทั้งสร้างเขตป้องกันน้ำท่วม ทั้งสร้างฝายขนาดเล็ก ทั้งหมดเป็นการตอบโจทย์การบริหารจัดการน้ำแบบยั่งยืนหรือยัง?

“ในมุมมองของผมนั้น ไม่ใช่ เพราะโครงการขุดลอกทำให้น้ำหายไปเร็วขึ้น ทำให้ระบบนิเวศริมน้ำสูญเสีย ซึ่งทำให้น้ำท่วมเร็วขึ้น แต่เราไม่เคยสรุปบทเรียนเหล่านี้ พอขาดน้ำก็ไปขุดสระ ไปขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติให้ลึกขึ้น แต่การที่ลึกขึ้นไม่ได้บอกว่ามีน้ำเพิ่มมากขึ้น แล้วเอาบึงมาปิดทางน้ำเข้าทางน้ำออกที่เคยท่วมตามธรรมชาติ น้ำก็ไม่ท่วมและขังในหนองน้ำนั้นอีก ผมจึงบอกว่าการจัดการแบบนี้ไม่สอดคล้องกับระบบนิเวศและการบริหารจัดการน้ำแบบยั่งยืน

การจัดการเรื่องน้ำไม่ใช่ไปพึ่งพาหน่วยงานภาครัฐเพียงอย่างเดียว เรื่องบางเรื่องต้องให้ประชาชนพึ่งพาตัวเองได้ เช่น สร้างแหล่งน้ำในไร่นาเป็นของตัวเอง และต้องสร้างระบบเก็บน้ำใช้น้ำกินในครัวเรือน ต้องมีการให้มีระบบการจัดน้ำแบบพึ่งพาตัวเองได้และยั่งยืน ถ้าประชาชนอยากมีแหล่งน้ำรัฐต้องช่วยส่งเสริมด้วยส่วนหนึ่ง ประชาชนต้องพึ่งพาตัวเองได้”

การจัดการน้ำในวันนี้  หาญณรงค์ แจกแจงว่าถ้ามองเฉพาะน้ำในเขื่อนใหญ่ ตอนนี้มีเขื่อนเล็กเขื่อนน้อยที่จะมาเก็บกักน้ำตามแม่น้ำสาขาก่อนที่จะลงไปเขื่อนใหญ่ น้ำในระบบเขื่อนใหญ่ตอบโจทย์น้ำเหมือนเมื่อ 50 ปีที่แล้วหรือเปล่า? ต้องมาทบทวนและคิดกันใหม่ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเขามีกฎหมายรองรับที่เรียกว่า พ.ร.บ.จัดการทรัพยากรน้ำ แต่เมืองไทยไม่มี ทั้งที่มีการพยายามนำเสนอกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2532 ปัจจุบันก็ยังไม่คลอดออกมาเลย

“ตอนนี้มีร่าง พ.ร.บ.น้ำ 2 ร่าง คือ ร่างของภาคประชาชน กับร่างของกรมน้ำ ซึ่งมีวิธีคิดต่างกัน ของกรมน้ำให้อำนาจกับภาครัฐ ส่วนภาคประชาชนให้อำนาจกับชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมและมองไปที่ลุ่มน้ำสาขามากขึ้น วันนี้ร่าง 2 ร่างได้รวมกันแล้ว แต่รอเข้าสภาอยู่”

สุดท้าย หาญณรงค์ ยืนยันว่าประเทศไทยต้องมีการบริหารจัดการน้ำแบบผสมผสาน (Integrated Water Resource Management – IWRM) ซึ่งคือกระบวนการในการส&O3242;งเสริมการประสาน การพัฒนาและจัดการน้ำ ดิน และทรัพยากรอื่นๆ ที่เกี่ยวข&O3243;อง เพื่อนํามาซึ่งประโยชน์สูงสุดทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู&O3242;ที่ดีของสังคมอย่างทัดเทียมกัน โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของระบบนิเวศที่สําคัญ

“ในวันน้ำโลก ผมคิดว่าในประเทศไทยนั้น อยากให้หน่วยงานและกลไกของรัฐที่กำลังทำงานอยู่ต้องมองการบริหารจัดการน้ำให้ตรงกับข้อเท็จจริง แล้วก็มองระบบนิเวศ มองเรื่องคนจริงๆ ด้วย และอยากให้ใช้หลักบริหารจัดการน้ำที่ทั่วโลกใช้กันคือ ระบบผสมผสาน ไม่ใช่การจัดหาน้ำที่ทำกันอยู่แบบปัจจุบัน ถ้ามองน้ำให้ครบทุกภาคส่วนและทุกปัจจัยและบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับดินน้ำป่า และการใช้ประโยชน์ของประชาชนในแต่ละลุ่มน้ำที่มีความแตกต่างกัน การวางแผนเรื่องน้ำไม่จำเป็นต้องทำเหมือนกันทุกลุ่มน้ำ เพราะมีบริบทการใช้น้ำที่แตกต่างกัน หลักการบริหารจัดการน้ำแบบผสมผสาน ถือว่าเป็นหลักสากลที่จะทำให้หน่วยงานของภาครัฐปรับตัวที่จะทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ด้วย ถ้านำหลักการนี้มาใช้ การบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาวในอนาคตต้องให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมมากขึ้น ก็จะแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำได้”

 

Leave a comment