ผลพวง ‘อีไอเอ’ คู่ขนาน ไทยเสี่ยงถูกแบน-ไม่ปล่อยกู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มีนาคม 2559 เวลา 07:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/422206

ผลพวง ‘อีไอเอ’ คู่ขนาน ไทยเสี่ยงถูกแบน-ไม่ปล่อยกู้

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับองค์กรเครือข่ายภาคประชาสังคม 87 องค์กร จัดเสวนาหัวข้อ วิเคราะห์คำสั่ง 9/2559 สู่การปฏิรูป EIA เมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยวิทยากรและผู้เข้าร่วมได้อภิปรายไปในทิศทางเดียวกันว่า รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ไม่ใช่ต้นเหตุ หรืออุปสรรคที่ทำให้การลงทุนเกิดความล่าช้า

นอกจากนี้ วงเสวนายังเห็นพ้องต้องกันว่า อีไอเอคือมาตรวัดความเป็นอารยะของแต่ละประเทศ ซึ่งนับเป็นบรรทัดฐานและทิศทางของโลก

“ประเทศที่ไม่มีอีไอเอเท่ากับไม่มีมาตรการทางสิ่งแวดล้อม สินค้าก็จะไม่เป็นที่ยอมรับและอาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ” ศรีสุวรรณ ควรขจร คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาชุมชน ระบุ

ศรีสุวรรณ อธิบายว่า คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 9/2559 อาจกระทบกับความสัมพันธ์ของเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งนอกจากสินค้าไทยจะไม่เป็นที่ยอมรับแล้ว การกู้เงินจากสถาบันต่างประเทศก็จะมีปัญหาหรือทำได้ยากขึ้น ทั้งจากธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) หรือองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น(ไจก้า) ซึ่งกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมไว้สูง

นั่นเพราะแม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะยังไม่เคยถูกสถาบันทางการเงิน หรือแหล่งเงินทุนต่างประเทศปฏิเสธ แต่ระยะหลังการอนุมัติยากขึ้นมาก ตัวอย่างหนึ่งจากประเทศเวียดนาม คือมีความพยายามจะขอกู้เงินจากธนาคารจีนมาสร้างเขื่อน แต่ถูกปฏิเสธเนื่องจากอีไอเอไม่ผ่าน

ศรีสุวรรณ บอกว่า อีไอเอถือเป็นความรับผิดชอบของแต่ละประเทศและเป็นกระแสตื่นตัวทั่วโลก ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคที่นำกลไกอีไอเอมาใช้ และพัฒนาไปไกลถึงการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) แต่เมื่อมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ออกมา สิ่งที่เคยก้าวหน้าและได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องก็ถูกล้มเลิกไป ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงวุฒิภาวะของแต่ละประเทศ

สอดคล้องกับมุมมองของ วีรวัธน์ ธีรประสาธน์ ประธานมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ที่ระบุว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 9/2559 สะท้อนถึงการเดินถอยหลังของประเทศ เพราะรัฐบาลเห็นว่ากระบวนการอีไอเอที่เคยรัดกุมกลายเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน โดยสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ก็คือ 3 พลังใหญ่ จะเข้ามาร่วมกันผลักดันให้โครงการลงทุนเดินหน้าต่อไปได้

“เริ่มตั้งแต่ คสช.ซึ่งจะใช้กำลังทหารบังคับใช้คำสั่ง รัฐบาลที่เป็นผู้อนุมัติโครงการซึ่งจะใช้กลไกระดับพื้นที่อำนวยความสะดวก และสุดท้ายคือนายทุนผู้รับเหมาที่จะทุ่มงบประมาณเพื่อให้โครงการเกิดขึ้น ส่วนผู้ที่จะถูกกดดันอย่างหนักก็คือคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ซึ่งทำหน้าที่พิจารณาอีไอเอ หรืออาจเกิดการเปลี่ยนตัว คชก.ในอนาคตได้” วีรวัธน์ คาดการณ์

สำหรับความล่าช้าในกระบวนพิจารณาอีไอเอ ตามที่ คสช.มองว่าเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนนั้น ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในฐานะอดีต คชก.ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง พร้อมย้ำว่าอีไอเอไม่ใช่อุปสรรคของการพัฒนา

ศศิน บอกว่า ความล่าช้าของโครงการไม่ได้อยู่ที่ คชก. แต่อยู่ที่ตัวของผู้เสนอโครงการเอง ยกตัวอย่างโครงการเขื่อนแห่งหนึ่งซึ่งพบค่าแมงกานีสสูง คชก.จึงให้กลับไปยืนยันข้อมูลอีกครั้ง ซึ่งผู้เสนอโครงการใช้เวลาถึง 5 ปี จึงจะยืนยันข้อมูลกลับมา ฉะนั้นที่พูดกันว่าโครงการติดขัดในขั้นตอนอีไอเอนั้น ข้อเท็จจริงคือมีโครงการที่ผ่านการพิจารณามากกว่าที่ไม่ผ่าน

“ในการหาตัวผู้ลงทุนนั้น ส่วนใหญ่ก็มีการเก็งกันอยู่แล้วว่าใครต้องได้ และยิ่งเมื่อได้ผู้รับเหมาแล้วแต่กลับเกิดปัญหาขึ้น แทนที่ชาวบ้านจะต้องสู้กับเจ้าของโครงการหรือผู้ลงทุนเพียงอย่างเดียว กลับต้องมาต่อสู้กับผู้รับเหมาหรือเอกชนที่มักมีความสัมพันธ์กับกลุ่มผลประโยชน์ในพื้นที่ด้วย ที่สุดแล้วเมื่อชาวบ้านทักท้วงโครงการก็จะกลายเป็นเหตุรุนแรงได้” นักอนุรักษ์รายนี้ระบุ โดยถอดประสบการณ์จากโครงการเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์

บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องอีไอเอมาอย่างยาวนาน ควรแก้ไขทั้งระบบ แต่คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 9/2559 กลับมุ่งแก้เรื่องความรวดเร็วเพียงมิติเดียว ซึ่งนอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได้จริงแล้วยังจะไปสร้างปัญหาในมิติอื่นๆ ด้วย

บัณฑูร บอกว่า สิ่งที่ควรตั้งคำถามอีกอย่างหนึ่งคือสถานะของคำสั่งฉบับที่ 9 เพราะหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ คำสั่งดังกล่าวอาจจะไปขัดกับมาตรา 54 ที่บัญญัติไว้ว่า การดำเนินการใดของรัฐที่อาจมีผลกระทบจะต้องมีการศึกษาอีไอเอและอีเอชไอเอ รวมถึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้เสียก่อน

“หากร่างธรรมนูญนี้ผ่านประชามติ ก็จะเป็นปัญหาว่าคำสั่งฉบับที่ 9 ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่” อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งคำถาม

 

Leave a comment