ลลิดา ทองหล่อ เพราะโดดเดี่ยว จึงเติบโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มีนาคม 2559 เวลา 10:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/423708

ลลิดา ทองหล่อ เพราะโดดเดี่ยว จึงเติบโต

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

ละครหนึ่งเรื่องประกอบด้วยฉากอะไร ชีวิตของ เดียร์-ลลิดา ทองหล่อ ก็ประกอบด้วยฉากเหล่านั้น ทั้งฉากอารมณ์เรียกน้ำตา ฉากกล่าวอำลาคนรัก ฉากดราม่าแตกหัก หรือฉากบอกรักสุดซึ้ง ทว่าละครที่เธอกำกับกลับไม่อาจบังคับตัวละคร ทำให้ทุกฉากทุกตอนกลายเป็นบทอิมโพรไวส์ที่ต้องเล่นด้วยสัญชาตญาณ

เดียร์เป็นลูกสาวคนแรกของ หนิง-ศศิมาภรณ์ ไชยโกมล ดาราดังและนางสาวไทยปี 2528 ทั้งสองต้องเก็บความสัมพันธ์ฉันแม่-ลูกไว้เป็นความลับ ในฐานะที่คนหนึ่งเป็นบุคคลสาธารณะ แต่อีกคนไม่มีใครรู้จักและโหยหารักแท้

ฉากที่ 1 : แม่อยู่ไหน

เดียร์ เล่าว่า จุดเปลี่ยนของชีวิต คือ ช่วงที่พ่อแม่แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง โดยเฉพาะแม่ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะต้องแยกจากครอบครัวไปทำงานในวงการบันเทิงซึ่งกำลังไปได้สวยในตอนนั้น เป็นไปตามค่านิยมของดาราสมัยก่อนที่จะยังไม่เปิดเผยว่ามีครอบครัว

“คุณแม่ก็แยกไปทำงานของเขา ซึ่งพ่อและเดียร์ต้องพยายามทำความเข้าใจ แต่ตอนนั้นตัวเรายังเด็กมาก ไม่เข้าใจอะไรหรอก มันคือความเข้าใจของผู้ใหญ่ที่ต้องตัดสินใจเดินหน้าต่อไปกัน แต่ผลของการตัดสินใจนั้นกลับตกมาที่เรา” เดียร์ กล่าว

กระทั่งเมื่อเธอโตพอเข้าโรงเรียนก็เริ่มเห็นความแตกต่างจากเพื่อนๆ จึงเริ่มมีคำถามว่า “แม่ไปไหน” ตอนนั้นเธอทราบแล้วว่าแม่ไม่อยู่ แต่ยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่มาหา พอไปถามคนที่บ้าน บางครั้งก็ได้คำตอบที่เสียดแทงหัวใจ มีคำว่าทิ้งไป ไม่เหลียวแล และมักจะเป็นไปในแง่ลบ

“ตอนเด็กๆ ไม่เข้าใจว่าการทำงานในวงการบันเทิงแล้วทำไมมาหาเราไม่ได้ ทั้งที่เราเห็นแม่เล่นละครอยู่ในทีวีตลอด ทำไมถึงไม่มาหา กลายเป็นว่าเกิดคำถาม แม่ทิ้งเราหรือเปล่า แม่ไม่สนใจหรือเปล่า แม่ไม่รักเราหรือเปล่า เกิดเป็นความน้อยใจขึ้นมา”

ช่วงที่ทำให้เศร้าที่สุด คือ วันแม่ เพราะเป็นวันที่ทำให้รู้สึกถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน แต่แปลกที่น้ำตาเธอไม่ไหล ทว่าภายในนั้นท่วมท้น

 

ฉากที่ 2 : ครอบครัวใหม่

บ้านหลังที่เธออยู่มีย่า พ่อ และแม่เลี้ยง (เธอเรียกว่า ป้า) ซึ่งเธอสนิทกับย่ามากที่สุด “เวลามีอะไรจะปรึกษาคุณย่าเพราะท่านสามารถปกป้องเราได้ คอยช่วยเหลือเวลามีความไม่เข้าใจกันกับแม่เลี้ยง เวลาเราร้องไห้ไปหาคุณย่าก็จะได้รับคำปลอบใจ ย่าเป็นคนหนึ่งที่ทำให้เราเข้มแข็งได้ในวันนี้” เธอเล่า

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในบ้านกับแม่เลี้ยงคนใหม่ไม่ใคร่ดีนัก จนเธอมีความคิดอยากหนีออกจากบ้าน เพราะไม่อาจทนกับความรู้สึกอึดอัด ความกลัว และความไร้ตัวตน ซึ่งความกดดันต่างๆ ส่งผลต่อชีวิตของเธอโดยตรง

“ตอนแรกไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร เป็นคนที่ชอบทำอะไรแล้วต้องทำให้สุดทาง พอโตมาแล้วมองย้อนกลับไปถึงรู้ว่านั่นคือพฤติกรรมของเด็กที่เรียกร้องความสนใจ ด้วยความที่เราไม่ได้เติมเต็ม รู้สึกครึ่งๆ กลางๆ เป็นครอบครัวที่ไม่ใช่ครอบครัวจริงๆ มันเลยมีความคิดว่า เราต้องเป็นที่หนึ่ง เรียนได้ที่หนึ่ง เป็นหัวหน้าห้อง เพราะต้องการมีตัวตน อยากให้คนอื่นมองว่าเราเก่ง”

ในช่วงเข้ามหาวิทยาลัย เดียร์ตัดสินใจเรียนไกลบ้านเพื่อออกมาจากจุดที่ทำให้อึดอัด โดยในตอนนั้นเธอเริ่มหาเงินเลี้ยงตัวเองได้แล้ว รับงานเดินแบบและเป็นพิธีกร ทั้งยังได้ทุนเรียนทำให้แทบไม่ต้องขอเงินพ่ออีกเลย นอกจากนี้เวลานั้นเธอยังมีความคิดว่าอยากไปหาแม่ อยากไปอยู่กับแม่ แต่ก็มีความไม่แน่ใจว่าแม่จะอยากอยู่กับเธอไหม

“คำถามและความรู้สึกมากมายที่เกิดขึ้นเพราะความไม่มีแม่ ทำให้เราอยากตามหาแม่ให้เจอ อยากคุยเพื่อปรับความเข้าใจและเพื่อรับรู้ความคิดความรู้สึกของแม่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน” เธอกล่าว

 

ฉากที่ 3 : ตามหาแม่

ข่าวในโทรทัศน์รายงานว่า ดาราดังป่วยเป็นมะเร็งไขกระดูกระยะที่ 3 นั่นเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เธอต้องตัดสินใจว่าจะไปตามหาแม่หรือไม่ เธอเล่าว่าเพื่อนสนิทโทรศัพท์เข้ารายการเพื่อขอเบอร์แม่มาให้ แต่พอได้เบอร์มากลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ในการคุยกับแม่ครั้งแรกในชีวิต

“ตื่นเต้น หวั่นกลัว ประหม่า เกร็ง ทุกอาการเกิดขึ้นก่อนที่แม่จะรับสาย” เธอเล่า คำแรกที่พูดคือ “น้าหนิง หนูเดียร์นะคะ” ตอนนั้นเธอใช้สรรพนามว่า น้า “จำได้” แม่ตอบ และการสนทนาก็จบลงภายในไม่กี่วินาที แต่เธอกลับรู้สึกว่ามันช่างเนิ่นนาน

จากนั้นเธอได้ไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาล ซึ่งวันที่เจอกันครั้งแรกตรงกับวันเกิดของแม่โดยบังเอิญ ภายในห้องมีเพื่อนแม่ในวงการ รวมถึงนักข่าวที่มารอทำข่าวพอดี “ตอนนั้นเราไม่กล้าคุย ไม่กล้าพูดต่อหน้าคนเยอะๆ เราอยากคุยกับแม่ อยากปรับความเข้าใจกับแม่แค่สองคน” แต่เหตุการณ์ในวันนั้นน่าจะถึงคราวต้องเปิดเผย เมื่อเพื่อนคนหนึ่งหันไปถามคนบนเตียงว่า “สาวคนนี้คือใคร”  คำตอบที่ได้คือ “นั่นแหละ…ลูกอีกคน” นับเป็นการเปิดเผยตัวลูกสาวคนแรกครั้งแรกหลังเหตุการณ์ผ่านมา 20 ปี

 

ฉากที่ 4 : ปลดเปลื้อง

หลังจากวันนั้นเธอก็ไปเยี่ยมแม่บ่อยๆ จนกระทั่งออกจากโรงพยาบาล แม่ถามเธอว่า “มาอยู่กับแม่ไหม” ช่างเป็นคำถามที่เหนือความคาดหมาย “ต้องเข้าใจว่าเด็กที่ไม่มีแม่มาตลอดชีวิต พอได้ยินคำถามนี้มันมีความรู้สึกและคำถามมากมาย” เดียร์อธิบาย “แต่เราอยากมีโอกาสได้อยู่กับแม่ ได้สัมผัสตัวแม่ อยากเห็นตัวตนของแม่ อยากปรับความเข้าใจ เราจึงรีบคว้าโอกาสนั้นไว้ ตัดสินใจไปอยู่กับแม่ เติมเต็มตัวเองและดูแลแม่ไปด้วย”

ด้านพ่อของเธอเห็นด้วยที่เดียร์ตัดสินใจแบบนั้น ซึ่งในใจลึกๆ แล้ว เธอคิดว่านอกจากอยากให้เธอทำหน้าที่ลูกเต็มที่ พ่อน่าจะอยากรู้ความรู้สึกที่อยู่ในใจภรรยาที่ค้างคามานาน

“แม่บอกว่า ตอนนั้นตัวเองยังเด็ก อยู่ในวงการบันเทิง อยู่ในจุดสูงสุดของชีวิต มันยากที่จะกลับมาหาครอบครัว เพราะหากหันหลังให้วงการก็จะไม่มีทางกลับไป” แม่ให้เหตุผลแบบนั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรปมทุกอย่างที่ผูกมัดความคิดความรู้สึกของเธอมา 20 ปี กลับคลี่คลายและมลายหมดสิ้นเมื่อได้ยินคำว่า “มี๊ขอโทษ”

“คำว่าขอโทษจากแม่ ทำให้พันธนาการที่มัดเราไว้มันค่อยๆ คลาย ทำให้เราเริ่มสบายตัว สบายใจจนไม่มีอะไรเกี่ยวพันเราอีก คำเดียวเท่านั้นที่ทำให้เราลืมทุกสิ่งทุกอย่างในอดีต น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว อะไรที่ไม่กระจ่างกลายเป็นกระจ่างหมดเลย เหมือนกับว่าเขาได้พูดในสิ่งที่เราอยากฟัง เพราะเราน้อยใจเสียใจมาตลอด แต่คำว่าขอโทษคำเดียวทำให้เราลืมทุกอย่าง”

นอกจากนี้ ระยะเวลาที่เธอกับแม่ยังสร้างใจดวงใหม่ด้วยกันโดยการเข้าวัด เธอเล่าว่านั่นคือช่วงเวลาที่ได้ซึมซับพระธรรมร่วมกับแม่ ทำให้เข้าใจกันมากยิ่งขึ้น แก้ปัญหาทางความรู้สึกได้กระจ่างมากขึ้น สอนให้เดินทางสายกลาง จนวาระสุดท้ายของชีวิตทั้งพ่อแม่และลูกได้อโหสิกรรมแก่กัน ทุกคนไม่มีเรื่องค้างคาใจ และเหลือไว้เพียงความทรงจำดีๆ

ฉากที่ 5 : คลี่คลายตัวเอง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปมในอดีตทำให้เธอกลัวการสร้างครอบครัวของตัวเอง กลัวการให้ใจคนอื่น กลัวการแต่งงาน กลัวว่าจะเป็นภรรยาที่ไม่ดี กลัวว่าจะเป็นแม่ที่ไม่ดี และกลัวว่าจะทำให้ลูกกลายเป็นแบบเธอ

“เราจะยังไม่รักใครร้อยเปอร์เซ็นต์ เราไม่เชื่อใจใครทั้งนั้นแม้กระทั่งตัวเอง” เธอสารภาพ “แต่ตอนนี้กำลังบอกตัวเองให้คลี่คลายปมเหล่านี้โดยการใช้ธรรมะเข้าช่วย พยายามเดินสายกลาง ปล่อยวางเรื่องราวในอดีตแล้วอยู่กับปัจจุบัน เดียร์คิดว่าความรักยังสวยงาม แต่ขึ้นอยู่กับมุมมองที่มองมัน ซึ่งคิดว่าถ้ามีครอบครัวของตัวเองจริงๆ คงดูแลได้ดี (ยิ้ม)”

ในช่วงชีวิต เธออยากขอบคุณพ่อแม่ที่ให้ชีวิต ให้เลือดเนื้อและหัวใจที่เข้มแข็ง ขอบคุณเพื่อนทุกคนที่หวังดีที่ช่วยเหลือกันมาตลอด ขอบคุณพี่ๆ ที่ทำงานที่คอยสอน คอยปลอบ “บางทีเราอาจมีครอบครัวไม่สมบูรณ์ แต่เรายังมีกัลยาณมิตรที่ดี โชคดีที่คนรอบข้างเดียร์มีแต่คนดี คนที่คอยให้กำลังใจตลอดมา”

นอกจากนี้ สำหรับลูกทุกคนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เธออยากให้ทุกคนเข้มแข็ง พยายามมองในส่วนดีของชีวิตตัวเอง “เพราะชีวิตมันไม่ลงตลอดไป สักวันมันจะขึ้น แต่เวลาขึ้นก็อย่าลืมว่ามีโอกาสลงอีก มันจะขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องอดทนและเข้มแข็ง มองถึงสิ่งดีๆ ในชีวิต ใฝ่ดี เดียร์เชื่อว่าในเรื่องที่เลวร้ายที่สุด มันยังมีเรื่องดีเสมอ” เธอทิ้งท้าย

 

Leave a comment