เจาะลึก “ห้องนิรภัย” เบื้องหลังสารเคมีรั่วไหลที่เอสซีบีปาร์ค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2559 เวลา 16:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/421446

เจาะลึก "ห้องนิรภัย" เบื้องหลังสารเคมีรั่วไหลที่เอสซีบีปาร์ค

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

โศกนาฎกรรมภายในห้องนิรภัย ชั้นบี 2 อาคารเอสซีบีปาร์ค สำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 13 มี.ค. สร้างความสะเทือนขวัญให้แก่ผู้ทราบข่าวเป็นอย่างยิ่ง

เหตุการณ์เกิดเมื่อเวลา 21.30 น. หลังจากคณะผู้รับเหมาจำนวนกว่า 20 คน เดินทางเข้าไปปรับปรุงระบบอัคคีภัยของห้องมั่นคงนิติกรรมหลักประกันและบริหารหลักประกัน ชั้นใต้ดิน บี 2 อาคารเอสซีบีปาร์ค ซึ่งเป็นห้องเก็บเอกสารสำคัญของธนาคาร

จู่ๆเกิดความผิดพลาดขึ้น เมื่อมีกลุ่มควันจากฝุ่นละอองลอยขึ้นไปทำปฏิกิริยากับระบบดับเพลิงอัตโนมัติแบบแก๊ส (Gas System) เนื่องจากห้องดังกล่าวไม่ใช้ระบบดับเพลิงแบบฉีดน้ำฝอย (Springler System) เพราะเกรงจะสร้างความเสียหายแก่เอกสารสำคัญ ระบบดับเพลิงแบบแก๊สจึงปล่อยสารเคมีไพโรเจน (PYROGEN) ออกมาดับไฟ โดยทำหน้าที่ดูดอ๊อกซิเจนภายในห้องจนหมด ส่งผลให้คนงานขาดอากาศหายใจ หมดสติ และเสียชีวิต รวมทั้งสิ้น 8 ราย

จากการเปิดเผยของ พ.ต.อ.เทวานุวัฒน์ อนิรุทธเทวา รองผอ.สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) พบว่า อาคารเอสซีบีปาร์คมีการติดตั้งระบบดับเพลิงที่เรียกว่า “เวสด้า” (Vesda System) มีลักษณะพิเศษในการตรวจจับควันไฟแบบสุ่มตัวอย่างอากาศ ซึ่งทำงานได้รวดเร็วกว่าระบบตรวจควันแบบธรรมดา ภายใต้หลักการว่าเมื่อเริ่มเกิดเพลิงไหม้ จะเกิดการสลายตัวของวัสดุเนื่องจากความร้อน ส่งผลให้เกิดอนุภาคเล็กๆจำนวนมากขนาดเล็กกว่า 1 ไมครอน ซึ่งระบบเวสด้าจะตรวจจับจากอนุภาคเล็กเหล่านี้ แล้วปล่อยสารเคมีออกมาดูดอ๊อกซิเจนออกจนหมด เพื่อป้องกันการเกิดเปลวเพลิง

สอดคล้องกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่แบ่งระดับการเกิดอัคคีภัยออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 มองไม่เห็นควันด้วยตาเปล่า กินเวลา 5 ชั่วโมง ระยะที่ 2 เริ่มสังเกตเห็นควันด้วยตาเปล่า ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ระยะที่ 3 เริ่มเกิดเปลวไฟ ใช้เวลา 10 นาที และ ระยะที่ 4 เพลิงไหม้เริ่มลุกลามยากจะควบคุม ซึ่งระบบเวสด้าจะสามารถตรวจจับได้ตั้งแต่ระยะที่ 1

ทั้งหมดทำให้เวสด้าเป็นระบบดับเพลิงอัตโนมัติที่ทั่วโลกให้การยอมรับว่ามีประสิทธิภาพและความเที่ยงตรงสูงสุดในปัจจุบัน

 

สำหรับเรื่องระบบความปลอดภัยของ “ห้องนิรภัย”

ศ.ดร.เอกสิทธิ์ ลิ้มสุวรรณ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอุปนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ อธิบายถึงหลักการติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติภายในสถานที่ต่างๆว่า ส่วนใหญ่บ้านพักอาศัย ร้านอาหาร อาคารสำนักงาน ซึ่งอยู่ในอัตราเสี่ยงอันตรายแบบธรรมดา มักติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติแบบฉีดน้ำฝอย (Sprinkler System)

ส่วนพื้นที่พิเศษที่ไม่ต้องการให้วัสดุเสียหาย เช่น ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ห้องคอมพิวเตอร์ ห้องเก็บเอกสาร ห้องเก็บทรัพย์สินมีค่า นิยมติดตั้งระบบดับเพลิงแบบแก๊ส (Gas System) โดยแก๊สที่ใช้เป็นน้ำยาดับเพลิงชนิดสะอาด หลังใช้จะไม่ทิ้งความสกปรกไว้

“โดยเฉพาะห้องนิรภัยเป็นพื้นที่ที่มีความปลอดภัยสูงมาก มักจะสร้างไว้เพื่อเก็บรักษาเอกสารสำคัญ เพชรนิลจินดา ข้าวของมีค่าต่างๆ จึงออกแบบไว้อย่างแข็งแรงคงทน ห้องนิรภัยบางแห่งต่อให้เขวี้ยงระเบิดหรือเจาะอุโมงค์ก็ไม่สามารถเข้าได้ นอกจากนี้ยังมีการวางระบบป้องกันความปลอดภัยต่างๆ ทั้งสัญญาณกันขโมย รหัสลับในการเปิด-ปิดประตู สแกนนิ้ว มีกล้องวงจรปิด มีเจ้าหน้าที่คอยเฝ้า รวมทั้งมอบหมายให้ผู้มีอำนาจทำหน้าที่ถือกุญแจฉุกเฉินเพียงไม่กี่คน

ส่วนระบบป้องกันอัคคีภัย จะติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติแบบใช้สารเคมีแทนน้ำ เพื่อป้องกันความเสียหาย หากเกิดควัน หรือเพลิงไหม้ ประตูจะถูกปิดอัตโนมัติ ผนังที่ปิดทึบก็จะไม่มีการหมุนเวียนของอากาศ สกัดกั้นไม่ให้ควัน หรือไฟลามไปยังห้องอื่นๆ

นักวิชาการรายนี้ ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าคิดว่า กรณีศึกษาจากเหตุการณ์ดังกล่าว ควรตรวจสอบระบบป้องกันความปลอดภัยของห้องนิรภัยอยู่เป็นประจำว่าใช้งานได้ดีหรือไม่ อย่างไร วางมาตรการควบคุมดูแลหากเกิดเหตุฉุกเฉินอย่างไร รวมทั้งตัวเจ้าหน้าที่เองควรรู้จักและมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับระบบดับเพลิงอัตโนมัติด้วย.

 

 

Leave a comment