ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
02 เมษายน 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/424825

โดย…เอกชัย จั่นทอง
หากเอ่ยชื่อ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักและคุ้นชินกับชื่อนี้เป็นแน่นอน เพราะได้สร้างสรรค์ผลงานทางคดีไว้โชกโชน ดูเด่นดังและสร้างความสะเทือนทุกวงการ อย่างคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น มีผู้เสียหายต้องระทมทุกข์ถูกฉ้อโกงจำนวนหลายพันราย มูลค่าความเสียหายนับหมื่นล้านบาท พ.ต.ท.สมบูรณ์ งัดวิชาสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดจนถูกศาลสั่งจำคุกตามผลกรรมที่ทำไว้
แน่นอนการทำคดีที่ผ่านมาย่อมมีความยากง่ายสลับซับซ้อนแตกต่างกัน วันนี้เลยขออนุญาตแง้มประตูห้องทำงานส่วนตัวของ พ.ต.ท.สมบูรณ์ ว่ามีมุมโปรดมุมไหนในการทำงานสะสางคดีจนประสบความสำเร็จมาแล้วนับไม่ถ้วน สร้างชื่อให้กับดีเอสไอตามหน้าสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ทุกรูปแบบ และมีรูปแบบการบริหารงานอย่างไรให้บรรลุวัตถุประสงค์
พ.ต.ท.สมบูรณ์ เล่าถึงมุมโปรดว่า ส่วนตัวชอบมุมโต๊ะทำงานมากที่สุด เพราะมีทุกอย่างอำนวยความสะดวกอยู่รอบโต๊ะทำงาน เช่น คอมพิวเตอร์ หนังสือ เอกสารสำคัญต่างๆ เป็นต้น ก็อยู่รอบโต๊ะ จะหยิบจับค้นจึงสะดวกสบายไม่ต้องลุกเดินไปไหนให้ยุ่งยาก เก้าอี้ที่ใช้นั่งทำงานก็หมุนได้ 360 องศา ภายในห้องก็เน้นความเรียบง่าย ไม่หรูหรา ชอบความโปร่งโล่งสบาย ตกแต่งดูสบายตา
“ของใช้ส่วนใหญ่เป็นของหลวงหมด มีแต่เก้าอี้ตัวเดียวที่พี่ซื้อมาเอง เพราะเป็นเก้าอี้ตัวโปรดนั่งแล้วสบายมาก อย่างโต๊ะทำงานก็ของหลวง โซฟารับแขกก็ของหลวงเช่นกัน แต่ไม่ชอบนั่งมันแข็ง” รองอธิบดี
ดีเอสไอ กล่าว

พ.ต.ท.สมบูรณ์ เล่าให้ฟังอีกว่า ส่วนเรื่องความเชื่อนั้น ส่วนตัวเชื่อ แต่ก็ไม่ได้ให้ซินแสหรือใครมาดู จะรับฟังจากผู้หลักผู้ใหญ่และเพื่อน อย่างองค์เทพเจ้ากวนอู ท่านสรรเสริญ ปรวัติวิชัย อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ ได้ให้ไว้ ก็เลยนำมาตั้งโชว์ ลูกน้องก็บอกว่าให้ตั้งตรงกับประตูทางเข้า-ออกไม่รอช้าก็ให้คนมาช่วยจัดแจงตามคำแนะนำ ส่วนพระเครื่องบูชา ผู้ใหญ่ให้มาเช่นกันก็ตั้งหันหน้าไปทางทิศเหนือตามหลักปกติทั่วไป แต่จะใช้ผ้าปูสีน้ำเงินรองฐานองค์พระเพราะมีความชอบโดยส่วนตัว
พักเรื่องมุมโปรดมุมชอบมาที่เรื่องการทำงานกันบ้าง พ.ต.ท.สมบูรณ์ เล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2545 ส่วนตัวจะยึดประโยชน์ของดีเอสไอเป็นหลัก ไม่ได้มองเรื่องตัวบุคคลเพราะนั่นอาจเกิดความลำบากใจในการทำงานหรือทำคดี ที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่าการทำงานยึดประโยชน์ของหน่วยงานเป็นหลักสามารถทำงานได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าผู้บริหารจะเปลี่ยนไปกี่ยุคกี่สมัยสไตล์การทำงานของตัวเองก็ยังคงยืนหยัดเฉกเช่นนี้ตลอดไป ยอมรับแม้ในบางครั้งอาจจะทำถูกใจและไม่ถูกใจคนอื่นบ้าง แต่การทำงานกับคนร้อยคนก็ร้อยรูปแบบ
ส่วนหลักการทำงานนั้น ในสมัยเป็นนายตำรวจติดตาม พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ท่านพูดอยู่ประโยคหนึ่งว่า “เป็นพนักงานสอบสวนมันมีอำนาจอยู่ในมือ อย่าใช้อำนาจที่เรามีอยู่ในมือกลั่นแกล้งใคร ถ้าหากว่ามีพยานหลักฐานก็สั่งฟ้องไป ถ้ายังไม่เพียงพอก็ยังไม่ต้องสั่งฟ้อง โอกาสหน้ามันยังมี อย่าไปยัดเขา เพราะคนทำผิดรู้ตัวอยู่แล้วว่าทำผิดหรือทำถูก” นั่นคือหลักการทำงานตลอดมา
รองอธิบดีดีเอสไอ ระบุอีกว่า การเข้ามานั่งทำงานในดีเอสไอ ยอมรับมีความท้าทายสูงย้อนไปปี 2545 โอนย้ายจากตำรวจมาเป็นข้าราชการพลเรือน ตอนนั้นทำคดีแชร์ลูกโซ่ของบริษัท กรีน แพลนเนท 108 โดยปกติหากเป็นตำรวจก็จะมีนายพลหนุนอยู่ข้างหลัง เมื่อย้ายมาแล้วเราต้องเคลียร์ทุกอย่างเองให้เสร็จ ที่ผ่านมาได้ก็เพราะทำงานเป็นทีม หากไม่ทำงานเป็นทีมยอมรับเลยว่าเหนื่อย เก่งคนเดียวไม่ได้ เพราะมีรายละเอียดเยอะ ถ้าอยู่กรมนี้ต้องทำงานเป็นทีมเท่านั้น
“การบริหารลูกน้องพี่จะเดินเข้าไปพูดคุยเป็นส่วนใหญ่ ไม่เน้นเรียกประชุม จะเข้าไปสอบถามความคืบหน้าทางคดี การทำงานสารทุกข์สุกดิบต่างๆ ทำงานเสมือนเป็นพี่น้องกันมากกว่า อีกอย่างลูกน้องบางคนไม่ค่อยพูดในที่ประชุม กลายเป็นว่าเราสั่งการเพียงอย่างเดียว แต่พอเราเดินไปคุยกลับพูดคุยกับเราอย่างดี”
พ.ต.ท.สมบูรณ์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มว่า การได้ก้าวขึ้นมานั่งตำแหน่งรองอธิบดีดีเอสไอ ถือว่ามีความก้าวหน้าในอาชีพมาไกลกว่าที่คิดและคาดไว้ แรกเริ่มเดิมทีคาดหวังว่าคงได้นั่งตำแหน่งนี้ตอนอายุประมาณ 57-58 ปี นั่นก็เกษียณอายุราชการแล้ว แต่ปัจจุบันอายุ 55 ปีแล้วได้ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งในจุดนี้ถือว่าภาคภูมิใจอย่างมาก