เวิร์กช็อปเก๋ๆ โดนใจทุกเจเนอเรชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มีนาคม 2559 เวลา 16:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/424097

เวิร์กช็อปเก๋ๆ โดนใจทุกเจเนอเรชั่น

โดย…วราภรณ์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ชีวิตคนเมืองปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความเครียดค่อนข้างสูง คอร์สเรียนเก๋ๆ จึงตอบโจทย์คนอยากเพิ่มดีกรีและทางเลือกใหม่ๆ ให้กับชีวิต เราได้รวบรวมคอร์สเก๋ๆ ที่มีอยู่ในเมืองไทยที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ อาทิ การปั้นเซรามิก การอยู่กับดินเย็นๆ จะทำให้ใจผู้ปั้นเย็นไปด้วย คอร์สวาดภาพสีน้ำ ที่จะช่วยให้ผู้วาดเพลิดเพลิน หรือแม้แต่คอร์สย้อมครามก็จะทำให้ผู้เรียนได้รู้คุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งหาเรียนหรือหาทำไม่ได้ง่ายๆ

เรียนย้อมครามกันมั้ย

ครูแอน-จันทน์สุภา ชมกุล วัย 43 ปี แรงบันดาลใจสร้างคลาสภายใต้ชื่อ ซิมพลี ออร์แกนิกส์ (Simply Organics) เริ่มจากรู้สึกอิ่มตัวกับงานบรรณาธิการนิตยสารที่ทำมานานกว่า 20 ปี โดยก่อนหน้านี้เธอสนใจเนื้อหาการดูแลสุขภาพให้ดีแบบองค์รวม และสนใจการใช้ชีวิตแบบวิถีธรรมชาติ ประกอบกับทำงานในกรุงเทพฯ ค่อนข้างสะสมความเครียดและทำงานหักโหมไม่มีเวลาพักผ่อน เธอจึงหาการใช้ชีวิตแบบอื่นที่เธอรู้สึกสนใจ จึงคิดเปิดคอร์สดึงผู้คนไปอยู่ใกล้กับธรรมชาติมากขึ้น

 

“ดิฉันอยากทำเวิร์กช็อปที่คนสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงและมีประโยชน์กับคนที่สนใจ ที่เขาจะสามารถพึ่งพาตัวเองและลดสารเคมีในชีวิตประจำวันได้” กลุ่มซิมพลี ออร์แกนิกส์ จึงเกิดขึ้น และเปิดคอร์สเก๋ๆ อาทิ ทำสบู่ธรรมชาติเพื่อลดการใช้เคมี ทำสมุนไพรสระผมไม่ใช้สารให้ฟอง และคอร์สที่เก๋ที่สุดที่ผู้คนให้ความสนใจมากมาย คือ การสอนย้อมคราม คือการย้อมสีธรรมชาติซึ่งเป็นการย้อมที่ปลอดภัย

“ย้อมครามในช่วงปีที่ผ่านมาอยู่ในกระแสคนรุ่นใหม่ที่สนใจและทำแบรนด์สินค้าที่มาจากการย้อมครามกันเยอะ  คอร์สย้อมครามของเราจึงมีคนสนใจมากกว่าคอร์สอื่นๆ ซึ่งความรู้ตรงนี้ดิฉันก็ได้จากตอนทำนิตยสาร โดยได้ไปคลุกคลีกับชาวบ้านที่ดอนกอย สกลนคร ไปดูว่าเขาทำอย่างไร และจดจำวิธีการทำมา ดิฉันเปิดคอร์สย้อมครามตั้งแต่ปีที่แล้ว  ปรากฏว่าคนสนใจกันมาก เรียกว่าเต็มจนล้น จึงเชิญวิทยากรที่เก่งมาสอน ซึ่งดิฉันพยายามสอดแทรก การย้อมครามคืออะไร ผ้าครามมีวิถีทางมาจากไหน ทำไมผ้าครามจึงราคาแพง เราอยากให้คนเข้าใจและเห็นถึงภูมิปัญญาของการย้อมคราม อันนี้จุดประสงค์หลักๆ ทำให้คนเรียนเข้าใจถึงคุณค่าของผ้าย้อมคราม”

โดยปกติแล้วชีวิตประจำวันของคนเมืองจะเข้าถึงการย้อมครามไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ซึ่งแม้จะได้ไปถึง จ.สกลนคร แหล่งย้อมคราม แต่ก็ใช่ว่าจะเข้าไปขอเรียนการย้อมครามจากชาวบ้านได้ง่ายๆ

 

การย้อมครามเป็นการย้อมเย็น ซึ่งต้องอาศัยความเอาใจใส่มาก ตั้งแต่การทำสีครามที่ต้องใช้เวลานานมากกว่าจะได้สีย้อม โดยเริ่มจากการนำพืชครามมาสกัดแช่น้ำเอาใบออก ผสมปูนขาว เอามาหมัก 15 วัน-1 เดือน ต้องเฝ้าดูว่าสีครามจะมาไหม เพราะสีครามเป็นสีธรรมชาติแตกต่างจากสีวิทยาศาสตร์ หากหมักแล้วสีครามไม่ขึ้นก็ต้องหมักแล้วทำนับหนึ่งใหม่ ฉะนั้นการย้อมครามจึงเป็นศิลปะ เป็นภูมิปัญญา

“ระยะเวลาการเรียนดิฉันสอนการมัดย้อมหลักสูตรวันเดียว เพราะเราทำน้ำย้อมไว้แล้ว คนส่วนใหญ่รู้ว่าผ้าครามมีราคาแพง ก่อนที่ครามได้รับความนิยมอีกครั้ง เพราะย้อมครามแบบธรรมชาติออร์แก
นิกส์มีน้อยมาก ฉะนั้นคนจะได้ย้อมครามเป็นเรื่องยากจริงๆ เวลาเรารับสมัครคลาสย้อมครามเปิดเพียง 2 วันคนก็เต็มแล้ว 20 คน/1 คลาส จากปกติคิดว่าจะเปิดเดือนละหน ก็ต้องเพิ่มเป็น 2 หน ส่วนใหญ่ผู้สนใจมีทั้งนักศึกษาด้านศิลปะ พนักงานออฟฟิศในวงการแฟชั่น ดีไซเนอร์ นายแบงก์ หรือนักธุรกิจทำส่งออกเองก็มาเรียน”

ค่าใช้จ่ายคอร์สย้อมคราม คอร์สละ 1,800 บาท ถือว่าราคาย่อมเยา เพื่อทุกคนสามารถเข้าถึงการย้อมครามบรรลุตามวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง สนใจแวะเข้าไปดูได้ที่เพจ Simply Organics สำหรับสตูดิโอเปิดตั้งแต่ 10.00-18.00 น.

วาดสีน้ำภาพอาหารเก๋ๆ

โอลีฟ ครีเอทีฟ แลบอราทอรี (Olive Creative Laboratory) สถานที่ที่มีเวิร์กช็อปเก๋ๆ ย่านเอกมัยซอย 10 ตึกเวิ้งโบราณ ชั้น 3 ก่อตั้งโดย 3 หุ้นส่วน หนึ่งในนั้นคือ โบว์-มนวดี ศิริเปรมฤดี ที่มีความเชี่ยวชาญด้านศิลปะ และเป็นตัวตั้งตัวตีในการเปิดขึ้น แม้มีพื้นที่ประมาณ 24 ตารางเมตร รับนักเรียนได้ 10-12 คน/คลาส

มนวดีได้แรงบันดาลใจย่านหนึ่งที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐ ที่สอนงานศิลปะที่หลากหลาย เช่น เลตเตอร์เพรส การพิมพ์แบบโบราณ และคลาสอื่นๆ อีกมากมาย มนวดีจึงคิดว่าเมื่อความชอบของผู้คนมีหลากหลาย ไม่ได้เจาะจงไปงานศิลปะด้านใดด้านหนึ่ง ทำไมไม่ทำสถานที่ที่คนสามารถมาเรียนเวิร์กช็อปได้หลากหลายคลาส เธอกับเพื่อนๆ จึงดีไซน์คลาสเรียนให้มีความหลากหลายสูง อาทิ สีน้ำวาดอาหาร งานกระดาษ สีน้ำออกแบบคาแรกเตอร์ จัดสวนในขวด ออกแบบผ้าพันคอ ถ่ายรูปด้วยมือถือ Calligraphy หรือการเขียนตัวหนังสือแบบโบราณ ซึ่งคลาสที่เธอเปิดสอนตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และได้รับความนิยมมากๆ ได้แก่ คลาสวาดสีน้ำอาหาร และการเขียนตัวอักษรแบบโบราณ Calligraphy

“ที่ซานฟรานฯ จะมีสถานที่สอนงานศิลปะรวมทั้งการทำอาหารที่หลากหลายมาก เช่น สอนทำค็อกเทล คลาสสอนทำพิซซ่า พอตอนเย็นทำเสร็จก็จัดปาร์ตี้กินอาหารและเครื่องดื่มที่ทำกันในวันนั้น ถือเป็นกิจกรรมที่น่ารัก โบว์จึงคิดว่าทำไมบ้านเราไม่มีแบบนั้นบ้าง โบว์จึงสนใจสอนด้านศิลปะ เพราะงานศิลปะกล่อมเกลาจิตใจ ทำให้เรามีสมาธิขึ้น ทำให้เราช้าลง ช่วยในคนสมาธิสั้น เพราะเราอยากให้คนมีสมาธิ ไม่ติดอยู่กับเทคโนโลยีมากนัก ซึ่งเราดีไซน์คลาสให้หลากหลาย เพราะเรามองเห็นว่าแต่ละคนมีความสามารถที่เฉพาะตัว”

คลาสเก๋อื่นๆ ที่มนวดีได้คิดเอาไว้ คือ การทำรองเท้าแตะหนัง งานร้อยมาลัย ปั้นลูกชุบ แต่ละเดือนจะมีกิจกรรมเปิดคลาสเวียนกันในแต่ละเดือน ซึ่งเปิดสตูดิโอเมื่อปลายปีที่แล้ว มนวดีบอกว่าได้รับผลดีเกินคาดคิด เธอคาดว่าที่ผู้คนสนใจ เพราะผู้คนกำลังต่อยอดสิ่งที่ตัวเองรู้อยู่แล้ว และต้องการแชร์ประสบการณ์ กับผู้คนไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร จึงมองหางานอดิเรกทำเพื่อไม่ให้รู้สึกเบื่อ สามคืออยากรู้ว่าตัวเองชอบอะไร เพราะบางคนไม่รู้ว่าตัวเองสามารถวาดสีน้ำได้ดีหรือไม่

“นักเรียนส่วนใหญ่ของเราจะเป็นคนทำงานฟรีแลนซ์ เด็กจบใหม่ๆ หรือพนักงานออฟฟิศลาออกแล้ว หรือแม้แต่คนที่เกษียณอายุราชการก็อยากเรียน เรียกว่าเรามีตั้งแต่เด็กอายุ 20-60 ปีเลยก็ว่าได้ แต่เด็กที่สุดคือเด็กมัธยม 2 เป็นต้น”

แต่ละคลาสมนวดีออกแบบให้เรียนคลาสละประมาณ 2-3 ชั่วโมง  เช่น จัดสวนขวด ราคา 1,600 บาท คลาสวาดสีน้ำ ราคาคอร์สละ 2,800 บาท เพราะอุปกรณ์การเรียนค่อนข้างแพง หรือคลาสงานกระดาษจาก 2D เป็น 3D ราคา 2,800 บาท สนใจสอบถามได้ที่ 08-4164-4056 หรือแวะไปดูได้ที่ Facebook : Olive Creative Laboratory

เวิร์กช็อปเซรามิกสุดอาร์ต

ชามเริญ สตูดิโอ คือสตูดิโอขนาดย่อมกลางใจเมืองย่านแพร่งสรรพศาสตร์ เขตพระนคร ที่คนรักการปั้นเซรามิกรู้จักเป็นอย่างดี ที่เกิดจาก 3 หุ้นส่วนอดีตนักศึกษาภาควิชาเครื่องเคลือบดินเผา คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ประกอบด้วย มิก-ณัฐพล วรรณาภรณ์ อายุ 35 ปี  บุบ-ชาญชัย บริบูรณ์ อายุ 33 ปี และใหม่-ธนิตา โยธาวงษ์

ใหม่ ธนิตา วัย 31 ปี เล่าถึงแรงบันดาลใจเปิดสตูดิโอชามเริญที่ถือเป็นสตูดิโอสอนเวิร์กช็อปเจ้าแรกๆ ของกรุงเทพฯ เปิดมานาน 3 ปีแล้ว นอกจากจะมีคนไทยมาเรียนแล้ว ยังมีเหล่าศิลปินนักแสดง อาทิ จิ๊บ-ปกฉัตร เทียมชัย ยิปโซ-อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์ ผึ้ง-กัญญา ลีนุตพงษ์ ลุลา หรือตุ๊กตา-กันยารัตน์ ติยะพรไชย ไม่นับรวมชาวต่างชาติ ค่าที่สตูดิโออยู่ใกล้ถนนข้าวสารก็สนใจมาเรียนด้วย

“หลังเรียนจบแต่ละคนได้แยกย้ายไปทำงานอย่างอื่นแล้ว แต่เราได้คุยกันในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้อง เราอยากมีพื้นที่ทำงานศิลปะ  พอเราเช่าตึกโบราณได้ย่านกลางใจเมือง เราทำงานศิลปะกันไป มีเพื่อนๆ ต่างสาขาก็แวะเวียนกันมานั่งจิบกาแฟ มาเรียนปั้นกัน จนเพื่อนๆ ถามว่าทำไมไม่เปิดเป็นเวิร์กช็อปเสียเลยล่ะ เราจึงทดลองเปิดคอร์สแรก คือเทคนิคการถ่ายภาพเบื้องต้นก็ได้รับเสียงตอบรับดีเกินคาด

คอร์สต่อมาคือ ปั้นรากุ คือการปั้นถ้วยชาสไตล์ญี่ปุ่นใช้ในพิธีชงชาของญี่ปุ่น  ซึ่งมีขั้นตอนค่อนข้างยาก เราก็เรียนรู้ทั้งจากคำแนะนำของลูกศิษย์ว่ามันยากเกินไป เราจึงออกแบบคอร์สเรียนให้เหมาะกับนักปั้นเบื้องต้น มีคลาสปั้นที่คนจะเข้าใจได้ง่ายๆ เช่น บลูแอนด์ไวท์ ค่อยๆ ให้ความรู้คนว่าการปั้นเซรามิกคืออะไร โดยเราทั้ง 3 คนจะช่วยกันสอนทุกคลาส จึงเกิดเป็นมิตรภาพที่ดี เพราะนักเรียนมาเรียนคลาสแรกๆ เราจะละลายพฤติกรรมก่อน คือทำให้ทั้งหมดรู้สึกเป็นเพื่อนกัน ทุกคนจะเริ่มพร้อมๆ กัน และก้าวเดินไปด้วยกัน จนได้เป็นเซรามิกสวยๆ”

ด้วยเสียงตอบรับที่ดีเกินคาด ต้องให้นักเรียนจองคลาสล่วงหน้าก่อน 1 เดือนจึงจะได้เรียน และมีเรียนคลาสแบบต่อเนื่อง สอนกัน 6 วัน/สัปดาห์ หยุดวันจันทร์ 1 วัน

เสน่ห์ของคลาสเวิร์กช็อปนอกจากเน้นบรรยากาศมิตรภาพในห้องเรียนแล้ว การเรียนจึงไม่เครียด “ใหม่จะถามนักเรียนแต่ละคนว่าจุดประสงค์การเรียนคืออะไร ซึ่งแต่ละคนแตกต่างกัน เช่น บางคนอยากเรียนไปเพื่อทำธุรกิจ อีกคนก็อยากทำธุรกิจเหมือนกัน เราจะให้สองคนไม่ทำธุรกิจที่ทับไลน์กันเอง แต่จะให้เขาเอื้อในการทำด้วยกัน โดยให้พวกเขาคุยถึงความถนัด และแต่ละคนเคยทำอะไรมาก่อน ใหม่เคยมีลูกศิษย์เป็นทั้งชาวอิตาเลียน บางคนเป็นนักออกแบบจิวเวลรี่ เป็นดีไซเนอร์ ใหม่ได้ถามเขาว่ารู้จักชามเริญได้อย่างไร เขาบอกมีเพื่อนแนะนำแบบปากต่อปาก ถ้าเขามาเมืองไทยจะมีอะไรให้เขาได้ทำบ้าง ประกอบกับเรามีพื้นที่ให้เขาได้ทำงาน อีกทั้งเราอยู่ใกล้ข้าวสารทัวร์ก็เยอะ”

 

อีกเสน่ห์ที่ดึงดูดนักปั้นคือ ครูที่พยายามเล่าเรื่องให้ง่าย สอนการทำด้วยวิธีง่ายๆ ดังนั้นนักเรียนมือใหม่จึงไม่ต้องกังวลใจว่าจะทำไม่ได้ เพราะครูจะสอนตั้งแต่ทฤษฎี การนวดดินคืออะไร ให้ลูกศิษย์สร้างสรรค์งานของตัวเอง ลูกศิษย์ 3 คน/ครู 1 คน การเรียนการสอนจึงค่อนข้างใกล้ชิด

“ตอนนี้เราเปิด 4 ไลน์ ได้แก่ เซรามิกอบอุ่นละมุนดิน เป็นคลาสที่สอน 3 วัน สำหรับคนไม่มีพื้นฐานเลย 2 คือ แป้นหมุนอุ่นดิน เราใช้แป้นหมุนไฟฟ้า ใช้เวลา 12 วันจบคอร์ส ได้งานเต็มโต๊ะยาวเลย คลาสนี้เป็นไพรเวทคลาส 3 อุ่นสีละมุนฝัน เป็นการเพนต์สี เรียน 1 วันจบ เหมาะกับคนชอบเพนต์ ไม่มีประสบการณ์ก็มาเรียนได้ 4 คือ คลาสรากุ เรียน 3 วัน เปิดปีละครั้งในหน้าหนาว มีคอร์สเด็กอายุ 5-10 ขวบ คลาสเด็กเรียน 5 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมงครึ่งด้วย”

สำหรับราคาแบ่งออกเป็นเรียนรวมและไพรเวท ซึ่งแบบไพรเวทก็แยกเป็น 2 แบบ คือ แบบขึ้นรูปด้วยมือ กับแป้นหมุนไฟฟ้า คอร์สขึ้นรูปด้วยมือ 7,500 บาท  ใช้เวลาอบรมทั้งหมด 3 วัน วันละ 7 ชั่วโมง ส่วนแป้นหมุนไฟฟ้าใช้เวลา 12 วัน ทั้งหมด 60 ชั่วโมง ราคา 3.2 หมื่นบาท โดยจะแบ่งการเรียนเป็น 4 เลเวล ซึ่งการปั้นแบบขึ้นรูปด้วยมือ คอร์สหนึ่งจะให้นักเรียนได้ทำชุดแก้วชากาแฟ จานรอง และช้อน เพราะ 3 ชิ้นนี้เป็นของใกล้ตัว เหมาะกับผู้เริ่มต้นที่ไม่มีพื้นฐานเลยก็สามารถทำได้

ตอนนี้เพิ่งเพิ่มคลาสงานศิลปะแบบย้อมคราม คอร์สละ 4,000 บาท สอนตั้งแต่การย้อมจนทำเป็นโปรดักต์ ซึ่งคนให้ความสนใจสามารถนำไปประกอบอาชีพได้เลย รับคอร์สหนึ่งไม่เกิน 10 คน การดูแลจะเฉลี่ยครู 1 คน/นักเรียน 3 คน

เวลาเปิด ปิดวันจันทร์วันเดียว เรียน 10.00-18.00 น. สอบถามได้ที่ Facebook : charmlearnstudio และ Instagram : charm_learn_studio

 

Leave a comment