“ไชยันต์” ส่องรธน.ฉบับมีชัย ดึงทุกกลุ่มเข้าสภาสกัดวิกฤต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2559 เวลา 17:30 น… อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/424982

"ไชยันต์" ส่องรธน.ฉบับมีชัย ดึงทุกกลุ่มเข้าสภาสกัดวิกฤต

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ใบสั่งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)​ และคณะ ถูกถล่มรุนแรงว่าเปิดประตู “สืบทอดอำนาจ” แถมฉุดรั้งให้ประชาธิปไตยไทยต้องถอยหลังกลับเข้าคลองแทนที่จะเดินไปข้างหน้าอย่างที่ควรจะเป็น

ไชยันต์​ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์พิเศษ​วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยมองว่า ตราบใดที่ยังไม่สามารถมีรูปแบบการเมืองที่มีเสถียรภาพ การเมืองก็จะวนไปวนมาเป็นวงกลมจนยากจะบอกว่า “ก้าวหน้า” หรือ “ถอยหลัง” เพราะทุกอย่างก็จะกลับไปกลับมาเป็นวงจร

“​กระแสมวลชน ทั้งเสื้อแดง กปปส.ทำให้เกิดแรงเหวี่ยง อย่าไปเรียกว่าเป็นก้าวหน้าถอยหลัง แต่เป็นโมเมนตัม ตอนนี้ก็เหวี่ยงมาจำกัดอำนาจ สส.​ จำกัดไม่ให้ประชาชนชุมนุมสะเปะสะปะ ถ้าไม่มีแรงเหวี่ยงสุดโต่ง อย่างนิรโทษกรรมเหมาเข่ง ก็ไม่มีจุดนี้ สุดท้ายอยู่ที่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะพาไปถึงจุดสมดุลได้หรือไม่ แต่ถ้าเหวี่ยงแล้วไปถึงจุดที่สมดุล ที่เหลือก็มีแต่ความก้าวหน้า”

ไชยันต์ ระบุว่า เนื้อหาจุดใหญ่ที่คนสนใจ คือ เรื่องที่มานายกรัฐมนตรี ล่าสุด กรธ.ไม่จำกัด​ระยะเวลา ที่พรรคการเมืองในสภา จะหาข้อตกลงร่วมกัน เพื่อหาคนที่ได้รับการยอมรับสูงสุดมาเป็นนายกฯ จัดตั้งรัฐบาล โดยหากดูระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกการสรรหานายกฯ ใหม่ มีทั้งสองแบบ คือ ทั้งกำหนดเวลาและไม่กำหนดเวลา คือ กรณีหลังการเลือกตั้งทั่วไปและภายหลังสภาลงมติไม่ไว้วางใจ

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่กำหนดระยะเวลาว่าต้องมีรัฐบาลภายในเมื่อไร ดังนั้นก็ขึ้นอยู่ตามความเหมาะสม มีชัยใช้คำว่าตามธรรมชาติ ก่อนหน้านี้ สภาเบลเยียมก็ใช้เวลาหลังการเลือกตั้งทั่วไป 5-6 เดือน ​ในการเลือกนายกฯ

ข้อดีของระบบนี้ คือ ให้สภามีเวลาคุยให้รู้เรื่อง แต่ข้อเสีย คือ ถ้าเราไม่ชอบรัฐบาลรักษาการ​ ก็ยังต้องทน ซึ่งตามปกติรัฐบาลรักษาการ​ถูกวางกติกาให้ทำงานได้แค่กลไกรูทีน ไม่สามารถ​แต่งตั้งโยกย้าย ใช้งบประมาณทำโครงการพิเศษ ​ซึ่งจะทำให้ประเทศหยุดชะงัก

“คนมองว่านี่เป็นการวางหมากเพื่อสืบทอดอำนาจหรือเปล่า เพราะถ้าหานายกฯ ​ไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็จะรักษาการไปอีกนาน แต่เราต้องคิดไปถึงในอนาคต สมมติรัฐธรรมนูญใช้ไปอีก 4 ปีข้างหน้า ต่อไปมีการเลือกตั้งทั่วไป เลือกแล้วยังตกลงกันไม่ได้ พรรครักษาการตอนนั้นก็ไม่ใช่รัฐบาลทหารแล้ว แต่อาจเป็นพรรคเพื่อไทย ประชาธิปัตย์”​

ไชยันต์ ​อธิบายเพิ่มเติมว่า หากยังหาทางออกไม่ได้อาจใช้กรณีพิเศษคือประชุมร่วมกันระหว่าง สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อหาคนนอก แต่เมื่อไม่ได้กำหนดเงื่อนเวลาไว้ ก็ไม่ได้เป็นการไปบีบให้หานายกฯ​ คนนอก

“เห็นชัดๆ อยู่ในร่างคุณมีชัยว่าเขาไม่ได้ไปบีบ ไม่ได้ไปสร้างเงื่อนไข ​แต่เปิดเวลาให้ไม่จำกัด คุณตกลงกันไม่ได้เอง คุณก็ไม่มีรัฐบาลเองช่วยไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วโดยธรรมชาติคงไม่ถึง 6-7 เดือน แค่เกิน 6 เดือนก็ผิดปกติแล้ว ประชาชนก็คงด่านักการเมืองยับว่าแค่นี้ทำไมตกลงกันไม่ได้ จะบอกว่าสืบทอดอำนาจ ถ้ามองข้ามช็อตมันก็สืบทอดทุกรัฐบาลเลย และที่สำคัญมันแสดงให้เห็นถึงเจตนาว่าไม่ได้ไปบีบให้พบทางตันโดยเร็ว และไปหาคนนอก มันไม่ใช่”

“การที่ร่าง รธน.ให้เอานายกฯ คนนอกมาได้ ถ้านึกย้อนถึงวิกฤตสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถ้าให้พรรคเพื่อไทยต้องเลือกระหว่างเอาสองฝ่ายมาตีกัน หรือให้เอารัฐประหาร คิดว่า สส.พรรคเพื่อไทยในสภา น่าจะยอมเปลี่ยนตัวนายกฯ เป็นคนนอกดีกว่า สส.ในสภาก็ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น การมีกลไกนายกฯ คนนอก ก็อาจมีข้อดีแก้ปัญหาวิกฤตตอนนั้นก็ได้”

สำหรับระบบเลือกตั้งรอบนี้ แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี 2540-2550 โดยพยายามคิดคะแนนอย่างละเอียด ​ทำให้ทุกเสียงที่ประชาชนลงคะแนนไม่สูญหาย แต่โอกาสที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่งจะได้คะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่ง 250 เสียง ก็ยังมีถ้าพรรคการเมืองเป็นที่นิยมจริงๆ

​”เลือกตั้งปี 2550 เขตใหญ่ ​3 เบอร์ ตอนนั้นนักกฎหมายมหาชนบอกระบบเลือกตั้งจะทำให้เกิดเบี้ยหัวแตก ​แต่ปี 2550 ประชาชนยังเหนียวแน่นกับพรรคการเมืองที่ตนเองชื่นชอบ ผลออกมาก็จริง พรรคพลังประชาชน ไม่ได้เสียงเกินครึ่งแต่ก็ได้เสียงมาก ​ประชาธิปัตย์ได้ที่สอง ไม่ได้เป็นเบี้ยหัวแตก ครั้งนี้ก็ยังยืนยันว่า​ถ้าประชาชนยังชื่นชมพรรคการเมือง สมมติถ้าเขาชื่นชมพรรคเพื่อไทยจริงๆ เขาก็ทำได้ ​รักเดียวใจเดียว ​เลือกทั้งคนทั้งพรรค”  ​

ถามชัดๆ ว่าเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยจะกลับมาเป็นรัฐบาลหรือไม่ อาจารย์ไชยันต์ ตอบว่า อยู่ที่ว่าพรรคเพื่อไทยจะพยายามไปบูรณาการกลุ่มมุ้งต่างๆ ให้กลับมาเหนียวแน่นได้เหมือนเดิมหรือไม่ และจะมีนโยบายก้าวข้ามทักษิณ ขายนโยบายประชานิยมยั่งยืน ลดการบู้ล้างผลาญ อ้างมวลชนออกกฎหมายนิรโทษกรรม ถ้าทำอย่างนั้นได้ ก็คิดว่าเพื่อไทยยังมีโอกาส

“แต่ความต้องการอยู่รอดของนักการเมือง เมื่อเลือกตั้งแล้ว เป็น สส.ก็อยากมีตำแหน่งแห่งที่ อยู่ฝ่ายรัฐบาลได้ก็ยิ่งดี แต่ถ้าแข่งกันมากในพรรคเดียวกัน และมีทางเลือกอื่น เหมือนการควบรวมพรรคการเมือง​ปี 2544 -2547 ซึ่งตอนนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ​2540 พยายามทำให้เกิดพรรคสองพรรคใหญ่ ทักษิณ (ชินวัตร อดีตนายกฯ) เองต้องการควบรวมการควบรวมพรรคอื่น แต่มันจะเกิดไม่ได้ ถ้า สส.พรรคอื่นไม่ไป ตรงนี้ชัดเจน ใช่แค่ความอยู่รอดแต่เป็นเรื่องของการตอบสนองกิเลสตัณหาทางการเมือง”

บทเรียนปี 2544-2547 สมัยพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล ทำให้สะท้อนว่า การเลือกตั้ง​ปี 2560 ที่จะมีขึ้นก็อาจเกิดการต้องเอาตัวรอดได้อีก พรรค​เพื่อไทยหากยังมีทีมงาน สส.อย่างที่เคยมี ก็สามารถได้คะแนนมาก ถ้าคิดว่ามาถูกทางต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และประชาชนเข้าใจ เห็นใจ ประชาชนก็อาจลงคะแนนทำให้ได้เสียงเกิน 250 เสียง แต่ สส.บางคน หากเห็นท่าไม่ดีก็อาจจะไปเกาะพรรคอื่น

ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าระบบเลือกตั้งรูปแบบใหม่ในร่างรัฐธรรมนูญนี้เอื้อประโยชน์ให้พรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ไชยันต์ อธิบายว่า มันเป็นระบบที่ทำให้คะแนนประชาชนไม่สูญหาย สมมติคนชนะได้ 2,000 คะแนน ที่สองได้ 1,500 คะแนน คนที่ลงคะแนน 1,500 คน ก็ต้องมีตัวแทนในสภาเช่นกัน นี่คือความละเอียด

“ผมบอกได้เลยว่าไม่มีระบบเลือกตั้งไหนเป็นกลางในโลกนี้ ทุกระบบเลือกตั้งรองรับจุดมุ่งหมายอะไรบางอย่าง มันก็ต้องเปลี่ยนไปตามภูมิทัศน์ทางการเมือง อย่างในเยอรมัน เขามีระบบเลือกตั้งที่สลับซับซ้อน อย่างอังกฤษเขาบ่นว่าวันแมนวันโหวต ทำให้ได้แต่พรรคเลเบอร์ คอนเซอร์เวทีฟเป็นหลัก ที่สามได้คะแนนไม่เยอะสักที เขามีการเรียกร้องที่จะเปลี่ยนระบบเลือกตั้งให้มีความสลับซับซ้อน พอที่จะส่งเสริมให้ข้อเรียกร้องให้ประชาชนใหม่ๆ ไม่ใช่คอนเซอร์เวทีฟกับเลเบอร์

….โลกมันเปลี่ยน ระบบ​สองพรรคใหญ่มันเคยเวิร์ก​ เมื่อศตวรรษที่ 20 เห็นภาพสวยงาม ในสหรัฐ อังกฤษ​ ซึ่งสหรัฐไม่ได้วางแผนให้มีสองพรรค เขาไม่ต้องการให้มีพรรค เพราะจะมีฝักฝ่ายไม่นำไปสู่ประโยชน์สาธารณะแท้จริง แต่สองพรรคใหญ่เกิดโดยธรรมชาติ​ ​แต่ของบ้านเราคนที่ร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 พยายามทำให้เหลือสองพรรคใหญ่ คิดตามฝรั่งเขา โดยไม่เข้าใจจริงๆ จังๆ ว่ามันเป็นการพัฒนาโดยธรรมชาติ”​

ไชยันต์ ยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า เดนมาร์กและสวีเดนไม่เห็นจำเป็นต้องเป็นสองพรรคใหญ่ เขาก็อยู่กันได้ ใช้ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรรมนูญเหมือนอังกฤษ สองประเทศนี้จัดอันดับทางการเมืองมีสิทธิเสรีภาพสูงกว่าอังกฤษ ​แต่เขาไม่เป็นระบบสองพรรคใหญ่ อีกทั้งเดนมาร์กยังได้รับการจัดอันดับจากสหประชาชาติว่าคนมีความสุขในโลก

เมื่อถามว่าการวางระบบเลือกตั้งใหม่เช่นนี้ถือว่ามาถูกทางแล้วใช่หรือไม่ ไชยันต์ กล่าวว่า ​ส่วนตัวชอบ​รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่กำหนดให้เลือกแบบเขตใหญ่ให้ที่สองที่สามได้เข้าไปในสภาเพราะชอบอะไรที่คะแนนไม่เสีย เราชินกับการมีตัวเลือกเยอะ ทั้งหนังสือพิมพ์ แปรงสีฟัน มีให้เลือกหลายยี่ห้อแต่ในพื้นที่กลับมีให้เลือกพรรคเดียวหรือสองพรรคใหญ่มันไม่ตอบโจทย์

อย่างระบบเลือกตั้งของสวิตเซอร์แลนด์ คนสวิสเองยังไม่เข้าใจ ละเอียดถี่ยิบเหมือนสเกล ชอบคนนี้กี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ชอบคุณหรือไม่ชอบคุณ

“ระบบที่ตอบสนองความต้องการของผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มันเข้าใจการทำงานได้ยากเสมอแหละ คุณลองไปแงะระบบรถหรูที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ ขอโทษ ช่างธรรมดาไม่มีทางเข้าใจ”

ส่วนประเด็นเรื่อง “สืบทอดอำนาจ” ที่ถูกวิจารณ์ว่า ยัดเข้ามาในบทเฉพาะกาลจะฉุดให้รัฐธรรมนูญมีปัญหาหรือไม่ ​ไชยันต์ บอกว่า สุดท้ายก็อยู่ที่ประชาชนจะเห็นด้วยในการทำประชามติหรือไม่ แต่อีกมุมหนึ่งก็เหมือนกับการติดเบรก ​

“ที่ผ่านมา รถสปอร์ตผ่านการตรวจสอบ เช็กสภาพทุกอย่างมาตรฐาน แต่ถ้าคนขับไม่ดี รถ​ก็พังอยู่ดี เหยียบ 258 กม./ชม. บ้าหรือ ถนนมีอยู่แค่นั้น ที่จริงรัฐธรรมนูญ ปี 2540 มันก็ดี ให้รถซิ่งมาคันหนึ่ง น้ำมันเติมเต็ม ทุกคนโบกมืออยู่ข้างทางเฮๆๆ ก็เหยียบกันนรกแตก​… นี่จึงอาจไม่ใช่การถ่วงหรือฉุดรั้ง แต่เป็นการติดเบรก รัฐธรรมนูญ ปี 2540 ก็ดีแต่คนเหยียบคันเร่งกันเร็วเหลือเกิน ไม่ใช่เฉพาะนักการเมือง แต่คนที่ไปชุมนุม ก็เหยียบกันเร็ว”

ไชยันต์ กล่าวว่า ถ้าพูดกันง่ายๆ ก็คือ จะทำอย่างไรไม่ให้การเมืองไร้เสถียรภาพ เกิดภาวะอนาธิปไตย และลงเอยด้วยการรัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย พยายามบูรณาการขั้วอำนาจให้มาอยู่ในเวที ให้สถาบัน องค์กร ​ให้มาคุยกัน​ ให้ทหารไปอยู่ในวุฒิสภาไปคุยกันบนเวทีนั้น เขาคิดได้แค่นี้แทนที่จะไปต่อยกันข้างนอกก็ให้มาต่อยกันข้างในก่อน โอกาสที่จะแหลกลาญเกิดความวุ่นวายก็ทอดเวลาออกไป

“​ที่ผ่านมา นักวิชาการ​บอกว่า อัตราการมีส่วนร่วมของประชาชนมีสูงเท่าไร จะต้องมีทักษะที่จะอยู่ร่วมกันสูงเท่านั้น อย่างคนไปเดินตลาดนัด ดูคอนเสิร์ต ถ้ามวลชนไม่มีทักษะ ก็ตีกันทุกที ​ถ้ามีส่วนร่วมทางการเมืองเยอะ แต่ทักษะการอยู่ร่วมกันต่ำการเมืองก็เจ๊ง จึงต้องลดพลังการมีส่วนร่วม”

ถามว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติใช้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศจะทำให้บ้านเมืองดีขึ้นหรือไม่ ไชยันต์ กล่าวว่า ประเด็นไม่ได้อยู่แค่กฎหมาย แต่ต้องอยู่ที่ประชาชนด้วยว่า​มีวินัย และใช้เสรีภาพอย่างมีคุณภาพหรือไม่

“นักปรัชญาการเมืองในอดีต บอกว่าเวลาพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ ต้องพูดถึงคนด้วย ต่อให้รัฐธรรมนูญ​รูปแบบการปกครองดีแค่ไหน แต่คนไม่ได้คุณภาพก็เจ๊ง ต้องมีทั้งสองเรื่อง แต่คุณภาพคนไทยที่อาจจะหวือหวา เป็นพลังมวลชนที่เข้มแข็งในเซาท์อีสต์เอเชีย แต่เรื่องการรู้จักสิทธิ หน้าที่ และระเบียบวินัย บ้านเราสู้เขาไม่ได้ ถ้าพูดภาษางานบริหารงานบุคคล ทรัพยากรบุคคลเรายังไม่มีคุณภาพเท่าไร ทำอะไรสะเปะสะปะตามอำเภอใจ”​

ไชยันต์ ชี้แจงว่า การมองร่างรัฐธรรมนูญนั้นมองในฐานะนักวิชาการ ไม่ใช่นักโวหาร ไม่ใช่นักอุดมการณ์ ซึ่งนักอุดมการณ์นั้นพูดง่ายๆ ก็คือพวกที่ไม่ฟังเสียงคนอื่น มีแต่จุดยืนของตัวเอง ทั่วโลกที่ผ่านมามีปัญหาอย่างหนึ่ง คือ นักการเมืองก็ดี ประชาชนก็ดี เวลาจะแสดงออกทางการเมือง มักใช้วาทศิลป์ โวหารให้คนเห็นด้วยกับตัวเอง ไม่ได้ลงไปหลักการและเหตุผล ทฤษฎี ปรัชญาการเมือง ประชาธิปไตย แต่เป็นวาทกรรม

“เหมือนที่พรรคการเมืองโจมตีรัฐธรรมนูญนั้นก็พูดง่าย เพราะมีสองอย่างที่พูดยังไงก็ถูก พูดเมื่อไรถูกเมื่อนั้น คือ อำนาจเป็นของประชาชน แต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ใครพูดเรื่องประชาธิปไตยถือว่ารุนแรง อีกเรื่องคือใครอ้างสถาบันก็แย่ เพราะอ้างเมื่อไรก็ถูกเมื่อนั้น ใครไม่เห็นด้วยก็ผิด แต่มันไม่ถูก เพราะสองเรื่องนี้มีความสลับซับซ้อนมาก” ไชยันต์ ทิ้งท้าย

ถ้าประชามติผ่าน สะท้อนว่า ไม่อยากกลับสู่ความรุนแรง 

จุดชี้ขาดร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ที่การทำ “ประชามติ” ในเดือน ส.ค. 2559 ไชยันต์ มองว่า ​ภายใต้ระบบการลงประชามติ ที่ได้รับการแก้ไขในรัฐธรรมนูญ ปี 2557 ทำให้โอกาสผ่านประชามติมากขึ้น เพราะจากเดิมกำหนด ต้องได้เสียงครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ แต่เปลี่ยนมาเป็นครึ่งหนึ่งของผู้มาใช้เสียง ซึ่งง่ายกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ

หากย้อนไปดูการลงประชามติรัฐธรรมญ ปี 2550 มีผู้มาใช้สิทธิเกินครึ่งของผู้มีสิทธิมาลงคะแนน ทั้งที่เขาขอแค่ครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ อีกทั้งในจำนวนที่มาลงคะแนน มีคนจำนวนเกินครึ่งเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เป็นคะแนนที่ทะลักทลายเป็นดับเบิ้ลมาจอริตี้ ​

นอกจากนี้ หากเทียบเหตุการณ์ที่เกิดในปี 2557 มีความรุนแรงกว่าปี 2549 ประชาชนย่อมมีแนวโน้มมองว่าทำอย่างไร​ก็ได้ไม่ให้กลับไปสู่สภาวะนั้น ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้ประชาชนมั่นใจว่าจะไม่กลับไปสู่สภาวะนั้น โอกาสผ่านก็มีสูง

“ผมเชื่อว่าประชาชนทุกฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็อยากทำมาหากิน ให้ทุกอย่างกลับมาอยู่ในร่องในรอย ​คนที่ตายไปแล้วเป็นเรื่องน่าเสียดาย ระบบต้องเอาความยุติธรรมคืนให้เขา แต่ก็ไม่ควรตายอีก ถ้ารัฐธรรมนูญมีแนวโน้มทำให้คนตายอีกเขาก็อาจจะไม่เอา แต่ถ้าถึงเวลาตกลงกันไม่ได้ ยังมีทางออกอีก ก็ถือว่าโอเคกว่ายกโขยงกันออกมา ​ตรงที่ยังสามารถยืดเวลาออกไป”

ส่วนที่มองว่าครั้งที่แล้วผ่านประชามติเพราะรณรงค์ให้รับไปก่อนแล้วแก้ไขทีหลัง แต่สุดท้ายก็แก้ไขไม่ได้ อาจทำให้คนส่วนหนึ่งไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ไชยันต์ มองอีกมุมว่า ถ้ายิ่งแก้ยาก แล้วเนื้อหาในรัฐธรรมนูญไม่ทำให้คนตีกัน และการันตีว่าจะแก้ไม่ได้ไปอีกนาน ก็อาจมีประชาชนที่เห็นแล้วสบายใจว่าทุกอย่างจะไม่กลับไปสู่วงจรเดิม มีปัญหาความขัดแย้งเดิมก็อาจจะทำให้คนหันมารับร่างรัฐธรรมนูญได้

ยกตัวอย่างมาตรา 7 ในอดีต สมัยปี 2549 ก็ออกมาเรียกร้องนายกฯ พระราชทาน ในหลวงเคยตรัสไว้แล้วว่า ไม่มีอำนาจตั้งนายกฯ แต่ปี 2557 สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็เอาอีก เพื่อไทยก็มาขออีก ตรงนี้ไปกันใหญ่ แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีทางออก อย่างน้อยก็มีศาลรัฐธรรมนูญเป็นเจ้าภาพแก้ปัญหา

ส่วนข้อเป็นห่วงเรื่องสืบทอดอำนาจ ต้องย้อนไปดูว่าที่มาของ สว.ที่พยายามทำให้เป็นอิสระจากฐานเสียงของ สส. แต่เมื่อหาวิธีไม่ได้ ก็เลยใช้วิธีสรรหา ดังนั้นถ้าประชาชนมองว่าตรงนี้เป็นการปิดกั้นเสียงของประชาชน คนกลุ่มนี้ก็คงโหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญถ้าเขาเห็นว่าตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ถ้าเขาคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ก็ต้องไปดูเรื่องอื่นๆ เพราะเรื่อง สว.สรรหา ก็ยังมีคนมองว่าเป็นการถ่วงดุล สส.ที่มาจากการเลือกตั้ง

“ถ้าจะมาแย้งว่า แต่งตั้งแล้วไม่เป็นประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ เพราะการเลือกตั้งก็ไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว เพราะประชาธิปไตยคือระบอบการปกครองที่อำนาจเป็นของประชาชน แต่การเลือกตั้ง ประชาชนถ่ายอำนาจไปให้คนอื่น ประชาชนมีอำนาจ 4 วินาที ผมศึกษาประชาธิปไตยมาตั้งแต่สมัยเอเธนส์ คนเอเธนส์​บอกว่าที่ไหนมีเลือกตั้ง ที่นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตย เป็นระบอบผสมระหว่างคณาธิปไตยและ ประชาธิปไตย ถ้าคุณบอกว่า จะเป็นประชาธิปไตยก็ต้องไม่มีการเลือกตั้ง ให้ประชาชนเข้าไปประชุมสภาผ่านการจับสลากไปเลย”

ไชยันต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า บางทีประชามติก็เป็นอะไรที่ไร้เหตุผลได้ อย่างวันดีคืนดีฮิตเลอร์ เสนอแก้รัฐธรรมนูญเยอรมนีให้ควบรวมประธานาธิบดีกับนายกฯ เป็นตำแหน่งเดียวกันคือท่านผู้นำและบอกแกจะเป็นเอง และให้ทำประชามติ ผลออกมากว่า 80% บอกว่าเอา พูดง่ายๆ คือตัดการตรวจสอบถ่วงดุล เพราะประธานาธิบดีกับนายกฯ ​อยู่ในมือคนเดียวกัน การลงมติแสดงออกซึ่งเสียงของประชาชนก็นำไปสู่การเกิดเผด็จการอำนาจนิยม แบบที่เกิดขึ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่สองได้

คสช.ต้องระวังเสียงประชาชนเหมือนไม้เลื้อยเปลี่ยนง่ายจนน่าตกใจ

หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ไชยันต์ ไชยพร ออกมาฟันธงตั้งแต่ตอนนั้นว่า หากการรัฐประหารครั้งนี้ “เสียของ” คือไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองที่มีอยู่ได้ โอกาสที่จะเกิดสงครามการเมืองก็มีสูง

ผ่านมาเกือบ 2 ปี ไชยันต์ยังยืนยันเช่นเดิม พร้อมอธิบายว่า ต่อให้มีการปฏิรูปหรือมีนโยบายพัฒนาประเทศดียังไง แต่ถ้าวังวนการเมืองยังกลับมาเหมือนเดิมก็แก้ปัญหาไม่ได้

ที่สำคัญรัฐประหารที่จะเกิดในอนาคตก็จะเกิดลำบากขึ้น เพราะรัฐประหารจะเกิดลำบากขึ้นทุกๆ ครั้งตั้งแต่ 19 ก.ย. 2549 ​ตอนนั้นสถานการณ์แย่แล้ว แต่ปี 2557 สถานการณ์หนักกว่าเดิม ดังนั้น ถ้าครั้งนี้ยังแก้ไม่ได้ครั้งหน้าเกิดสงครามการเมืองแน่ และเวลานี้สงครามการเมืองเกิดได้ทุกที่ ทั้ง​ซีเรียหรือที่อื่นๆ ทั่วโลก

ถามว่าผลงานในรอบ 2 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ไชยันต์ มองว่า คสช.ถนัดงานด้านความมั่นคงและการจัดระเบียบ ซึ่งถือเป็นงานเก่งของทหาร อย่างการจัดระเบียบพื้นที่บางพื้นที่ ตั้งแต่เกิดมาก็เห็นค้าขายเป็นแบบนี้มาตลอด แต่เขาก็สามารถทำได้ โดยเฉพาะการจัดระเบียบแผงค้าในกรุงเทพฯ ที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ดำเนินการ หากไม่ใช่คำสั่งของ คสช. ก็คงทำไม่ได้แน่ ส่วนด้านอื่นๆ เขาอาจจะไม่เก่ง เพราะเขาเป็นทหาร แต่เขาทำในสิ่งที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำไม่ได้เลย ไม่ว่าจะมาจากพรรคไหน นี่เป็นจุดเด่นของเขา

“ผมกำลังเป็นห่วงว่าหลังเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่มาเป็นรัฐบาลแล้วทำไม่ได้อย่างทหาร แล้วประชาชนคิดเปรียบเทียบขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น ตรงนี้นักรัฐศาสตร์​ต่างชาติบอกว่า หากปล่อยให้ทหารจัดการมากเข้า ทหารเกิดความชำนาญ มีทักษะ ด้วยความที่เป็นองค์กร สั่งการ​ชัดเจน อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ประชาชนเคยชิ​นกับ​การทำงานรวดเร็วมีประสิทธิภาพ ก็อาจไม่อดทนกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายประเทศในแถบละตินอเมริกาวนเวียนอยู่กับการพอใจของทหาร ซึ่งต่อมาก็ดีขึ้น มีความพยายามลดบทบาททหาร

…คุณถามเหมือน 2 ปี คสช.ที่ผ่านมาทำงานแย่ แต่ผมบอกว่าเขาเก่งเรื่องของเขา แต่ถ้าวันหนึ่งเกิดความหละหลวม ประชาชนนึกโหยหาทหาร ซึ่งไม่อยากให้เกิด แต่เหมือนกับช่วงหลัง 2475 รัฐบาลคณะราษฎร​ทำได้ไม่ดี ประชาชนก็นึกถึงในหลวง หรือเดนมาร์กเหมือนกัน หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 1849 แต่ไม่ถึง 20 ปีต่อมาเกิดวิกฤตการเมือง เขาก็นึกถึงในหลวงของเขา เฟรดเดอริกที่ 7 จนนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญเดนมาร์ก”

ไชยันต์ กล่าวอีกว่า ยังกลัวว่าต่อไปหลังรัฐบาลคนจะไปนึกถึง คสช.​ นึกถึงความขึงขังของเขา คนไทยมีแนวโน้มอำนาจนิยม เพราะเราพูดกันดีๆ ไม่ค่อยรู้เรื่อง จิ๊กโก๋ทะเลาะกัน นักเลงตัวจริง นักเลงโบราณออกมาก็จบ เพราะจิ๊กโก๋ไม่ได้เรื่อง คนไทยจริงๆ ถ้ามีเหตุผล รู้จักเคารพระเบียบก็ไม่ต้องเรียกทหารออกมา

ในแง่การทำงานอย่าง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ก็มีผลงานที่ชัดเจน เป็นกระทรวงที่ถือว่าทำงานมีประสิทธิภาพ มีผลงานหลายเรื่องที่โดดเด่น อย่างการทำงานของศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่มีคำสั่งพักงานข้าราชการระดับสูง นักการเมืองท้องถิ่นที่สีเทา ไม่โปร่งใส เพื่อรอการไต่สวนข้อเท็จจริง เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการแก้ปัญหาการทุจริตที่หากเป็นก่อนหน้านี้ก็คงไม่อาจทำได้

พล.อ.ไพบูลย์ ยังมีผลงานการแก้ปัญหาการยักยอกทรัพย์ในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่เรื้อรังมานาน โดยที่สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ดำเนินการอะไร แต่ในยุคของ พล.อ.ไพบูลย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปตรวจสอบจนสามารถหาหลักฐานเอาผิด ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจนเข้าคุกได้ อีกทั้งยังดำเนินการตรวจสอบคดีรถหรูสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

ถามว่าในช่วงใกล้จะปลายโรดแมป ประเมินว่า คสช.จะจบสวยหรือไม่ ไชยันต์ กล่าวว่า โดยทฤษฎีแล้วการลงจากอำนาจเร็วที่สุดน่าจะดีสุด แต่กรณีนี้อาจหักล้างทฤษฎีก็เป็นได้ รัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 มีความชัดเจนอะไรบางอย่าง ซึ่งการรัฐประหาร 19 ก.ย.​ 2549 มีความไม่ชัดเจนอะไรบางอย่าง

“รัฐประหาร 19 ก.ย​. เหมือนเข้าข้างพันธมิตรฯ เหลือเกิน ทั้งที่อาจไม่ตั้งใจจะเข้าข้าง แต่ครั้งนี้​คนเสื้อแดงอาจมองว่า คสช.เข้าข้าง กปปส.​ แต่เอาจริง เขาเล่นทุกฝ่าย ​คดีความเล่นทุกฝ่ายหมด ผมเคยให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์เนี่ยแหละเมื่อวันที่ 23 พ.ค. ถ้ารัฐประหารจะจบลงสวยต้องเป็นกลาง เล่นทุกฝ่าย เขาก็เล่นทุกฝ่าย ส่วนถามว่าจะลงสวยไม่สวยยังตอบยาก แต่น่าจะดีกว่า 19 ก.ย. มีเรื่องเดียวที่อาจไม่สวยคือเรื่องราชภักดิ์”

ต่อเนื่องมาถึงคำถามเรื่องนโยบายหลายเรื่องที่ถูกวิจารณ์คัดค้านในสมัยรัฐบาลก่อนหน้า แต่รัฐบาล คสช.กลับทำได้โดยไม่มีเสียงค้าน ไชยันต์วิเคราะห์ว่าเป็นเพราะ หนึ่ง เขาไม่ให้ต่อต้าน สอง ทางรัฐศาสตร์เรียกว่าความชอบธรรม คุณคิดว่าคนนี้โกง ไม่ไว้ใจเขา แต่อีกคนทำเรื่องเดียวกันไม่ถูกว่า เหมือนทำธุรกิจ ซื้อของอย่างเดียวกัน ราคาเดียวกัน แต่กลับไม่ไว้ใจ ความชอบธรรมเป็นอะไรที่เป็นนามธรรมมาก และมีบทบาททางการเมืองมาโดยตลอด ความชอบธรรมวัดไม่ได้ แต่เกิดให้เห็นได้ แต่วัดล่วงหน้าไม่ได้

“คล้ายกับที่เคยมีคนบอกว่าความชอบธรรมต้องมาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ถึงจุดหนึ่งมันกลับเป็นว่าคนที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้งก็ชอบธรรมได้ อาการนี้เป็นอาการที่นักวิชาการเรียก รัฐผุเสื่อม หรือ State Decay ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นก่อนไปถึงอาการรัฐล้มเหลว วันหนึ่งความชอบธรรมเหวี่ยงไปสู่คน ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นอาการป่วยของรัฐและเป็นวิกฤตความชอบธรรม”

อย่างไรก็ตาม ไชยันต์ บอกว่า ปัญหาเรื่องราชภักดิ์ก็ยังเป็นระเบิดเวลา ส่วนโครงการต่างๆ อย่างรถไฟความเร็วสูงก็ยังเป็นที่จับตา หากต่อไปเกิดพบว่ามีความคดโกง ฉ้อฉล ก็จะกลายเป็นแรงเหวี่ยงที่ทำให้ทหารแย่ คล้ายกับคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ทำรัฐประหาร พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เพราะ รมต.​โกง เกิดบุฟเฟ่ต์คาบิเน็ต คนเชื่อมั่น รสช. แต่วันหนึ่งความเชื่อมั่นก็หมดไปทันที

“ต้องเตือน คสช. และทหารด้วยว่าความเชื่อมั่นของประชาชนมันหมดง่ายจริงๆ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือเสียงของประชาชน เสียงประชาชนเปรียบเสมือนพันธุ์ไม้เลื้อย วันดีคืนดีก็เปลี่ยนได้ เปลี่ยนจนคุณตกใจ คนที่เคยเลือกพรรคไทยรักไทยปี 2544-2547 แต่พอปี 2548 ก็ออกมาประท้วงทักษิณ เหมือนบางกลุ่มออกมาเรียกทหาร ต่อไปก็อาจออกมาไล่ทหารได้

…ผมอาจเป็นนักปรัชญาการเมือง ศึกษาปรัชญาการเมืองโบราณ อ่านประวัติศาสตร์การเมืองกรีก โรมัน จะเห็นว่าเสียงประชาชนอ่อนไหวมาก แล้วมันน่ากลัว คุณอย่าวางใจเสียงประชาชน มันพลิกโผ พลิกผันอ่อนไหวได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะเสียงประชาชนไทย ถ้าลีกวนยิวมาปกครองไทย 30 กว่าปี คิดว่าปกครองได้ไหม คนไทยชอบทำอะไรตามอำเภอใจแล้วบอกว่านี่คือเสรีภาพ”

ไชยันต์ กล่าวว่า พลังมวลชนของไทยมีประสิทธิภาพมากสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ปี 2500 ก็ออกมาต่อต้าน จอมพล ป.พิบูลสงคราม ต่อมา 14 ต.ค. 2516 และ 6 ต.ค. 2519 วันดีคืนดีมีพฤษภาทมิฬ มี พธม. มี ​นปช.​ กปปส. พลังมวลชนของไทยมีประสิทธิภาพมาก ไม่อยากให้แยกเป็น
กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่มวลชนของไทยยิ่งใหญ่มากและปกครองยาก เคยมีหลายคนพูดว่าคนไทยปกครองดูเหมือนยากก็ยาก ง่ายก็ง่าย คือไม่แน่นอน ดังนั้น ทหารต้องระมัดระวัง อย่าทึกทักว่าอะไรจะสะดวกดาย

“ฉะนั้น อย่าไว้ใจประชาชนไทย ถ้าถึงจุดหนึ่งคนไทยบอกไม่เอาก็คือไม่เอา เสียงของประชาชนอ่อนไหวและเปลี่ยนได้ทันที” ไชยันต์ กล่าว

 

Leave a comment