ปลดล็อกแรงงาน พ้นกับดัก “จน-เจ็บ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2559 เวลา 19:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/429611

ปลดล็อกแรงงาน พ้นกับดัก "จน-เจ็บ"

โดย….ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

ผลสำรวจสถานภาพแรงงานของไทย เป็นการย้ำให้เห็นว่ากลุ่มผู้ใช้แรงงานยังคงตกหลุมดำปัญหาเดิมๆ รายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย ชักหน้าไม่ถึงหลัง มีภาระหนี้ และในปี 2559 ต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบมากสุดในรอบ 8 ปี ตามที่ ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทย กรณีศึกษาผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท จากกลุ่มตัวอย่าง 1,212 ตัวอย่าง พบว่า แรงงานส่วนใหญ่ 60.6% ไม่มีเงินเก็บออม 95.9% มีภาระหนี้สิน โดยภาระหนี้เฉลี่ยครัวเรือนละ 1.19 แสนบาท และในจำนวนนี้เป็นการกู้หนี้นอกระบบถึง 60.62% สูงสุดในรอบ 8 ปี

ส่วนความหวังปรับขึ้นเงินเดือนปีนี้ ซึ่งครบ 3 ปีที่เว้นวรรคไม่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำหลังขึ้นพรวดเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ ผู้ใช้แรงงาน 95.7% คิดว่าควรปรับขึ้นเป็นวันละ 356.76 บาท แต่จากสภาพเศรษฐกิจ และความกังวลโอกาสตกงานสูง แรงงานส่วนใหญ่จึงเห็นว่าปรับขึ้นตามภาวะค่าครองชีพและตามกลไกตลาดที่แท้จริงก็ได้ แต่ผลสำรวจนายจ้าง เจ้าของธุรกิจ 600 ตัวอย่าง 71.4% ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เนื่องจากธุรกิจยังไม่ฟื้นตัว ให้รอดูไตรมาส 2 ว่าจะถึงจุดต่ำสุดหรือไม่ และถ้าจะปรับ ควรแยกปรับตามความเหมาะสมแต่ละพื้นที่ ตามทักษะฝีมือแรงงาน ซึ่งในภาวะปัจจุบันควรปรับไม่เกินวันละ 310 บาท และรัฐบาลต้องมีการช่วยผู้ประกอบการ ลดภาษีนิติบุคคล จัดฝึกอบรมแรงงาน และให้เงินชดเชยแรงงานขั้นต่ำ

เมื่อผู้ใช้แรงงานยกเหตุผลค่าครองชีพที่สูงขึ้น เสนอให้ต้องปรับเพิ่มค่าจ้าง ขณะที่เจ้าของธุรกิจมองในมุมว่า หากต้องการค่าจ้างขึ้น ก็ควรต้องมีประสิทธิภาพเพิ่ม บนมุมมองที่เป็นคู่ขนานที่ไม่มีทางลงตัวดังกล่าว บรรดาผู้ใช้แรงงานควรปรับตัวอย่างไร ถึงจะพ้นจากกับดักโง่-จน-เจ็บ ไปเป็นซูเปอร์ลูกจ้าง ที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน

นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ดีบี (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา พบว่า ในไทยมีแรงงาน 38.42 ล้านคน ในจำนวนนี้มีภาวะว่างงาน 3.35 แสนคน หรือ 0.9% ขณะเดียวกันเดือน ก.พ. มีคนตกงานที่รับเงินทดแทน 1.2 แสนคน เพิ่มขึ้น 25.58% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2558 จากตัวเลขนี้ถือว่าภาวะการจ้างงานยังปกติ

สำหรับตำแหน่งงานที่มีความต้องการสูงนั้น หากเป็นฝั่งนายจ้าง 5 อันดับแรกที่ต้องการคือ 1.งานขาย บริการลูกค้า และพัฒนาธุรกิจ 2.งานไอที 3.งานวิศวกรรม 4.งานการตลาด และประชาสัมพันธ์ 5.งานธุรการและทรัพยากรบุคคล ส่วน 5 อันดับที่คนหางานสมัครมากที่สุด คือ 1.งานขาย บริการลูกค้า และพัฒนาธุรกิจ 2.งานการตลาด และประชาสัมพันธ์ 3.งานวิศวกรรม 4.งานธุรการและทรัพยากรบุคคล 5.งานไอที

กลุ่มธุรกิจที่มีความต้องการจ้างงานสูงหลังจากนี้ ได้แก่ 1.ธุรกิจการแพทย์และความงาม สอดคล้องกับแนวโน้มคนหันมาใส่ใจสุขภาพที่ทำให้ธุรกิจนี้โต แต่ขณะเดียวกันก็ประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรเฉพาะด้านอยู่ ต่อมาคือ 2.ธุรกิจเทคโนโลยีสื่อสาร เป็นธุรกิจที่แข่งขันสูง ต้องเน้นเข้าถึงลูกค้าและเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้าใช้บริการ อันดับที่ 3 คือ ธุรกิจสื่อโทรทัศน์ เป็นผลพวงโดยตรงจากจำนวนช่องทีวีดิจิทัลที่มีมาก และออร์แกไนซ์ ที่ค่อยๆ ฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น

“งานการตลาดและประชาสัมพันธ์ มีคนสมัครมากกว่าความต้องการของนายจ้าง จึงอาจมีความเสี่ยงในการว่างงาน ส่วนงานไอที นายจ้างต้องการมาก เพราะเป็นงานที่สนับสนุนทุกแผนกทำให้ธุรกิจขับเคลื่อนได้เร็ว แต่คนสมัครน้อยกว่าที่ต้องการจึงถือว่ายังขาดแคลน ส่วนอีก 3 ตำแหน่งที่อยู่ใน 5 อันดับ ยังถือว่าสมดุล” นพวรรณ กล่าว

สุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท แมนพาวเวอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มตำแหน่งงานที่นายจ้างต้องการมากขึ้นช่วงกลางปีนี้ ได้แก่ ตำแหน่งงานที่ต้องใช้ภาษาต่างประเทศ เช่น ล่าม นักแปล พนักงานให้ข้อมูลทางโทรศัพท์ พนักงานขายทางโทรศัพท์ และพนักงานหน้าร้าน ซึ่งความต้องการนี้กระจายอยู่ในหลายธุรกิจ

หากเป็นภาคอุตสาหกรรม จะต้องการผู้ใช้ภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น และจีน เข้ามาเป็นล่ามหรือนักแปลมากขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะช่วงฤดูกาลออกผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่ หรือทำวิจัยพัฒนาที่ต้องนำคนต่างชาติเข้ามา ส่วนทางด้านงานบริการลูกค้าทางโทรศัพท์ จะต้องการผู้ใช้ภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น และจีน เป็นภาษายืนพื้น แต่ที่เพิ่มมาใหม่คือ ภาษารัสเซียและเกาหลี ขณะที่ด้านธุรกิจท่องเที่ยวและค้าปลีกต้องการผู้ใช้ภาษาจีนอย่างมาก โดยเฉพาะให้ไปทำหน้าที่พนักงานขายหน้าร้านในย่านธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยวใจกลางเมือง สอดคล้องกับทิศทางนักท่องเที่ยวจีนมาไทยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ขณะที่ตำแหน่งงานด้านบัญชียังขาดแคลนต่อเนื่อง มีความต้องการสูงตลอดปี ส่วนพนักงานที่เป็นแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายจากประเทศในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ก็เริ่มเป็นที่ต้องการมากขึ้นเพื่อทดแทนแรงงานในภาคการผลิตจากภาวะขาดแคลนแรงงานกึ่งทักษะในประเทศ อย่างไรก็ตามยังมีข้อจำกัดในการรับแรงงานประเภทนี้ขององค์กรที่อยู่ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่สงวนสิทธิสำหรับแรงงานไทยเท่านั้น

สุธิดา กล่าวว่า จากการพิจารณาสัญญาณการจ้างงานในไตรมาสแรกที่ผ่านมา พบว่าคนหางานมีภาวะเลือกงานสูง คาดหวังทำงานตามสายอาชีพที่จบมา หรือคาดหวังเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการ ชอบทำงานที่ไม่กดดัน ปฏิเสธงานที่ท้าทายความสามารถ ทำให้แรงงานบางส่วนยังตกค้างไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ ส่วนสัญญาณการเลิกจ้าง บริษัทส่วนใหญ่ยังเน้นประคองตัว แต่มีบางธุรกิจส่อแววเลิกจ้าง เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์โดนกระทบจากตลาดโลก และองค์กรระดับโลกที่ยุบแผนกปฏิบัติการบางส่วนเพื่อลดต้นทุน

“แรงงานที่นายจ้างต้องการสูงแต่กลับมีแรงงานเข้าสู่สายอาชีพต่ำ คือ แรงงานกึ่งทักษะ ได้แก่ แรงงานกลุ่มบริการลูกค้า เช่น 1.พนักงานให้ข้อมูลหรือการขายทางโทรศัพท์ โดยเฉพาะในธุรกิจประกัน เพราะความยากในการเรียนรู้ เข้าใจสินค้า รวมถึงแรงกดดันจากการทำยอดขายให้ได้ตามเป้า 2.พนักงานขาย โดยเฉพาะในธุรกิจค้าปลีก ที่มักพิจารณาทั้งเงินเดือน ค่าคอมมิชชั่น ค่าเดินทาง เนื่องจากต้องหมุนไปหลายสาขา โดยอัตราการหมุนเวียนของตำแหน่งนี้สูงมาก ทำให้ตลาดต้องการสูงตลอดเวลา และ 3.พนักงานฝ่ายผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมที่หายากขึ้นจากสายอาชีวะเลือกทำงาน บางส่วนไปเรียนระดับสูงขึ้นแทนทำงาน” สุธิดา กล่าว

ด้านมุมมองของภาครัฐเกี่ยวกับผู้ใช้แรงงาน หน่วยงานหลักในการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม อย่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สังกัดกระทรวงแรงงาน กรีฑา สพโชค อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันการพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีความรู้ ความสามารถ ถือว่าบุคลากรแรงงานของไทยมีศักยภาพแข่งขันกับแรงงานต่างชาติในแถบเอเชียได้ และเป็นที่ยอมรับของหลายประเทศ ส่วนการวางแนวทางเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานไทยในอนาคต ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งมีการวางแนวทางไว้เป็น 3 ระยะคือ ระยะสั้น กลาง และยาว

แผนการพัฒนาฝีมือแรงงานไทยระยะสั้นใน 1 ปีต่อจากนี้ การทำงานจะวางแนวทางเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษตามชายแดน ซึ่งจะสนับสนุนให้แรงงานมีทักษะทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาต่างๆ ที่ต้องใช้ รวมถึงฝึกฝีมือแรงงานให้ตรงกับความต้องการ โดยจะเน้นตามพื้นที่ชายแดน 10 จังหวัด เมืองธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจอุตสาหกรรม นอกจากนี้จะร่วมกับบริษัทผู้ประกอบการที่สนใจจัดทำหลักสูตร โดยทางกรมจะเป็นผู้ตรวจและรับรองหลักสูตร ส่วนงบประมาณดำเนินการแต่ละองค์กรนำไปหักภาษีได้เต็มจำนวน เป็นแรงจูงใจให้บริษัทเข้ามาร่วม

กรณีการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานกลุ่มนักเรียน ปวช. ปวส. ที่จะออกมาสู่ตลาดแรงงานในอนาคตให้มีคุณภาพ จะร่วมกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ หามาตรการเพิ่มบุคลากรทางการศึกษาในสายอาชีพ โดยเฉพาะสาขาช่าง และการท่องเที่ยว เนื่องจากได้รับความสนใจลดลง

ขณะที่แผนพัฒนาฝีมือแรงงานไทยระยะกลางต่อจากนี้ 5 ปี กรีฑา ระบุว่า จะเน้นการฝึกอบรมเพิ่มประสิทธิภาพในกลุ่มแรงงานให้มีการพัฒนามากขึ้นกว่าเดิมที่เป็นอยู่ คือ เปิดให้สถานประกอบการที่มีพนักงาน 100 คนขึ้นไปเข้ามาศึกษาการพัฒนาอุตสาหกรรมในองค์กร ทั้งวิธีการลดต้นทุนในระบบ หรือวิธีตรวจสอบการดำเนินงานที่เป็นไปตามหลักความถูกต้องตามมาตรฐาน ซึ่งองค์กรที่เข้ามาศึกษาและนำไปใช้ขยายผล ปี 2558 ที่ผ่านมา สามารถลดต้นทุนองค์กรได้กว่า 600 ล้านบาท และมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้กรมมีแผนผลักดันให้แรงงานในแต่ละสาขาอาชีพได้ทดสอบความรู้ ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานของแต่ละบุคคล เพื่อให้กลุ่มแรงงานได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้น

ส่วนแผนระยะยาว 20 ปี จะขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีความรู้ ทักษะ ประสิทธิภาพการทำงานให้มากขึ้นเพื่อรองรับการผลิต 10 อุตสาหกรรมที่จะขยายตัวในอนาคต หรือ 10 คลัสเตอร์ตามนโยบายรัฐบาล อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ การบิน โลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพ การแพทย์ครบวงจร เป็นต้น รวมถึงอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ก็จะลงไปให้ความรู้ในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน

 

Leave a comment