มะเร็ง 3ครั้ง เปลี่ยนชีวิต บุญสรวง เทวอักษร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/430708

มะเร็ง 3ครั้ง เปลี่ยนชีวิต บุญสรวง เทวอักษร

โดย…วราภรณ์ ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

ในชีวิตของคนคนหนึ่ง ใครจะเจอกับเหตุการณ์หนักๆ ในชีวิตถึง 4 ครั้ง ได้แก่ประสบภัยสึนามิที่ภาคใต้ของไทย และการป่วยเป็นมะเร็งทั้งเต้านม ปอด และบริเวณกล้ามเนื้อสะบักหลังด้านขวา รวมแล้วถึง 3ครั้ง ซึ่งการป่วยเป็นมะเร็งถือเป็นการป่วยที่หนักหนาที่สุดในชีวิต แต่ บุญสรวง เทวอักษรก็สามารถรักษาตนเองมาได้ราวกับมีปาฏิหาริย์ปัจจุบันการมีชีวิตอยู่ของบุญสรวงในวัย 59 ปีคือการอุทิศตนทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น รับเป็นที่ปรึกษาผู้ป่วยมะเร็งอิสระ รับปรึกษาปัญหาชีวิตทุกรปู แบบ รวมทั้งการเป็นคณะกรรมการมูลนิธิด้านศาสนา ส่งเสริมการบริหารจิต และจัดคอร์สปฏิบัติธรรม เป็นต้น

วัย 40 พบมะเร็งเต้านม

ปี 2540 ประเทศประสบปัญหาต้มยำกุ้งซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ทายาทรุ่นที่ 3 ของโรงพิมพ์อักษรเจริญทัศน์ บุญสรวงตรวจพบมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง ค่าที่เธอทำงานในระดับผู้บริหารมืออาชีพที่ทุกอย่างต้องเนี้ยบ ผิดพลาดไม่ได้ประกอบกับมีความเครียดในการทำงานสูงและเป็นมาโดยตลอด ควบคู่กับเป็นคนเจ้าอารมณ์ ขี้โมโห ขี้หงุดหงิด แต่หลังจากลูกชายย่างเข้า 3 ขวบ พบภาวะผิดปกติในร่างกายคือ มีอาการประจำเดือนไหลซึมกะปริดกะปรอยตลอดทั้งเดือนหลังจากคลอดบุตร แม้เธอไปปรึกษาคุณหมอและตรวจอาการหลายครั้งก็ไม่พบความผิดปกติ จนกระทั่งเธอตรวจพบก้อนเนื้อที่เต้านมด้วยตนเองเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่า มะเร็งเต้านมกำลังเล่นงานเธอ

สมัยสาวๆ ดิฉันเป็นคนบ้างานมาก เลิกทำงานตอน 4-5 ทุ่มเกือบทุกวัน ที่สำคัญคือเป็นคนอารมณ์แปรปรวนง่าย ขี้น้อยใจ เครียดกับงาน สิ่งเหล่านี้เป็นบ่อเกิดของมะเร็ง จากประสบการณ์ของดิฉันที่รักษามะเร็งหายมาแล้วหลายครั้ง พอเจอผู้ป่วยมะเร็งดิฉันถามถึงพฤติกรรมที่เคยผ่านมาของเขา พบว่า 100%เหมือนดิฉันเปี๊ยบเลย คือสะสมความเครียดแบบต่อเนื่อง และมีพฤติกรรมชีวิตที่ไม่ถูกต้องสะสมมานาน”

 

ครั้งแรกที่เธอคลำพบก้อนเนื้อที่เต้านมบุญสรวงบอกว่า เธอรู้สึกตกใจมาก วันที่ตรวจพบเป็นวันคริสต์มาสเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองพอดี เป็นช่วงเวลาที่ควรมีความสุข แต่เธอกลับรู้สึกวิตกกังวลอย่างประหลาด เมื่อคุณหมอยืนยันว่าก้อนเนื้อนี้เป็นมะเร็งแน่แล้วผ่านไปเพียง 2 วันต้องทำการผ่าตัดนำก้อนเนื้อออกไปด่วน เพราะอยู่ในระดับที่ 2 มีโอกาสหายสูง แม้ก้อนเนื้อจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 2 ซม.ก็ตาม

“ครั้งแรกที่เป็นย้อนกลับไป 20 ปีที่แล้วถึงแม้รักษาแล้วแต่ด้วยวิทยาการยังไม่ก้าวหน้าเหมือนสมัยนี้ ดิฉันคิดว่าน่าจะอยู่ได้แค่อีก 3ปีก็คงตายแล้ว ตอนนั้นรู้สึกเศร้า ตกใจ กลัวกังวลเพราะลูกชายอายุ 2 ขวบกว่าเอง หลังผ่าตัดจากนั้นต้องรักษาโดยวิธีให้เคมีบำบัด ซึ่งส่งผลข้างเคียงกับดิฉันมากเพราะแพ้อย่างรุนแรง ทำให้ยิ่งรู้สึกหมดอาลัยตายอยาก พอให้เคมีถึงเดือนที่ 3 ดิฉันรู้สึกทรมานมากจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ เหมือนร่างกายจิตใจเราสู้ไม่ไหว อยากตาย ดิฉันบ่นอยู่หลายครั้งกับสามี แต่สามีพูดมาหนึ่งประโยคให้ดิฉันได้คิดว่า ถ้ามาม๊าตายไป เขามีปัญญาเลี้ยงลูกจนโตได้ แต่เขาไม่มีปัญญาสอนลูกให้เป็นเด็กดีมีคุณธรรมเหมือนที่มาม๊าสอนได้ ทำให้ดิฉันได้คิด จริง ลูกเรายังเล็ก ลูกน่าจะต้องการความรักจากแม่ การสอนให้ลูกเป็นเด็กดีมันเป็นหน้าที่เรา ดิฉันจึงมีกำลังฮึดสู้อีกครั้งหนึ่ง”

ในความโชคร้ายยังมีโชคดี บุญสรวงรักษาคีโมผ่านไป 5 เดือนมีข่าวดี คือ คุณหมอตรวจอาการปรากฏว่าเธอหายดีแล้ว พร้อมที่จะหยุดให้เคมีบำบัดทันที ในช่วงเวลานั้นเธอรู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ เธอจึงได้คิดว่า การใช้ชีวิตตลอด 40 ปีที่ผ่านมานั้น ใช้แบบผิดๆมาโดยตลอด คือ การให้เวลากับงานและทุ่มเทมากเกินไป มัวห่วงกังวลแต่เรื่องของคนอื่นโดยลืมหันกลับมามองและรู้จักเรื่องจิตใจและร่างกายข้างในของตัวเราเอง

“ครั้งหนึ่งขณะที่ดิฉันกำลังให้คีโม เริ่มได้คิดว่าชีวิตเราอยากเป็นผู้รับมาตลอด แต่ไม่เคยเป็นผู้ให้เลย และเป็นวันแรกที่ดิฉันคิดถึงพระราชกรณียกิจของในหลวงที่พระองค์ทรงเป็นผู้ให้มาตลอด ดิฉันจึงตั้งใจว่า หากดิฉันหายป่วย เราจะตั้งใจทำงานเพื่อสังคมบ้าง แรงบันดาลใจที่ทำให้เราอยากหายมาจาก 3 เรื่องคือ ลูก เราอยากมีเวลาให้ตัวเอง และอุทิศตัวให้กับสังคมและพระพุทธศาสนาบ้าง”

 

มะเร็งครั้งที่ 2 เกิดที่ปอด

หลังจากบุญสรวงหายจากมะเร็งเต้านมเธอบอกกับตัวเองว่าจะไม่กลับไปทำงานอีกและขอมีเวลาและอยู่กับตนเอง เธอหันมาอ่านหนังสือธรรมะและหนังสือดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายเป็นประจำ เธอดำเนินชีวิตตามวิถีพุทธผ่านไป 5 ปีของช่วงเวลาวางใจว่ามะเร็งจะไม่กลับมาอีก พอย่างเข้าปีที่ 6 ที่เธอเชื่อว่าหายจากมะเร็งขาดแล้ว เธอทนเสียงรบเร้าจากพี่น้องให้เธอกลับไปรับผิดชอบงานของตระกูลอีก ปรากฏทำงานผ่านไปเพียง 7 เดือนร่างกายเข้าสู่ภาวะความเครียดเดิมๆ เธอพบว่า เธอกลับมาเป็นมะเร็งอีกครั้งหนึ่ง และเกิดขึ้นที่ปอด ในปี 2547 ช่วงต้นปี เมื่อตรวจพบคุณหมอแนะนำให้ผ่าตัดเอาก้อนเนื้อมะเร็งที่ปอดออกในเดือน มี.ค.ตามด้วยการรับยาเคมีบำบัดต่อไปอีก 5 เดือน

“สัญญาณที่บอกว่ามะเร็งกลับมาอีกครั้งคือ ดิฉันเป็นหวัด เจ็บคอ มีน้ำมูก ไอเรื้อรังตั้งแต่เดือน พ.ย. 2546 ถึงต้นปี 2547 ก็ยังไออยู่ทั้งๆ ที่หาหมอเปลี่ยนหมออยู่ 3 คน อาการข้างต้นน่าจะดีขึ้น ผลปรากฏกลับเป็นมากขึ้นคุณหมอสงสัยว่าดิฉันคงเป็นภูมิแพ้ไปหาหมอรักษาภูมิแพ้ก็ไม่หาย แต่ก็ยังทำงานยุ่งอยู่ และเริ่มสังเกตตัวเองว่าเราไอแปลกๆ ไอแห้งๆเหมือนมีอะไรอยู่ในปอด จึงตัดสินใจไปหาคุณหมอด้านปอด ทำการเอกซเรย์พบก้อนเนื้อใหญ่ประมาณ 5 ซม.อยู่ในปอด ตัดเอาชิ้นเนื้อไปตรวจพบมะเร็งกลับมาครั้งที่ 2 ดิฉันตกใจแต่ไม่กลัวเหมือนครั้งแรก คิดในใจ มันมาอีกแล้วเหรอ แต่จิตใจเข้มแข็งขึ้น สงสัยเป็นเพราะเรากลับมาทำงาน เราจึงเครียดและเป็นอีก”

เมื่อครั้งบุญสรวงหายจากการเป็นมะเร็งเต้านม เธอเคยเขียนหนังสือเรื่อง ขอบคุณนะมะเร็ง เพื่อเป็นวิทยาทานดูแลตัวเองอย่างไรไม่ให้ป่วยเป็นมะเร็ง เธอย้อนกลับมาดูตัวเองจึงพบว่าเธอกลับไปมีพฤติกรรมเหมือนเดิมนั่นเอง พร้อมให้กำลังใจและปลอบใจตัวเองว่า ไม่เป็นไรสู้ใหม่อีกครั้ง

 

“ดิฉันอยากรู้ว่ามะเร็งที่ดิฉันเป็นครั้งที่ 2มันลามมาจากเต้านม หรือเป็นมะเร็งใหม่เลยแต่คุณหมอ 6 คนไม่กล้าฟันธงเลย เพราะหากเกิดจาก 2 กรณี การรักษาจะต่างกัน พอเป็นมะเร็งปอดต้องรีบผ่าตัดก่อนแล้วค่อยให้ยาเคมีที่หลัง แต่พอหมอไม่กล้าฟันธง แต่คุณหมอใหญ่ที่เป็นแพทย์ประจำตัวเรา เขามีลูกชายเป็นหมออยู่ที่แวนคูเวอร์ช่วยดูผลแล็บให้ ก็ยังไม่กล้าฟันธงว่ามะเร็งเต้านมลามมาปอดหรือไม่ จากพื้นเดิมตนเองไม่ค่อยเชื่ออะไรง่ายๆดิฉันเลยตัดสินใจในฐานะที่เราไม่สบายเองโดยทำการศึกษาข้อมูลเองว่า ถ้าผ่าตัดปอดออก ชีวิตเราจะเป็นอย่างไร ในที่สุดดิฉันตัดสินใจตัดปอดออกไปบางส่วน เพราะหากให้เคมีก่อน ร่างกายเราจะอ่อนแอมาก ถ้าให้คีโมก่อนแล้วค่อยผ่าตัดร่างกายเราจะแย่แน่ๆ ดิฉันจึงตัดสินใจผ่าตัดปอดออกไปก่อน จากนั้นจึงรักษาด้วยคีโมบำบัดผ่านไปเพียง 5 เดือนมะเร็งที่บริเวณใหม่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 3”

มะเร็งครั้งที่ 3 ที่ชั้นกล้ามเนื้อบริเวณสะบักหลังขวา

เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด หลังรักษาคีโมบำบัดจากเป็นมะเร็งปอดผ่านไป 5 เดือนแต่ผลการตรวจร่างกายยังพบว่าค่ามะเร็งยังมีอยู่ในร่างกาย ซึ่งหมอได้วินิจฉัยว่ามะเร็งได้แพร่กระจายเข้าระยะขั้นที่ยาเคมีไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้มันลุกลามเข้าสู่อวัยวะส่วนอื่นของร่างกายสู่ชั้นกล้ามเนื้อ

“จากที่คุณหมอแพลนว่ามะเร็งที่ปอดต้องใช้คีโมบำบัดนานถึง 6 เดือน โดยระยะ 2 เดือนแรกต้องให้ทุกสัปดาห์ หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ครั้ง แต่พอให้ยาแค่ 3 เดือน หมอบอกว่าสงสัยมีมะเร็งเกิดขึ้นในส่วนอื่นๆ ของร่างกายเพราะค่ามะเร็งซีอีเอมันฟ้องหมดทุกตัวเลยมันขึ้นมาอีกหลังจากที่มันเคยลงไป หมอสันนิษฐานว่าสงสัยมะเร็งมันกระจายไปทั่วร่างกาย แต่ไม่รู้ว่ามะเร็งเกิดตรงไหน ดิฉันจึงต้องบินไปสแกนหามะเร็งถึงฮ่องกงซึ่งมีเครื่องมือบางชนิดที่สามารถสแกนได้ จากนั้นทางฮ่องกงส่งทั้งฟิล์มและจดหมายบอกว่า ดิฉันอาจมีปัญหาที่ถุงน้ำดี ซึ่งถุงน้ำดีอยู่ที่ตับ กับมีจุดเล็กๆ อยู่ตรงชั้นกล้ามเนื้อด้านหลังแถวๆเหนือสะบักขวา ซึ่งคุณหมอที่ไม่ใช่คุณหมอประจำตัวบอกว่า ตรงนั้นไม่น่ามีปัญหาเพราะสัญญาณที่หลังเล็กมาก แต่ปัญหาน่าจะอยู่ที่ถุงน้ำดี ในขณะนั้นคุณหมอประจำตัวดิฉันไปแคนาดาอีก 1 อาทิตย์จึงกลับ แต่หมอที่ให้ยาเคมีบำบัดบอกว่า ต้องผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกด่วน ณ เวลานั้นคนไข้คนอื่นอาจเชื่อหมอ แต่ดิฉันไม่เชื่อใครง่ายๆ เราต้องพิสูจน์เอง ดิฉันจึงไม่ยอมตัดและอยากรอหมอประจำตัวอีก 1สัปดาห์คุณหมอก็กลับ เรารอได้ พอคุณหมอประจำตัวเรากลับมา เห็นผลสแกนบอกว่าดิฉันไม่ได้มีมะเร็งที่ถุงน้ำดีนะ แต่พอทำสแกนอีกครั้ง ปรากฏเจอก้อนเนื้องอกในชั้นกล้ามเนื้อสะบักหลังขวาขนาด 2 ซม. ต้องผ่าตัดเอาออก และพบว่าก้อนเนื้อนั้นมีเซลล์มะเร็ง ซึ่งการป่วยเป็นมะเร็งครั้งที่ 2 กับ 3 ของดิฉันไล่เลี่ยกันมาก”

พึ่งวิถีธรรมชาติรักษาตนเอง

แม้จะผ่าตัดก้อนเนื้อที่กล้ามเนื้อสะบักหลังขวาออกไปแล้ว ก็ยังไม่ปลอดภัย คุณหมอให้คำแนะนำว่า จากแผนเดิมที่เคยวางไว้ต้องทำคีโมนานถึง 6 เดือน ต้องเพิ่มเป็น 9 หรือ12 เดือนเป็นอย่างน้อย ซึ่งสภาพร่างกายของเธอไม่ไหวกับการรักษาแบบคีโมอีกแล้ว เพราะรู้สึกทรมานและสภาพร่างกายเธออ่อนแอมากเธอจึงหักดบิ ตดั สนิ ใจเลิกรับยาเคมีบำบัดและหันมารักษาตนเองตามวิถีแพทย์องค์รวม

“หลังจากรักษาคีโมไป 5 เดือน หลังจากตัดปอดไปบางส่วนแล้ว ดิฉันยังไอไม่หยุด ซึ่งเป็นผลมาจากการแพ้คีโม เกิดภูมิแพ้หอบหืดขึ้นอย่างรุนแรง แพ้กลิ่นหอมและสารเคมีทุกชนิด แพ้ความเย็นความชื้น และไม่มีเรี่ยวแรงพูดปกติไม่ได้ ผมร่วงหัวล้านหมดเลย เพราะเราแพ้เคมีบำบัดอย่างรุนแรง จนรู้สึกท้อแท้หมดอาลัยตายอยาก ใจไม่สู้ เพราะเคมีมีฤทธิ์ต่อระบบประสาท รู้สึกพะอืดพะอม นอนไม่หลับ เจอเสียงดังไม่ได้ ทำให้เราขี้โมโห หงุดหงิดเครียด พอให้คีโมเข้าเดือนที่ 3 คืนหนึ่งนอนไม่หลับ อยู่ดีๆ คิดว่าเราหัวล้าน 2 รอบแล้วทำไมเราไม่ถ่ายรูปหัวล้านเก็บไว้ดูสวยๆ บ้างล่ะ จึงเป็นแรงบันดาลใจไปถ่ายรูปแต่งตัวสวยงามไปถ่ายรูปในสตูดิโอตอนอายุ 47 ปีทำให้รู้สึกว่าชีวิตลืมความทุกข์ไปได้บ้าง

แต่พอคุณหมอบอกว่า ต้องขยายการให้คีโมจาก 6 เป็น 12 เดือน เธอตอบคุณหมอไปว่า อย่าว่าแต่ 12 เดือนเลย แค่เดือนที่ 6เธอก็ไม่เอาแล้ว

 

“ดิฉันบอกคุณหมอว่า หมอไม่ใช่คนรับยา หมอไม่รู้หรอกว่าข้างในของฉันรับเคมีมากเกินไปแล้ว ฉันรับเคมีต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เพราะระหว่างให้คีโมเราต้องกินสเตอรอยด์ทุก 6ชั่วโมง และต้องมีสเตอรอยด์พ่นปากกับจมูกตลอดเวลา เพื่อป้องกันหลอดลมตีบ ร่างกายดิฉันบอบบางและเซนซิทีฟมากๆ ใช้ชีวิตปกติไม่ได้เลย ไม่มีแรงพูด ไม่มีแรงเดิน แต่น้ำหนักตอนนั้นขึ้นไปที่ 49 กก. เราตัวบวมเพราะกินสเตอรอยด์ แม้สามีกับคุณหมอจะหว่านล้อมอย่างไร ดิฉันก็ไม่ยอมให้คีโมต่อไปอย่างแน่นอน”

เพราะเธอเชื่อมั่นว่า เธอเคยดูแลตนเองให้ห่างจากมะเร็งนานถึง 6 ปี หากเธอกลับไปใช้ชีวิตแบบไม่เครียด กินอาหารดีมีประโยชน์ออกกำลังกายเป็นประจำ นอนหลับให้เพียงพอไม่ปล่อยให้อารมณ์แปรปรวน บวกกับการฝึกลมปราณเพื่อขยายปอด ขยายหลอดลมเพื่อให้ปอดแข็งแรงขึ้น และรำชี่กง เธอน่าจะมีชีวิตต่อไปได้อย่างน้อย 1-2 ปี เธอก็ดีใจแล้ว

“วิธีการรักษาตนเองแบบพึ่งตนเอง คือวิถีแพทย์ทางเลือกในแนวธรรมชาติบำบัด ซึ่งเป็นความหวังครั้งสุดท้ายในชีวิต ด้วยการควบคุมการกินอาหารให้เหมาะสมกับโรค การออกกำลังกายเป็นประจำ การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ล้างพิษออกจากร่างกายด้วยวิธีต่างๆการควบคุมอย่าให้อารมณ์แปรปรวน และสิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ดิฉันหายป่วยจากการเป็นมะเร็ง คือการนั่งวิปัสสนาสมาธิและเจริญสติเป็นประจำทุกวัน แบบเปิดโสตประสาททั้งห้า การฝึกชี่กงพลังจักรวาลหรือการเดินพลังลมปราณ ซึ่งเป็นการฝึกในเรื่องการบริหารลมหายใจและพลังชีวิตจากจักรวาล ดิฉันเริ่มรักษาตัวเองตั้งแต่เดือน พ.ย.-ธ.ค. ภายใน 2เดือน พบว่าร่างกายดีขึ้น แข็งแรงขึ้น ดิฉันบริหารลมหายใจออกกำลังกายทุกวัน”

บุญสรวงปฏิบัติตนแบบห่างไกลความเครียดมา 20 ปีแล้ว ปัจจุบันเธอก็ยังต้องไปตรวจร่างกายเป็นประจำ และไม่พบว่ามะเร็งกลับมาอีก พร้อมกับการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น นั่งวิปัสสนาและฟังธรรม

 

Leave a comment