รวมพลังค้านตัดเบี้ยยังชีพสูงวัย ถอยหลังลงคลอง-บีบลมหายใจคนชรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/432529

รวมพลังค้านตัดเบี้ยยังชีพสูงวัย ถอยหลังลงคลอง-บีบลมหายใจคนชรา

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

แนวคิดของกระทรวการคลังกำลังจะสร้างความทุกข์ร้อนให้กับคนชราในเมืองไทย

เพราะรัฐบาลกำลังจะตัดสิทธิเบี้ยยังชีพคนชราที่ได้รับกันถ้วนหน้าอยู่ที่ 600-1,000 บาทในทุกเดือนตามช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป

ทางลงสำหรับรัฐบาล คือจะแสวงหาคนจนจริงๆ เพื่อมอบเงินรายเดือนให้เหมือนเดิม อีกทั้งภาระงบประมาณที่รัฐไม่อยากจะต้องแบกอุ้มอีกต่อไป เนื่องด้วยเพราะสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ หากรัฐจ่ายเบี้ยยังชีพให้ทุกคนก็คงเป็นรายจ่ายที่สูงมหาศาล

มุมมองที่ว่านั้น ทำให้เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ เล็งเห็นว่ารัฐบาลกำลังถอยหลังลงคลอง

5 เครือข่าย ประกอบด้วย เครือข่ายผู้สูงอายุ เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายสวัสดิการชุมชน และกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ จึงร่วมกันแถลงคัดค้านนโยบายรัฐ ที่ต้องการยกเลิกเบี้ยยังชีพคนชราแบบถ้วนหน้า ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

ชุลีพร ด้วงฉิม ตัวแทนเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ กล่าวว่า ผิดหวังกับผู้นำที่มีความคิดเพียงแค่นี้กับเรื่องสิทธิมนุษยชน เราพยายามก้าวผ่านคำว่า “สังคมสงเคราะห์อนาถา” เพื่อผลักดันให้เกิดความเท่าเทียมในสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่รัฐบาลกำลังจะกลับไปทำในรูปแบบเดิม

“สิ่งที่ปรากฏคือ รัฐบาลไปไล่เบี้ยกับงบประมาณสวัสดิการถ้วนหน้า คือ ปรับลดเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จำกัดเพดานด้านสวัสดิการประชาชน แต่ไปเพิ่มงบสวัสดิการข้าราชการ หรือแม้แต่การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ละเลยการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และรัฐบาลกำลังจะเพิ่มช่องว่างและสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคมให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้น รัฐบาลต้องทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง” ชุลีพร ย้ำ

อภิวัฒน์ กวางแก้ว จากกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ให้ภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับงบประมาณบำนาญของรัฐ ว่า งบปะมาณปี 2559 กระทรวงการคลังแจ้งว่าใช้จ่ายเรื่องบำนาญรวม 2 แสนล้านบาท แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดให้ชัดเจนว่า 1.4 แสนล้านบาท ต้องเอาไปจ่ายบำเหน็จบำนาญให้ข้าราชการจำนวน 6 แสนคน ที่เหลือคือ 6 หมื่นล้านบาท คือเบี้ยยังชีพคนชราจำนวนเกือบ 10 ล้านคน ความแตกต่างจึงชัดเจนอย่างมาก

“เงิน 600 บาทแต่ละเดือน คือสิ่งที่ผู้สูงอายุรอคอย พวกเขาจะมีกินมีใช้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีเมื่อชราภาพก็อยู่ที่เงินจำนวนนี้ อย่ามาลดภาระด้วยการเพิ่มภาระให้กับประชาชน และยังมีอีกหลายทางที่รัฐจะทำได้ ทั้งจัดเก็บภาษีให้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างเป็นธรรม แล้วนำกลับมากระจายให้ประชาชนในรูปแบบสวัสดิการถ้วนหน้า ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นการลดการเหลื่อมล้ำ ดีกว่าสรรหาและเลือกจ่ายเป็นรายบุคคล” อภิวัฒน์ ฝากข้อเสนอถึงรัฐ

ส่วนประเด็นที่ว่ารัฐบาลกำลังจะไปใช้นโยบายแบบเก่า ที่เรียกว่าเป็นการถอยหลังลงคลองนั้น สมชาย กระจ่างแสง อนุกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน อธิบายว่า แนวทางของรัฐคือต้องการยกเลิกเบี้ยยังชีพคนชรา ซึ่งเป็นการจัดสวัสดิการแบบถ้วนหน้า แล้วถอยหลังไปใช้ระบบแยกแยะคนจน

รูปแบบที่รัฐต้องการนั้น ผลวิจัยจากนานาประเทศเกี่ยวกับเรื่องการค้นหาคนจนเพื่อช่วยเหลือด้านสวัสดิการนั้น ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า เป็นวิธีการที่ต้องใช้งบประมาณที่สูงอย่างมาก และจะมีปัญหาคอร์รัปชั่นตามมาในอัตราที่สูงเช่นกัน เพราะหากคนจนสนิทกับใคร หรือนักการเมืองท้องถิ่นต้องการฐานเสียง ก็จะให้สิทธิกับพวกพ้องที่เป็นคนจนของตนเองเท่านั้น

สมชาย เสริมว่า มันเป็นการสร้างระบบพรรคพวก ตอกหมุดระบบอุปถัมภ์ และไม่มีหลักประกันว่าคนที่จำเป็นจะได้รับเงินจริง ดังนั้น ผมคัดค้านนโยบายนี้ และขอให้รัฐทบทวน รวมถึงออกมาชี้แจงต่อประชาชน พร้อมทั้งเร่งรัดการจัดหารายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าที่จะตัดลดสวัสดิการของประชาชน

อีกด้านจากมุมมองของผู้ใช้แรงงาน เมื่อรับทราบถึงแนวคิดของภาครัฐ พวกเขาเองก็รับรู้ถึงความน่ากลัวไม่น้อย เพราะนั่นย่อมหมายถึงว่า “บำนาญ” ที่เป็นสวัสดิการถ้วนหน้ากำลังจะหายไป แรงงานที่ใช้แรงเพื่อแลกเงินมาเกือบทั้งชีวิต เมื่อถึงยามเกษียณ การยังชีพอาจจะต้องรอคอยโชคชะตา

“ประชาชนทุกคนก็สร้างรายได้และความมั่งคั่งให้กับประเทศชาติ โดยเฉพาะชนชั้นแรงงานที่ได้ค่าจ้างเพียงแค่ขั้นต่ำ ขณะเดียวกันก็เป็นเพราะแรงงานนี่เองที่ทำให้ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม เติบโตมีกำลังให้กลุ่มนายทุนร่ำรวยกันถ้วนหน้า แต่แรงงานที่เป็นฐานรากให้เศรษฐกิจมาตลอดชีวิต เมื่อยามชราภาพรัฐก็ควรให้ความสำคัญ ขอบำนาญเป็นหลักประกันพื้นฐานอย่างถ้วนหน้าเหมือนกับข้าราชการ” หนูเกณ อินทจันทร์ เครือข่ายสลัม 4 ภาค ให้ความเห็น

ไม่ต่างจาก อุบล ร่มโพธิ์ทอง เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เสริมว่า ในมุมของกระทรวงการคลังที่แจ้งว่าได้ดำเนินการสร้างระบบการออมเพื่อบำนาญในรูปแบบกองทุนการออมแห่งชาตินั้น ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว และควรพัฒนาให้กองทุนนี้มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและทำได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม และขณะเดียวกันในระยะยาวจำเป็นต้องมีมาตรการให้ประชาชนออมได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อเกษียณไปแล้วก็ได้รับบำนาญในจำนวนที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

“แต่แนวคิดที่จะยกเลิกเบี้ยคนชราเป็นอะไรที่ยอมรับไม่ได้ ถือเป็นการถอยหลังลงคลอง และรัฐจะสร้างความมืดมิดต่ออนาคตความมั่นคงในชีวิตของคนชรา” อุบล ย้ำ

บทสรุปของเครือข่ายฯ เสนอให้รัฐบาลทบทวนเบี้ยยังชีพคนชรา อย่าตัดทิ้งเพียงเพราะเห็นว่าจะเป็นภาระทางเศรษฐกิจของประเทศ แทนที่รัฐจะสร้างฐานเศรษฐกิจเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ลดช่องว่างด้านรายได้ ความไม่เท่าเทียมด้านโอกาส แต่กลับเลือกใช้วิธีปรับลดงบ เป็นการลดทอนสิทธิประชาชน จึงเรียกร้องให้ทบทวนนโยบายนี้ เพื่อให้เกิดระบบการบำนาญแห่งชาติที่เป็นรูปของกฎหมาย เพื่อสิทธิที่ครอบคลุมทุกคนของประเทศอย่างเท่าเทียม และมีศักดิ์ศรีไม่ต่างกัน

 

Leave a comment