วิกฤตสื่อละเมิดจรรยาบรรณ ขอแก้ปัญหากันเองดีกว่าให้รัฐควบคุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/433979

วิกฤตสื่อละเมิดจรรยาบรรณ ขอแก้ปัญหากันเองดีกว่าให้รัฐควบคุม

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

การทำหน้าที่ของสื่อมวลชน คือ ต้องนำเสนอข่าวสารความจริงไปสู่สังคมควบคู่ไปกับความรับผิดชอบ ทว่า ที่ผ่านมาด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปเมื่อทีวีดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจึงทำให้ในสนามข่าวของสื่อนั้นมีการแข่งขันเข้ามาจนบางครั้งทำให้คำว่า เรตติ้ง มีความสำคัญมากกว่า จรรยาบรรณ อย่างที่เห็นการทำหน้าที่ของสื่อจากเหตุการณ์การเสียชีวิตของดาราดัง รวมถึงการถ่ายทอดสดเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่สื่อถูกวิจารณ์หนักกรณีอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร พยายามฆ่าตัวตาย

สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการ กสทช. กล่าวในงานเสวนา “สื่อในวิกฤติ…ทางออกประเทศไทย?” ว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มมีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมสื่อในกลุ่มนี้ก็มีการนำเสนอข่าวสารได้อย่างเสรี สามารถพูดอะไรก็ได้หากเทียบกับก่อนหน้านี้ที่สื่อหลักมักจะคอยดูแลควบคุมกันเองและทาง กสทช.ก็จะคอยดูแลกำกับสื่อในระบบใบอนุญาตให้คอยอยู่ในกติกา แต่หลังจากวันที่ 22 พ.ค.2557 ทิศทางของ กสทช.ก็ต้องดำเนินในอีกทิศทางหนึ่งคือต้องเปลี่ยนบทบาทมาคอยควบคุมสื่อให้เงียบงัน

อย่างไรก็ตาม 2 ปีที่ผ่านมา สื่อมักเรียกร้องหาสิทธิเสรีภาพมาโดยตลอด จนมาเกิดเหตุการณ์ล่าสุด ซึ่งมีผู้เสนอให้ กสทช. ระงับสัญญาณช่องที่ถ่ายทอดสด วิธีนี้น่าจะยากและต้องทำกันถึงขนาดนั้นหรือ ทุกฝ่ายควรช่วยกันเสนอทางออก เส้นแบ่งของเสรีภาพก็คือไม่ไปละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนผู้อื่น แต่เทคโนโลยีก็ไปไวมาก กำกับยากมากขึ้น แต่ปกติทางเฟซบุ๊กจะมีระบบแบนรูปหรือเนื้อหาที่ขัดกฎที่เขาวางไว้อยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเรื่องที่แจ้งขัดกฎของเฟซบุ๊กหรือไม่

สุภิญญา  กล่าวว่า ไม่ใช่ครั้งแรกซึ่งเมื่อมีการถ่ายทอดสดเหตุการณ์ที่ไม่เหมาะสมออกไป กสทช.จึงต้องนำอำนาจพิเศษซึ่งถือว่าหนักมาสั่งระงับการออกอากาศ ถึงแม้บางครั้งจะเสมือนการล้ำเส้นที่ปล่อยให้รัฐเข้าไปแทรกแซงสื่อและเป็นสิ่งที่รัฐไม่ควรทำ แต่เมื่อเกิดปัญหาควรจะต้องหาทางออกโดยเร็ว ส่วนเรื่องจรรยาบรรณต้องให้องค์กรวิชาชีพที่เกี่ยวข้องมาดูแลว่าควรทำอย่างไรหรือจะอยู่กันไปแบบนี้เพราะการที่สื่อทำอะไรก็ได้เพื่อให้อยู่รอด บางครั้งอาจทำให้มาตรฐานนั้นลดลง ตอนนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องช่วยกันคิด

เทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย มองว่า สื่อมวลชนที่ผ่านมาถูกตั้งความหวังจากสังคมว่าจะเป็นผู้เข้ามาช่วยแก้วิกฤตปัญหา แต่ปัจจุบันสื่อบางครั้งก็เปรียบเสมือนวิกฤตเองหรือบางครั้งสื่อก็ตกอยู่ในวิกฤตด้วย ดังนั้นการแก้ปัญหานี้สื่อควรจะต้องกลับไปดูที่หลักการพื้นฐานในเรื่องจริยธรรมและแนวการทำงานว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควร รวมถึงต้องหลีกเลี่ยงการนำเสนอที่ไม่เหมาะสมซึ่งบางครั้งเรื่องพื้นฐานเหล่านี้ถูกมองข้ามไป

ขณะที่วงการสื่อปัจจุบันมีการแข่งขั้นสูง เทพชัย ชี้ว่า การทำข่าวดี มีประโยชน์ก็สามารถดึงเรตติ้งขายได้ ไม่จำเป็นต้องใช้เฉพาะเรื่องที่รุนแรงอย่างเดียว ซึ่งที่ผ่านมาสมาคมฯ พยายามดูแลมาตลอดแต่ถึงอย่างไรการแก้ปัญหานี้คงต้องให้สมาชิกองค์กรสื่อมาหาร่วมกันหาแนวทางที่ชัดเจนเพื่อไว้เป็นกรอบการทำงานของสื่อ ส่วนที่สังคมมองว่าควรนำกฎหมายหรือตั้งองค์กรใดมาควบคุมลงโทษสื่อหรือไม่ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เพราะจะทำให้การเมือง อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงสื่อได้ ซึ่งคิดว่าคนในสังคมก็ไม่อยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ดังนั้นสื่อก็ควรที่จะต้องทำให้สังคมมั่นใจว่าสื่อสามารถดูแลกันเองได้

เขมทัตต์ พลเดช นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ชี้ว่า ถ้าปัญหานี้ไม่ถูกแก้ก็อาจเป็นวิกฤตเกิดขึ้นมาอีกเพราะที่ผ่านมาเกิดจากผู้ส่งและผู้รับสารไม่มีความเข้าใจในเรื่องของจริยธรรมจึงเกิดการช่วงชิงโอกาสซึ่งกันและกัน ประกอบกับการขยายตัวของสื่อขณะนี้มีมากขึ้น ดังนั้นเรื่องเหล่านี้ควรต้องถูกควบคุม และเป็นวิกฤติที่องค์กรสื่อควรช่วยกันดูแล

วิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นวิกฤติหนึ่งดังนั้นต้องทบทวนว่าสิ่งที่เกิดขึ้น คืออะไรและจะเร่งกู้วิกฤตนี้อย่างไร สิ่งที่ต้องทำ คือ  บรรณาธิการ (บก.) ผู้บริหารสื่อ ควรจะต้องเอาจริงเอาจัง มิฉะนั้นนักข่าว ช่างภาพซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานจะลำบากที่สุด ทุกฝ่ายต้องมาทบทวนร่วมกันหาทางออกที่เหมาะสม ส่วนด้านการแข่งขันในสนามสื่อที่มีความรุนแรงหลังเกิดเหตุการณ์นี้ที่ไม่ใช่เรื่องใหม่ซึ่งทุกฝ่ายควรต้องทำแนวปฏิบัติให้ชัดเจนและนำบทเรียนมาช่วยกันแก้ไข

พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า กมธ.ที่เข้ามาดูแลเรื่องการปฏิรูปสื่อฯ ของ สปท. ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือสื่อออนไลน์ที่ยุคปัจจุบันเข้าถึงทุกพื้นที่ทั่วโลกแม้จะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่ควรต้องรู้เท่าทันสื่อรูปแบบใหม่นี้เช่นกัน

“รัฐจำเป็นต้องหากลไกทางกฎหมายเพื่อควบคุมสื่อ หากดูจากอาชีพ อย่างเช่น แพทย์ พยาบาล ทนายความ เป็นต้น ต่างมีใบอนุญาตวิชาชีพ แต่สื่อมวลชนไม่มี จึงต้องมีกลไกบางอย่างออกมาทำให้เรียบร้อย ซึ่ง สปท.กำลังพิจารณาปรับแก้ พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียง โทรทัศน์ พ.ศ.2551 ให้มีความทันสมัยมากขึ้นและทาง กมธ.ปฏิรูปสื่อฯ หลายคนก็กำลังมองว่าควรจะต้องมีกลไกลอะไรมาบริหารควบคุมที่ชัดเจนหรือไม่” พล.อ.อ.คณิต กล่าว

สุดารัตน์ ดิษยวรรธนะ จันทราวัฒนากุล  คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า ภาพลักษณ์ของสื่อไทยค่อนข้างแย่ ประกอบกับเมื่อนักศึกษารุ่นใหม่ได้ไปฝึกงานก็พบว่า การทำงานของสื่อมวลชนรุ่นพี่ปัจจุบัน ไม่ตรงกับทฤษฎีในตำรา วิกฤตของสื่อตอนนี้ เกิดจากการเปลี่ยนไปของเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วจนบางคนปรับตัวไม่ทัน และลืมมองว่าการถ่ายทอดสดนั้นมีขอบเขตแค่ไหน

“การเรียกเรตติ้งเพื่อให้สปอนเซอร์เข้ามา เปรียบเสมือนแย่งเค้กก้อนเดียว ซึ่งเทียบสัดส่วนแล้ว มีน้อยกว่าจำนวนคนที่ต้องการมากจึงต้องทำให้เกิดการแข่งขันที่เสนอความแปลกใหม่ วิกฤตครั้งนี้แต่ละองค์กรด้านสื่อควรสร้างแนวทางที่ชัดเจนขึ้นว่าจะนำเสนอข่าวอย่างไรหรืออาจต้องร่วมกันหามาตราการในเรื่องบทลงโทษด้วย” นักวิชาการด้านสื่อ กล่าว

 

Leave a comment