ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
22 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/433222

โดย…สุภชาติ เล็บนาค
ประเด็นสังคมเป็นอีกหนึ่งวาระใหญ่ที่ คสช.รับประกันว่าจะเกิดการปฏิรูปอย่างแน่นอน ตั้งแต่การศึกษา คุณภาพชีวิต สาธารณสุข รวมถึงการจัดระเบียบสังคม ตั้งแต่ชายหาด วินมอเตอร์ไซค์ วินรถตู้ แท็กซี่ และระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดดูจะยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก รวมถึงยังติดอยู่ในหล่มเดิมๆ ตลอดมา
การศึกษา แค่ตั้งกรรมการชุดใหม่
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ปรารภไว้แต่แรกว่า ต้องการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น โดยต้องไม่เน้นการท่องจำ และต้องปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนโดยเน้นนักเรียนเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ คสช.ทำอันดับแรกก็คือการปลูกฝัง “ค่านิยม 12 ประการ” เพื่อสอดแทรกให้นักเรียนท่องจำขึ้นใจ มีเนื้อหาตั้งแต่การปลูกฝังความรักชาติ-ปลูกฝังความเป็นไทย จนสามารถแต่งเป็นเพลง แต่งเป็นกลอน ปลูกฝังเด็กตั้งแต่ระดับอนุบาล-มัธยม
หนึ่งปีแรกผ่านไป รมว.ศึกษาธิการถูกเปลี่ยนตัวจาก พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย มาเป็น พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ กระทรวงศึกษาธิการ ก็เริ่มนโยบายใหม่ “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” จากเดิมเรียนในห้องเรียน 30-35 ชั่วโมง/สัปดาห์ ไปสู่การเรียนในห้องเรียน 22 ชั่วโมง/สัปดาห์ โดยเพิ่มกิจกรรมพัฒนาทักษะผู้เรียนในชั่วโมงที่เหลือ 8-13 ชั่วโมง/สัปดาห์ ซึ่งเพิ่งเริ่มต้นเมื่อช่วงเปิดเทอม 2559 ที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน การปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ยุบคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาและคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) และตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงในภูมิภาค โดยให้ รมว.ศึกษาธิการเป็นประธานแทน รวมถึงตั้งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเพื่อรับโอนอำนาจเดิมมาทำต่ออีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิจัยอาวุโส ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้อาจลดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของผู้มีส่วนได้เสียลง และเน้นการสั่งการจากส่วนกลางมากขึ้น เนื่องจากกรรมการในคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด 20-22 คน มาจากหน่วยงานราชการ 13 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 1-3 คน โดยมีตัวแทนภาคเอกชนและประชาสังคมเพียง 4 คน และมีตัวแทนครูเพียง 2 คน ซึ่งไม่น่าจะสามารถสะท้อนความเห็นที่ครอบคลุมการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงอาชีวศึกษาได้
นอกจากนี้ การคัดเลือกตัวแทนประชาชนและครูเข้าร่วมก็ยังไม่ชัดเจน โดยอาศัยคำสั่งกำหนดเพียงให้รัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งตามความเห็นชอบของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งสุดท้ายอาจไม่ใช่ตัวแทนที่แท้จริงของพื้นที่ และคำสั่งดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่า “ส่วนกลาง” พยายามกระชับสายการบังคับบัญชาให้แน่นขึ้นจากการแต่งตั้งสำนักงานศึกษาธิการภาค ทำหน้าที่รับคำสั่งและนโยบายจากส่วนกลางลงไปยังจังหวัด
แต่การปฏิรูปการศึกษายุค คสช.ยังไม่จบแค่นี้ เพราะคณะกรรมการ “ประชารัฐ” ได้กำหนดหนึ่งหัวข้อการยกระดับ “คุณภาพวิชาชีพอาชีวศึกษา” รัฐบาล ศธ.ยังได้ร่วมมือกับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือ เอสซีจี เพื่อจัดทำแผนการจัดระบบการศึกษาอาชีวะใหม่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ รวมถึงในทีมด้าน “การศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ” ก็มี ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น มาร่วมเป็นหัวเรือใหญ่ ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งขณะนี้หลายจังหวัด ทรูก็เริ่มเข้าไปอบรมครูและโรงเรียนต่างๆ ถึงแผนของนโยบายประชารัฐที่จะร่วมจัดการการศึกษาแบบใหม่แล้ว
2 ปีที่ผ่านมา ระบบการศึกษาภายใต้ คสช.อาจยังไม่คืบหน้ามากนัก แต่ยังมีเรื่องให้ต้องติดตาม โดยเฉพาะการจัดโครงสร้างการบริหารข้าราชการใหม่ และการนำเอาเอกชนเข้ามามีบทบาทสำคัญในระบบการศึกษาครั้งนี้
สาธารณสุขยังวนอยู่ในอ่าง
อีกหนึ่งประเด็นที่รัฐให้ความสนใจ หนีไม่พ้นเรื่องการจัดการระบบสาธารณสุขของประเทศ หลังจากมีปัญหาคาราคาซังมานาน ตั้งแต่ปลายรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่าง กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ทำหน้าที่ดูแลระบบหลักประกันสุขภาพ หรือระบบ “บัตรทอง” ซึ่งถูกโจมตีอย่างมากว่ามีการใช้เงินผิดประเภท และหนักข้อถึงขั้นโดนกล่าวหาว่า “ทุจริต” เช่นเดียวกับหน่วยงานอย่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งก็โดนหน่วยงานตรวจสอบไล่บี้เช่นกัน
หลังรัฐประหารไม่นาน ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ซึ่งทำหน้าที่ภายใต้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ก็เข้าตรวจสอบทั้งสองหน่วยงานทันที ก่อนจะพบว่าไม่มีการทุจริต แต่มีเรื่องการใช้เงิน “ผิดประเภท” ซึ่งก็เป็นมุมมองที่แตกต่างระหว่างรัฐบาลกับองค์กร “ตระกูล ส.” เครือข่าย นพ.ประเวศ วะสี
ขั้นตอนการตรวจสอบ สปสช. ได้ทำให้ นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. ต้องถูกคำสั่ง มาตรา 44 พักการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึง สปสช. ถูกจำกัดการทำหน้าที่หลายอย่าง รวมถึงการใช้เงินเพื่อจ่ายค่าล่วงเวลาแพทย์กรณีล้างไตช่องท้อง หรือการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ให้บริการ กรณีได้รับความเสียหายจากการให้บริการ
แม้ความขัดแย้งจะถูกพักลง หลัง นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อดีตปลัด สธ. เกษียณอายุราชการ และเลขาธิการ สปสช.พ้นจากหน้าที่ แต่สงครามรอบใหม่ก็ยังคงอยู่ เมื่อ คสช.เตรียมแก้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยเพิ่มอำนาจหน่วยงานราชการมากขึ้น รวมถึงแนวคิดการให้ “หลักประกันสุขภาพ” เป็นของ “ผู้ยากไร้” ก็ยังคงดังระงม เพราะมีการบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย
ส่วนองค์กรอย่าง สสส. ก็มีสถานะไม่ต่างกัน กระบวนการตรวจสอบได้ทำให้ ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการฯ ต้องลาออก ขณะเดียวกัน ตำแหน่งบอร์ด สสส. 7 คน ได้ถูกมาตรา 44 ให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ และจนถึงขณะนี้ก็ยังมีความพยายามในการแก้ พ.ร.บ.กองทุนฯ โดยหลายฝ่ายจับตาว่าอาจมีเป้าประสงค์ให้องค์กร สสส.ใช้ระบบภาษีตามปกติ ไม่ใช่รับจากเหล้า-บุหรี่ โดยตรงเหมือนเคย
ด้านนโยบาย สธ. พบว่ายังไม่มีความคืบหน้าเท่าไรนัก ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาโรงพยาบาลเอกชนราคาแพงได้ชะงักไปแล้ว เช่นเดียวกับโครงการ “เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ดีทุกสิทธิ์” ซึ่งปัจจุบัน ยังคงตกลงกับโรงพยาบาลเอกชน ในการคิดอัตราค่ารักษาพยาบาลกรณีป่วยฉุกเฉินไม่ได้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวคาราคาซังมานานนับปี

จัดระเบียบสังคม-ทวงคืนผืนป่า ทำไม่สุด
หนึ่งในประเด็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ความสนใจ อย่างการจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ รถตู้สาธารณะ ดูเหมือนจะได้รับการแก้ไขในช่วงแรก โดยการส่งเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปคุมพื้นที่อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม 2 ปีให้หลัง เสียงเรียกร้องเกี่ยวกับการคิดค่าโดยสารเกินจริง การโดนผู้ใช้รถสาธารณะเอาเปรียบ รวมถึง “ทัศนะอุจาด” บริเวณชายหาด สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม
เสียงเรียกร้องจากผู้ใช้บริการแท็กซี่และผู้ใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์ยังคงเหมือนเดิม ขณะเดียวกันผู้ให้บริการวินมอเตอร์ไซค์ก็ยังต้องเสียค่าวิน เสียค่าคุ้มครอง ให้กับ “เจ้าหน้าที่” ทุกระดับ โดยที่ไม่มีใบเสร็จ ส่วนรถตู้สาธารณะที่มีความพยายามในการควบคุมจุดจอดและพยายามจะยกเลิกนั้นก็ยังคงวิ่งปกติ รวมถึงยังคงมีข่าวอุบัติเหตุ และผู้เสียชีวิตอยู่เกือบทุกสัปดาห์
จนถึงปัจจุบันยังไร้แนวทางว่าในระยะยาว การจัดระเบียบสังคมจะทำอย่างไรต่อไป และจะเดินหน้าไปทางไหนต่อ
ส่วนการทวงคืนผืนป่านั้น พบว่าหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคอีสาน ชาวบ้านจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการถูกทหารเข้าไปไล่ที่ โดยหาว่าเป็นนายทุนเข้าไปตั้งถิ่นฐานโดยผิดกฎหมาย ตั้งแต่ที่ จ.สกลนคร บุรีรัมย์ ชัยภูมิ และอำนาจเจริญ ซึ่งชาวบ้านอาศัยอยู่มานานหลายชั่วอายุคน กลับถูกคำสั่ง คสช.ไล่ออกนอกพื้นที่ ทั้งที่ชาวบ้านยืนยันในสิทธิ ขณะที่บางพื้นที่ยังอยู่ระหว่างการรอพิสูจน์สิทธิ
การไล่ที่ชาวบ้านเกิดขึ้นพร้อมๆ กับคำถามเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติ เพราะในบางพื้นที่ที่เป็นของนายทุนจริงๆ กลับไม่มีการดำเนินการอย่างเดียวกัน