ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
16 มิถุนายน 2559 เวลา 10:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/437736

โดย…โยธิน อยู่จงดี
ค่อนข้างเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ในอนาคตเงินฝากบัญชีออมทรัพย์ของพวกเราทุกคนจะมีดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ เมื่อถึงเวลานั้นธนาคารอาจจะต้องเปลี่ยนชื่อบัญชีออมทรัพย์เป็นบัญชีฝากทรัพย์ เพราะเป็นบัญชีที่เราไปฝากเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้ผลตอบแทนอะไรกลับมา แถมจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการใช้บริการกับธนาคารอีกด้วย และเมื่อถึงเวลาที่ดอกเบี้ยบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารเป็นศูนย์ขึ้นมาทุกธนาคารจริงๆ เราควรจะปรับตัวอย่างไร
เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเงินของเรา
ผศ.ดร.โอปอล์ สุวรรณเมฆ อาจารย์ประจำคณะการบริหารและจัดการ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แนะนำว่า ดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทนของการฝากเงินที่หลายคนคาดหวังกับธนาคารมานาน แต่พอเกิดเหตุการณ์ดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์เป็นครั้งแรก ก็ต้องเรียกได้ว่าเป็นเคสที่ธนาคารแห่งนั้นให้ความเสียสละกับสังคมไทยอย่างมาก ยอมเจ็บตัวเป็นเจ้าแรก แต่สามารถกระตุ้นให้คนไทยหันมาให้ความสนใจด้านการออมเงินกันทั้งประเทศ
“อันที่จริงแล้วการมีดอกเบี้ยเงินออมศูนย์เปอร์เซ็นต์นั้น ในต่างประเทศมีมานานแล้ว อย่างประเทศญี่ปุ่นดอกเบี้ยเงินออมของเขานั้นเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์มาเกือบ 20 ปี ในยุโรปหลายประเทศก็เป็นแบบนี้เช่นกัน ถือเป็นเรื่องธรรมดาอย่างมากในโลกเงินในปัจจุบัน
แต่ปัญหาก็คือสถาบันทางการเงินต่างๆ ไม่ได้ให้ความรู้เรื่องการเงินมากพอ ทำให้เกิดกระแสการต่อต้านอย่างรุนแรง คนญี่ปุ่นในช่วงหนึ่งเขามีเงินมากจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว พอถึงจุดหนึ่งที่เศรษฐกิจของเขาชะลอตัว แต่คนญี่ปุ่นมีรายได้สูงก็เอาเงินไปฝากธนาคารกันหมด ธนาคารรับฝากเงินมากๆ ก็ไม่รู้จะเอาเงินไปลงทุนอะไร ก็ต้องคิดค่าฝากค่าธรรมเนียมรายปี ดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์เพื่อให้คนญี่ปุ่นเอาเงินไปลงทุนทำอย่างอื่นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น

มองย้อนกลับมาที่บ้านเรา การที่ดอกเบี้ยเงินออมต่ำ ก็แสดงสิ่งที่สะท้อนสภาวะเศรษฐกิจได้อย่างดีว่าซบเซาอย่างหนัก แต่การที่เราจะไปวิตกกับดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์นั้นคงไม่ใช่
เราต้องมองบริการของธนาคารเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ที่มีหลากหลายประเภท มีผลตอบแทน รูปแบบการใช้ และเงื่อนไขที่เราต้องศึกษาและยอมรับในจุดนั้นให้ได้ และเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับเรามากที่สุด ในคนทั่วไปที่ไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนมาก ก็อาจจะต้องดูว่าเราอายุ เงินเดือน และภาระที่มีจะเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของธนาคารในรูปแบบไหน แต่ที่แน่ๆเราอาจจะต้องแบ่งเงินเป็น 2 ก้อน ก้อนแรกสำหรับการใช้เงินหมุนเวียนต่อเดือนหรือเงินใช้จ่าย ก้อนต่อมาจึงเป็นเงินเก็บ ที่เราจะเอาไปใช้ลงทุนในส่วนที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า
ทีนี้สำหรับการเลือกการฝากในส่วนเฉพาะของออมทรัพย์ เราต้องเลือกที่ให้ดอกเบี้ยกับเราบ้างในกรณีที่ยังมีตัวเลือก แต่ถ้าวันหนึ่งไม่มีดอกเบี้ยให้เราเลย ก็ต้องไปดูในเรื่องของการบริการธนาคาร ว่าค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ มีบริการอะไรให้เราบ้าง โอน ถอน ฟรีค่าธรรมเนียมแค่ไหน ก็จะต้องไปเลือกดูในจุดนั้น ถ้าเงินของเราเป็นเงินที่ต้องใช้อยู่แล้วก็ไม่ต้องไปกังวล ถือว่ารับได้ไม่ว่ากัน แต่ถ้าได้ดอกเบี้ยบ้างก็ดี
ในเรื่องของการลงทุน เราก็ต้องแยกว่าเราอยากจะเล่นกองทุน พันธบัตร หรือเล่นหุ้นสำหรับคนที่ไม่มีความรู้เรื่องการเงินมากนัก ก็แนะนำเล่นหุ้นที่มีเงินปันผลที่ดี จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องความผันผวนของตลาดหุ้นมากนัก แต่สิ่งสำคัญที่อยากจะฝากบอกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือการให้ความรู้เรื่องการเงินกับประชาชนให้มากๆ เพราะในปัจจุบันมนุษย์เงินเดือนทำงานเก็บเงินไปโดยที่ไม่รู้เลยว่ามันกลายเป็นสิ่งสูญเปล่าในอนาคต เพราะเขาเก็บเงินไม่ถูกที่ และคนรากหญ้าเองที่ไม่เคยรู้จักวิธีการเก็บเงินเลย เขาจะมีชีวิตต่อไปอย่างไรในอนาคต”
กฤษฎาพัฒน์ สิริกฤษสวัสดิ์
ชีวิตมีทางเลือกมากกว่านั้น
กฤษฎาพัฒน์ สิริกฤษสวัสดิ์ ผู้ประกาศข่าวช่อง 2 และนักแสดงอิสระให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า เรื่องนี้ไม่กระทบกับเขาแน่นอน “เพราะผมเป็นคนรุ่นใหม่ พอที่จะรู้ว่ามีตัวเลือกทางการเงินอื่นๆ ที่ดีกว่าบัญชีออมทรัพย์ เวลาเก็บเงินผมก็ต้องดูก่อนว่าเราจะเอาเงินไปทำอย่างอื่นอะไรบ้าง มีการออมแบบไหนที่ให้ดอกเบี้ยที่ดีกว่าเดิม เพราะถ้าเราออมแล้วเราได้ดอกเบี้ยก็ถือว่าเราได้กำไรจากออมตรงนั้น ถ้าไม่ได้สำหรับตัวผมแล้วก็ไม่เป็นไร เพราะผมคิดว่าธนาคารเป็นที่ให้เราเก็บเงินเท่านั้น
ดังนั้น เรื่องดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ไม่มีผลกระทบอะไรกับผมแน่นอน เพราะว่าผมฝากเงินในจุดอื่นที่สามารถทำเงินให้ต่อเงินโดยที่เราไม่ต้องไปคอยกังวลเรื่องดอกเบี้ยขึ้นหรือลง เพราะเรื่องการลงทุนเป็นเรื่องที่เราต้องศึกษา อย่างตอนนี้ผมมองในเรื่องเงินฝากประจำ 3 เดือน และกำลังมองหาการลงทุนในส่วนอื่นๆ ในอนาคตว่าจะลงทุนในกองทุนต่างๆ เมื่อถึงเวลานั้นก็คงต้องไปดูกันอีกทีว่าจะลงทุนในกองทุนไหนครับ นอกจากการลงทุนแล้วในแง่ของการทำธุรกิจส่วนตัว ผมมองเรื่องของการทำอาหาร ผมอาจจะเปิดร้านอาหาร หรือเป็นร้านกาแฟกับเบเกอรี่ ซึ่งถึงตอนนั้นเราคงต้องมองกันอีกทีว่าผมจะเอาเงินไปลงทุนอะไร แต่ที่แน่ๆ ผมคงไม่เอาเงินไปคาดหวังกับการฝากออมแน่นอน”
ใช้เงินให้งอกเงยแบบคนรุ่นใหม่
ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ให้คำแนะนำกับคนทั่วไปที่ไม่มีความรู้เรื่องการเงินว่า คนทั่วไปต้องบังคับใส่ใจในช่องทางของการออมเงินมากขึ้น แทนที่ระบบการคิดเดิมๆ ว่า ทำงานมาเหนื่อยๆ ต้องเอาเงินมาเก็บมาออมในธนาคารจะได้ปลอดภัย เอาดอกเบี้ย 4-5 เปอร์เซ็นต์ก็พอแล้ว
“เดี๋ยวนี้เราคิดแบบนั้นไม่ได้แล้ว เราจะต้องใส่ใจในเรื่องการลงทุน หาความรู้มากขึ้นว่ามีผลิตภัณฑ์ทางการเงินอะไรบ้างที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากที่เป็นอยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องไปเล่นหุ้น ลงทุนในกองทุน
เพียงแต่การลงทุนทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กรอบความเสี่ยงที่พวกเขารับได้ ผมคิดว่าทุกคนจะต้องเจอ แต่สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับบ้านเราประเทศเดียว มันเกิดขึ้นมาทั่วโลกแล้ว แต่ในบ้านเรานั้นถือว่ามาช้ากว่าเพื่อน แต่ในอนาคตเราจะต้องเจอกับภาวะเช่นนี้แน่นอน ซึ่งหน้าที่ของทุกคนคือต้องหาความรู้ด้านผลิตภัณฑ์ทางการเงินจากแหล่งข้อมูลความรู้เบื้องต้นในอินเทอร์เน็ต
ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์
อย่างไรก็ตาม การปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญโดยเข้าไปขอคำปรึกษากับธนาคารต่างๆ เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจในการหาข้อมูลที่ดีกว่า แล้วค่อยกลับมาคิดว่าการลงทุนในส่วนอื่นๆ นั้นตรงกับจริตการออมของเราหรือไม่ แต่สำคัญคืออย่าเอาเงินทั้งหมดไปอยู่ในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงนั่นเอง
“แล้วถ้าดอกเบี้ยออมทรัพย์เหลือศูนย์ คนทั่วไปจะต้องรีบถอนออกไปฝากธนาคารอื่นหรือไปฝากในบัญชีประเภทอื่นไหม ตรงนี้ผมมองว่าไม่จำเป็น เพราะในปัจจุบันบัญชีประเภทออมทรัพย์นั้นเป็นบัญชีที่ใช้เพื่อความคล่องตัวทางการเงิน ฝากเข้า โอน ถอน ใช้จ่ายเงินหมุนเวียนก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้บัญชีอื่น
แต่ถ้าคุณมีเงินก้อนหนึ่งที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ในระยะยาว การเก็บเงินในบัญชีออมทรัพย์ก็ไม่เหมาะสมกับคุณเช่นกัน เพราะเป็นบัญชีที่ไม่เกิดดอกออกผล ต้องไปฝากในบัญชีประเภทอื่นที่ให้ดอกเบี้ยที่ดีกว่าตรงนั้นแทน แต่คำแนะนำก็คือควรมีเงินฝากในออมทรัพย์แค่เพียงพอต่อการหมุนเวียนเงินสด แต่การจะกระจายเงินเก็บไปอยู่ตรงไหนบ้างนั้น ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่ามีแผนการใช้เงินอย่างไรบ้าง
สำหรับคนที่ไม่เคยออม ผมแนะนำว่าเราควรเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตในแง่ของการใช้เงิน จากแทนที่เราจะใช้เงินมีเหลือเท่าไหร่ค่อยเก็บ ก็เปลี่ยนมาเป็นเก็บเงินก่อนแล้วค่อยใช้ เช่น เรามีเงินเดือน 3 หมื่นบาท ก็ดึงมาเก็บในทันที 5,000 บาท เราก็จะใช้เงินเท่าที่มีอยู่ในมือประมาณ 2.5 หมื่นบาท

คนที่เล่นหุ้นไม่เป็น บริหารเงินไม่เป็น ไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนเลย ผมแนะนำให้เป็นการลงทุนในการซื้อตราสารหนี้ระยะสั้นหรือกลาง หรือจะซื้อพันธบัตรรัฐบาล 2 ปีที่มีดอกเบี้ยที่ดีกว่า ผมว่าเป็นจุดเริ่มต้นการลงทุนที่ดี พอเราเริ่มคุ้นเคยกับการลงทุนค่อยขยับไปเล่นตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หรือขยับไปเล่นหุ้นเลยก็เป็นอีกทางออกหนึ่ง ซึ่งต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และคุ้นเคยกับมันพอสมควร
ส่วนกองทุนอาร์เอ็มเอฟ กับแอลทีเอฟ จะเป็นการลงทุนในระยะยาวและมีเงื่อนไขของการล็อกเวลา ดังนั้นคนทั่วไปที่ต้องการหมุนเงินในระยะสั้นนั้นอาจจะไม่เหมาะกับการลงทุนในส่วนนี้ เว้นแต่จะต้องการลดภาษีและออมเงินในระยะยาวเป็นเงินเย็นที่ไม่ต้องรีบใช้ลงทุนแบบนี้จะเหมาะสม”
ท้ายสุด ดร.วิน ให้หลักคิดในการออมก็คือ ทุกวันนี้ค่าครองชีพเราสูงขึ้นทุกวัน ถ้าเราเอาแต่ออมไม่ถูกจุด ไม่เกิดผล การเก็บเงินในบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยต่ำจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี สู้เอาเงินมาลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างอื่นจะดีกว่า หรืออยากจะเอาเงินไปลงทุนในธุรกิจอื่นๆ แนะนำว่าสามารถลงทุนได้ เพียงแต่ต้องมองให้เห็นโอกาสในธุรกิจนั้นเสียก่อนแล้วค่อยเอาเงินไปลงทุน เพราะทุกธุรกิจมีโอกาสประสบความสำเร็จเท่ากันหมด เพียงแต่จะมองเห็นโอกาสทางธุรกิจนั้นๆ หรือไม่
เพราะการลงทุนเป็นเรื่องของการมองเห็นโอกาสได้ผลตอบแทนในอนาคตมากกว่า และถ้าประสบความสำเร็จก็ถือว่าเป็นโชคดีของชีวิตที่ได้มีธุรกิจเป็นของตัวเอง ไม่ต้องมาเครียดกับดอกเบี้ย การถูกปลดออกจากงาน และการเดินทางที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน