ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
13 มิถุนายน 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/digital/437061

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
หนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล รายงานว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นภูมิภาคที่ได้รับความสนใจจากบริษัทต่างชาติในการลงทุนภาคส่วนเทคโนโลยี โดยในไตรมาสแรกของปี 2016 นี้ มีการเข้าลงทุนในสตาร์ทอัพสิงคโปร์ ซึ่งเป็นฮับของสตาร์ทอัพในหมู่สมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เพิ่มขึ้นเป็น 199 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6,965 ล้านบาท) จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 53.1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,858 ล้านบาท)
นอกจากนี้ การลงทุนในประเทศอื่นๆ ของอาเซียนก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งในมาเลเซีย เวียดนาม และไทย รวมถึงอินโดนีเซียที่เพิ่มขึ้นเป็น 18.9 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 661 ล้านบาท) ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 8 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 280 ล้านบาท) แม้การลงทุนในฟิลิปปินส์จะปรับตัวลดลงก็ตาม
หนึ่งในการลงทุนดังกล่าว เช่น อาลีบาบา อี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่จากจีนก็เข้าซื้อหุ้นของ ลาซาดา อี-คอมเมิร์ซของสิงคโปร์ ด้วยมูลค่าทั้งหมดราว 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท) เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ในขณะที่แกร็บแท็กซี่ของสิงคโปร์ แอพพลิเคชั่นแท็กซี่ก็สามารถเพิ่มทุนได้ล่าสุดมากกว่า 350 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.2 หมื่นล้านบาท) จากโคทู แมเนจเมนต์ กองทุนเฮดจ์ฟันด์จากสหรัฐ
“ระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย มีประชากรราว 2,000 ล้านคน ยังคงเป็นที่ถกเถียงว่าตลาดอินเทอร์เน็ตไหนจะเป็นตลาดที่โตเร็วที่สุดในโลก” เอดูอาโด ซาเวริน หนึ่งในผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก กล่าว
แม้การลงทุนที่เพิ่มขึ้นจะยังคงน้อยเมื่อเทียบกับจีน แต่ วินนี่ ลอเรีย ผู้ก่อตั้งโกลเด้น เกต เวนเจอร์ส บริษัทร่วมทุนในสิงคโปร์ เปิดเผยว่า นักลงทุนสหรัฐกำลังเปลี่ยนเป้าหมายจากจีนและอินเดียมายังอาเซียน ซึ่งมีประชากรรวมกันราว 600 ล้านคน และในจำนวนนั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นประชากรที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปี รวมถึงยังเข้าซื้อเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นครั้งแรกผ่านสมาร์ทโฟนราคาถูก
จากรายงานของกูเกิลร่วมกับเทมาเซก กองทุนมั่งคั่งแห่งชาติสิงคโปร์ ระบุว่า อาเซียนมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น 1.24 แสนคนทุกวัน ซึ่งเป็นอัตราที่มากที่สุดในโลก โดยคาดการณ์ว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในอาเซียนจะแตะระดับ 480 ล้านคน ภายในปี 2020 จากปัจจุบันที่ราว 260 ล้านคน
นอกจากนี้ กูเกิลและเทมาเซกยังคาดการณ์ว่า มูลค่ารวมของอี-คอมเมิร์ซและอุตสาหกรรมสื่อออนไลน์อาเซียนจะแตะ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2025 เพิ่มขึ้นจาก 3 หมื่นล้านเหรีญสหรัฐ (ราว 1 ล้านล้านบาท) ในปัจจุบัน
ความท้าทายใหญ่รออยู่
วอลสตรีทเจอร์นัล ระบุว่า อาเซียนยังคงมีความท้าทายใหญ่รออยู่ โดยก่อนหน้านี้ เบนแอนด์ โค บริษัทที่ปรึกษาเปิดเผยในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า ประเทศในอาเซียนมีความแตกต่างทั้งในด้านภาษา การจัดการของภาครัฐและความต้องการของผู้บริโภค
นอกจากนี้ อาเซียนยังขาดโครงสร้างพื้นฐานทั้งในด้านการขนส่ง เช่น อินโดนีเซียที่มีลักษณะเป็นหมู่เกาะ ในขณะที่อาเซียนยังขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบการชำระเงิน โดย เบน แอนด์ โค ระบุว่า ชาวอาเซียนมากกว่า 1 ใน 3 ไม่นิยมชำระเงินผ่านทางออนไลน์ แต่มักจะชำระเป็นเงินสดเมื่อสินค้ามาถึงประตูบ้านเสียมากกว่าดังนั้น อี-คอมเมิร์ซจึงจำเป็นต้องมีตัวเลือกการชำระเงินปลายทางไม่ว่าจะยากลำบากมากแค่ไหน
ด้าน สเตฟาน จอง หุ้นส่วนฝ่ายจัดการจากเวนทูร์รา แคปิตอล บริษัทร่วมทุนของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า อาเซียนขาดจำนวนของผู้ประกอบการระดับบน โดยในขณะที่ซิลิคอน วัลเลย์ ศูนย์กลางเทคโนโลยีของสหรัฐ มีผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมที่สามารถติวลูกน้องและบริหารจัดการเงินไปได้ในคราวเดียวกัน
“มีผู้ประกอบการและนักลงทุนน้อยที่จะมีความรู้ลึก รู้จริง ถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในอาเซียน” จอง กล่าว
ซานฟรานซิสโกไม่ประมาทเศรษฐกิจดี
ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังไปได้สวย ด้านเมืองซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นที่ตั้งของซิลิคอน วัลเลย์ กำลังอยู่ในอาการหวาดกลัวฟองสบู่เทคโนโลยี โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก เปิดเผยรายงานว่า บรรดาเจ้าหน้าที่เทศบาลซานฟรานซิสโกกำลังร่างแผนการรับมือภาวะเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับแรงสั่นสะเทือนทางการเงินที่รุนแรงคล้ายคลึงกับวิกฤตเศรษฐกิจปี 2007 และฟองสบู่ดอทคอมในปี 2000
ทั้งนี้ ซานฟรานซิสโกเป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง เช่น ทวิตเตอร์ สื่อสังคมออนไลน์ อูเบอร์ แอพพลิเคชั่นแท็กซี่ และแอร์บีเแอนด์บี บริการจัดหาที่พัก โดยบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้ซานฟรานซิสโกกลายเป็นเมืองที่มีเศรษฐกิจร้อนแรงที่สุดในสหรัฐ ด้วยอัตราว่างงานที่ 3.1% น้อยที่สุดตั้งแต่ปี 2000 เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ที่สูงเกือบแตะเลข 2 หลัก
“ผลกระทบจากเศรษฐกิจตกต่ำครั้งก่อน ทำให้อัตราว่างงานพุ่งเกือบเลข 2 หลัก ประชาชนตกงานหลายพันคน และธุรกิจรายย่อยก็ย่ำแย่ตามๆ กัน พวกเราต้องไม่ประมาทกับสภาพเศรษฐกิจขณะนี้ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องวางแผนเผื่อวันข้างหน้า”
เอ็ดวิน ลี นายกเทศมนตรีซานฟรานซิสโก กล่าว ระหว่างเสนอแผนงบประมาณ 9,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.36 แสนล้านบาท) เพื่อพัฒนาเมืองก่อนที่จะเกิดพิษเศรษฐกิจรอบใหม่
ภาพ…เอเอฟพี
Very sߋon this website wiⲟl be famjous among all blogging users, due to it’s good articles http://sellyournut.com/author/brigittesid/
LikeLike