‘สุรัสวดี ซื่อวาจา’ ปั้นสตรีด้อยโอกาส สร้างอาชีพเพื่อชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2559 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/436880

‘สุรัสวดี ซื่อวาจา’ ปั้นสตรีด้อยโอกาส สร้างอาชีพเพื่อชุมชน

โดย…โชคชัย สีนิลแท้

ในอดีตที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้ว่าการพัฒนาที่อยู่อาศัยของบรรดาผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์จะคำนึงถึงเฉพาะเรื่องการออกแบบ คุณภาพของวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง เมื่อขายออกไปแล้วก็จบกันไป แต่เมื่อการแข่งขันในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รุนแรงขึ้น โจทย์ของการสร้างเพื่อขายอย่างเดียวไม่สามารถแข่งขันได้อีกต่อไป หลายๆ บริษัทหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารโครงการหลังการขาย เพื่อสร้างสังคมการอยู่อาศัยที่ดีในระยะยาว

บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่จึงตั้งบริษัทพร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเมนต์ ไว้บริหารโครงการที่อยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็นโครงการบ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียม แต่สำหรับบริษัท ลุมพินี
พร็อพเพอร์ตี้ เซอร์วิส แอนด์ แคร์ ในเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารชุมชนในโครงการแบรนด์ลุมพินีของบริษัทแม่แล้ว ยังพัฒนาไปสู่การสร้างประโยชน์ให้กับสังคมอีกทางหนึี่งด้วย

“สุรัสวดี ซื่อวาจา” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี พร็อพเพอร์ตี้ เซอร์วิส แอนด์ แคร์ หรือแอลพีซี เล่าให้ฟังว่า บริษัทได้ก่อตั้งเมื่อปี 2553 ด้วยทุนจดทะเบียน1 ล้านบาท ถือได้ว่าเป็นหน่วยงานสำคัญที่เข้ามาเพื่อดูแลกิจการเพื่อสังคม จากเดิมที่เป็นแค่เพียงฝ่ายหนึ่งของบริษัท ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ ที่ดูแลด้านบริหารจัดการที่ก่อตั้งมานานกว่า 10 ปี

 

สำหรับหน้าที่หลักของแอลพีซี คือ เรื่องของงานทำความสะอาด เจ้าหน้าที่ต้อนรับ และคนขับรถ ไปจนถึงการสร้างทักษะให้พนักงานบริการที่มีอยู่กว่า 1,500 คน โดยงานทำความสะอาดถือเป็นงานหลัก 80% ทั้งงานทำความสะอาดในพื้นที่ส่วนกลาง และงานทำความสะอาดในห้องชุด หรือที่เรียกกันว่า แจ๋วคอนโดเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง

อีกส่วนคืองานเจ้าหน้าที่ต้อนรับนั้นจะอยู่บริเวณเคาน์เตอร์บริเวณซีซีทีวี เวลาไปที่คอนโดของลุมพินีจะเห็นได้จากเจ้าหน้าต้อนรับเหล่านี้ทำงานอยู่ และมีงานหน้าที่ใหม่ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 คือพนักงานขับรถชุมชนเพื่อความสะดวกของเจ้าของร่วมที่ซื้อคอนโดไปจะมีบริการรถตู้รับส่งจากโครงการไปจุดต่อรถสาธารณะ

สิ่งที่แอลพีซีทำอยู่คือ การดูแลสตรีด้อยโอกาสให้เข้ามาเป็นพนักงานของบริษัท เงื่อนไขการรับคนเรื่องวุฒิการศึกษานั้นไม่มีเลย อยากทำงานตั้งใจเข้ามาเราก็ฝึกอบรมให้ ซึ่งเขาเหล่านั้นมีการศึกษาค่อนข้างน้อยหรืออาจไม่มีเลย อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ก็มีที่ต้องจ้างครูมาสอน ซึ่งทำมาได้ประมาณ 3 ปีแล้ว ซึ่งต้องบอกว่าการเดินหน้ากิจกรรมพวกนี้ได้รับการช่วยเหลือจากนิติบุคคลของโครงการลุมพินีค่อนข้างมาก

 

ที่ผ่านมาทำโครงการไม่ค่อยสำเร็จก็เพราะว่าเขาเหล่านั้นต้องเดินทางมาหาซึ่งไม่สะดวก จึงต้องกระจายแหล่งเรียนออกไปในแต่ละพื้นที่ที่เขาสะดวกและจับกลุ่มเรียนกัน เราก็จัดเป็นโซนให้เรียน จึงได้แบ่งออกเป็น 10 พื้นที่ ให้คุณครู กศน. หรือการศึกษานอกโรงเรียนเข้าไปสอนจนจบชั้น ม.3 เพื่อทำให้เขาเหล่านั้นสามารถอ่านออกเขียนได้ หลังจากนั้นจึงอบรมให้ความรู้ระยะเวลา 2-3 เดือนก่อนรับเข้ามาทำงานจริง

ในช่วงที่มีเรียนสอนก็ออกค่าเรียนให้ทุกอย่าง เนื่องจากกลุ่มสตรีเหล่านี้เขามักมีปัญหาเรื่องครอบครัวที่อาจจะถูกสามีทิ้งหรือเลิกร้าง แต่เขาก็มีหน้าที่จะต้องดูแลพ่อแม่หรือบุพการีอีก ถ้าจะเอาเขาเหล่านั้นมาทำงานในวันหยุดอะไร เขาก็มีภาระเช่นกัน ซึ่งเราก็ต้องเอื้อเขาทุกอย่างเพื่อให้เขามีศักยภาพในการดูแลครอบครัวได้ดีขึ้น

สุรัสวดี ย้ำว่า การดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมคือ การทำอย่างไรให้เขาเหล่านี้ทำงานอย่างมีความสุข ทั้งทางด้านรายได้ โอกาส และศักดิ์ศรี จากเดิมที่เป็นคนด้อยโอกาสทางการศึกษา การเติบโตในหน้าที่จะให้เขาอย่างไร เรื่องของศักดิ์ศรีเชื่อว่าคนมีความรู้จะมีความมั่นใจขึ้น การเป็นทีมเดียวกันก็จะมีความรู้สึกว่าอุ่นใจขึ้นเป็นกิจกรรมที่ทำให้เกิดความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดีของเขา

 

สิ่งที่บริษัทได้ให้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรายได้ อาชีพเสริมที่เขาได้ ทุนการศึกษาบุตร หรือทุนการศึกษาของตนเอง หาสินค้าราคาต้นทุนมาช่วยแบ่งเบาภาระในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค อย่างซื้อข้าวสารก็จะซื้อในปริมาณมากๆ เนื่องจากเวลาเขาจะซื้อของใช้ เขาซื้อได้ไม่เยอะ เพราะการซื้อของปลีกย่อมได้ของที่แพง เราก็ซื้อเป็นปริมาณมาก ไม่ว่าจะเป็นข้าวเจ้า ข้าวเหนียว เพื่อให้เขาสามารถใช้สินค้าที่มีราคาถูกกว่าเดิม แต่จะไม่ใช้วิธีซื้อให้ เพื่อให้เขารู้ว่าต้องใช้เงินอย่างไร

นอกจากการให้แล้วก็ต้องสอนเขาว่าจะต้องเป็นผู้ที่ตอบแทนสังคมด้วย จึงต้องมีการส่งเสริมในเรื่องกิจกรรมจิตอาสาซึ่งดำเนินการด้วยกลุ่มพนักงานกันเอง อย่างเช่นงานที่เขาทำได้คืองานทำความสะอาด เขาจะมีการแบ่งเวลาสัก 15-20 นาทีหรือครึ่งชั่วโมง ไม่เกินเวลาในช่วงพักกลางวัน ไม่เบียดบังเวลาคือไปทำงานจิตอาสา โดยไม่มีการกำหนดว่าต้องทำกี่ครั้ง

แต่ก็สนับสนุนว่ามีเพื่อนไปทำ ทางบริษัทก็จะช่วยประชาสัมพันธ์ มีการสื่อสารและชมเชยไป เพื่อให้กำลังใจไปว่าดีแล้วที่ทำ ซึ่งปีที่ผ่านมามีการไปทำเป็นพันครั้ง เช่น การทำความสะอาดรอบชุมชน ทำความสะอาดวัด สุเหร่า โบสถ์ บริเวณสถานีตำรวจ โรงเรียน หลังๆ เห็นไปอำเภอ รวมไปถึงพื้นที่รอบๆ นอกเขตรั้ว

“มีโอกาสได้คุยกับเด็กที่ต้องการออกไปทำงานเพื่อชุมชนว่าทำไมถึงต้องการมาทำงานจิตอาสา เขาบอกว่าบางทีรอบๆ ข้างชุมชนนั้นมันหาข้อสรุปไม่ได้ว่าใครจะต้องเป็นผู้ทำความสะอาดใบไม้เกลื่อนถนน แล้วเทศบาล ก็เข้าไม่ถึงในทุกพื้นที่ เขาก็ทำกันเองได้ อย่างบริเวณวัด พอสะอาดก็น่าเดินและก็ได้บุญด้วย ก็ถือเป็นการสร้างสัมพันธ์กับวัดด้วย เพราะการประชุมนิติบุคคล บางทีก็ต้องมีการยืมอุปกรณ์จากวัด ก็เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพราะการเป็นผู้รับแล้วก็ต้องเป็นผู้ที่รู้จักให้ด้วย ซึ่งก็ไม่ได้มีการบังคับว่าจะต้องทำ”

ปัจจุบันบริษัทได้เข้าไปดูแลชุมชนของโครงการแอลพีเอ็นไม่ต่ำกว่า 130 นิติบุคคลแล้ว ก็จะมีงานพวกนี้รายล้อมในปีปีนึง อย่างปีนี้ก็ตั้งรายได้ 300 ล้านบาท ตามการเติบโตของโครงการตามมาเรื่อยๆ เริ่มปี 2553 จำนวน 70 ล้านบาท เติบโตขึ้นปีละ 10-15% ตามปริมาณโครงการคอนโดและโครงการแนวราบของบริษัทในกลุ่มแอล.พี.เอ็น.ที่เกิดขึ้น

สุรัสวดี ย้ำว่า การเป็นโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์นั้นยังไม่มีหน่วยงานรับรองแต่ดำเนินการมาแล้วต้องมีเป้าหมายทางสังคม อย่างของแอลพีซีมีเป้าหมายที่ต้องการดูแลคนด้อยโอกาสทางสังคม ในมุมของเราก็ดูแลสตรีผู้ด้อยโอกาสให้มีงานทำ เพื่อลดอัตราการว่างงานของคนในชุมชน เป็นการสร้างวัฒนธรรมแอล.พี.เอ็น.ที่มีจิตสำนึกทำเพื่อสังคมร่วมกัน เป็นแหล่งงานที่คนเกษียณอายุสามารถทำได้ แม้คนอายุเกิน 60 ปี ถ้าหากเขาเหล่านั้นต้องการทำงานเราก็ต้องจ้างแน่นอน ทำกันไปเท่าที่ยังทำงานไหว

สำหรับคนสูงอายุเราก็สอนอาชีพเสริมเขา อาชีพเสริมเขาตอนนี้ก็คือเรียนนวด ซึ่งมีพนักงานสนใจไปเรียนต่อครั้งจำนวน 20 คน ทำมานานประมาณ 2-3 ปีแล้ว เพราะเรียนแล้วก็ต้องหากิจกรรมให้เขาทำด้วย เช่นเมื่อมีการจัดกิจกรรมของแอล.พี.เอ็น.เองไปเสริมกับกิจกรรมส่งเสริมการขายคอนโดเพื่อช่วยบรรยากาศการขายให้ดี หรือมีการจัดตลาดนัดชุมชนเพื่อเสริมให้เขามีรายได้ หรือไปนวดให้กับผู้สูงอายุที่อยู่ที่สวางคนิเวศ มีเรียนทำอาหาร การทำอาหารว่าง ก็ทำให้เขามีรายได้เสริม ส่วนคนพิการก็รับ แต่ก็เลือกให้ทำงานที่เหมาะสมกับเขา

“ธุรกิจนี้เท่าที่พิจารณาอัตราการเทิร์นโอเวอร์ หรือการเข้าออกของพนักงานนั้น พบว่ามีสัดส่วน 3-4% ต่อเดือน ขณะที่บริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรม 5-7% ก็มาดูเหตุผลที่เขาออก ส่วนหนึ่งที่ห้ามไม่ได้คือเรื่องกลับต่างจังหวัด ไปดูแลครอบครัว ไม่มีคนที่จะดูแลลูกให้ บางทีก็สุขภาพ เพราะเขาจะต้องใช้แรงก้มๆ เงยๆ ไม่เหมาะกับคนที่ร่างกายไม่เอื้อ หรือบางครอบครัว อยากให้กลับไปช่วยเลี้ยงหลานก็ถือว่าเป็นการดีเพราะกลับสู่สังคมที่ครอบครัว”

สำหรับในส่วนงานแจ๋วคอนโดนั้นถือว่าสำคัญมากเพราะต้องเข้าห้องลูกค้า รายได้แจ๋วถือว่าเป็นสัดส่วนที่ยังน้อยอยู่ ปีนึงสัก 10 กว่าล้านบาท ซึ่งบริษัทพยายามสร้างคุณภาพในงานและความไว้ใจให้ได้ ตัวเป้าหมายรายได้จะขยับขึ้น จากรายได้ส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ที่ทำความสะอาดชุมชนส่วนกลาง 80% ขณะที่ความพึงพอใจของลูกค้ามีมากถึง 90% วัดจากแต่ละไซส์ที่เข้าไปบริหารงานโครงการ ที่ทำให้เจ้าของร่วมหรือนิติบุคคลพอใจ

ขณะเดียวกันก็พยายามคิดนวัตกรรมที่ใหม่ๆ ที่เข้ามาใช้ผ่านเพื่อประหยัดต้นทุนในการทำงานในองค์กร เช่นนวัตกรรมทางด้านทำความสะอาด ที่ทำงานได้สะดวกที่ทำงานได้รวดเร็วขึ้น เพราะถือเป็นหน่วยงานที่ขายบริการที่ต้องควบคุมต้นทุน ค่าแรงขึ้นทุกปี มากกว่าแรงงานขั้นต่ำอยู่ที่ 330 บาท จึงต้องพยายามควบคุมต้นทุนเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างธุรกิจเพื่อสังคมที่องค์กรเอกชนได้เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในปัจจุบัน

 

Leave a comment