ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
15 มิถุนายน 2559 เวลา 12:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/437535

เรื่อง ว.แหวน ภาพ เอเอฟพี
เราต่างถูกสอนมาว่า “ให้ทำทุกอย่างอย่างมีเหตุผล” เราเลยมักแยก “อารมณ์” กับ “เหตุผล” ออกจากกัน แล้วก็พร่ำสอนใครต่อใครว่า “อย่าใช้อารมณ์ ให้ใช้เหตุผล” แต่ก็มีอีกหลายคนที่อาจเริ่มต้นด้วยความรู้สึกประชดประชันมาก่อน หรือไม่รู้จะอ้างเหตุของการกระทำบางอย่างของตัวเองว่าอย่างไรดี จึงอ้างออกไปว่า “อารมณ์ก็เป็นเหตุผลชนิดหนึ่ง” เพราะถ้าให้ตั้งสติ คิดทบทวนอีกครั้ง หรือย้อนเวลากลับไปได้ เรื่องบางเรื่องก็หา
เหตุผลในการกระทำไม่ได้ นอกจากอารมณ์ก็มันอยากทำ จะด้วยความรู้สึกใดก็แล้วแต่ สะใจ ประชด อยากปล่อยของ ระบาย อยากดัดสันดาน อยากให้อีกฝ่ายเข้าใจความรู้สึกเรา หรืออยากทดสอบ อยากรู้ความรู้สึกของอีกฝ่าย ซึ่งถ้าถามว่า “ถ้าขนาดคิดแล้วจะทำอีกไหม?” ก็ยังตอบได้ว่า “ทำ” ฉันจึงเข้าใจคำว่า “อารมณ์เป็นเหตุผลชนิดหนึ่ง”
หากเราแยกอารมณ์กับเหตุผลออกจากกัน ไม่มีมนุษย์หน้าไหนใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ด้วยการใช้เหตุผลกับทุกเรื่อง เพราะต่อให้เราควบคุมตัวเราได้ว่าควรหรือไม่ควรทำอะไร ถามเหตุผล ตอบได้ว่าไม่ควร แต่มันก็ต้องมีบางเรื่องที่เลือกทำด้วยความรู้สึก และไม่ได้เลือกอย่างไร้สติ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม แต่มันเป็นการเลือกสร้างจังหวะของชีวิต มันคือการขยับของอารมณ์ ดีใจ โกรธ เสียใจ รัก น้อยใจ งอน หึง ทุกข์ สุข นั่นคือ “ความธรรมดาของชีวิต” อารมณ์ ความรู้สึก เมื่อสอดคล้องกับการกระทำ มันจะทำให้สิ่งเหล่านี้ขับเคลื่อน ขึ้นลง ปรับเปลี่ยน ซึ่งมันคือ “ชีวิต” คราวนี้อยู่ที่ว่า เราจะจัดสรรอย่างไรให้มันพอดีกับชีวิตเรา จังหวะไหนควรเชื่อเหตุผล จังหวะไหนควรใช้อารมณ์ จังหวะไหนควรจับมันแยกกัน จังหวะไหนควรดึงอารมณ์มาเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผล
ฉันคิดว่าคนที่หาจุดสมดุลตรงนี้ได้ คือคนฉลาดในการใช้ชีวิตและสร้างสีสันหรือความสุขให้ชีวิตได้อย่างน่าอิจฉา คือหากเรายังไม่คิดใช้ชีวิตในเส้นทางธรรม แสวงหาความสงบอย่างยั่งยืน เรายังคงใช้ชีวิตประจำวันต่อไป จะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม เราย่อมหนีทั้งเรื่องสุข เรื่องทุกข์ไปไม่พ้น ทำอย่างไรให้มีความสุข มีทุกข์พองาม ภาพรวมคือชีวิตมีสีสันและมีความงดงาม ทั้งในความดีและความทุกข์ สนุกแบบไม่สร้างความเดือดร้อน แสบๆ คันๆ บ้าง เพื่อสร้างบทเรียน เพื่อการเรียนรู้ เพื่อแก้เผ็ดชีวิตตัวเอง
ฉันจึงมองว่า…จุดสมดุลของชีวิตที่ดี คือการรู้จักเลือกใช้ทั้ง “โอกาสอันควร” และ “โอกาสอันไม่ควร” บางเรื่องก็ตรองด้วยเหตุผล ยืนตามศาลชั้นต้น เลือกทำในสิ่งที่ควร เปิดโอกาสให้เหตุผลได้เข้ามาช่วยในการตัดสินใจ แต่บางเรื่อง…ก็เปิดโอกาสให้ความรู้สึกได้แสดงนำบ้าง เช่น การแสดงความรู้สึกประชดประชัน การแสร้งทำอะไรบางอย่าง เพื่อทดสอบใครบางคน การดัดนิสัยคน เหมือนอย่างที่พ่อแม่ทำกับลูก การแสดงออกถึงความรัก หึง งอน น้อยใจ ในจังหวะที่เหมาะสม ไม่มากจนไร้สติ ถามว่า “ถ้าถามเหตุผลควรทำหรือไม่?” ตอบได้เลยว่า “ไม่” แต่ในอารมณ์ความรู้สึกที่แสดงออกมา มันย่อมมีเหตุผลบางอย่างแฝงอยู่เสมอ ฉันเพียงอยากจะบอกว่า “การทำเรื่องไร้เหตุผลอย่างมีเหตุผลแฝงอยู่” เป็นเรื่องไม่ผิด และกระทำได้เมื่อถึง “โอกาสอันควร” ไม่สิ! ต้องเรียกว่า “โอกาสอันไม่ควร” เพราะจริงๆ แล้วมันไม่ควร แต่เราคิดว่ามันควร สรุปว่า “ไม่ควรแต่ควร” เอ๊ะ! ยังไง?
“อารมณ์คือเหตุผลชนิดหนึ่ง” จงเลือกใช้คำคำ นี้ ใน “โอกาสอัน (ไม่) ควร” ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อ เพราะจริงๆ แล้ว อารมณ์เป็นสิ่งที่พร้อมปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาตามสถานการณ์ เป็นสิ่งที่เชื่อไม่ได้ จง “เชื่อ” ในเหตุและผล และใช้ “อารมณ์” เป็นเครื่องมือในการตามหาเหตุผลบางอย่างของเราก็พอ เพราะการเข้าใจตัวเอง และการเข้าใจคนอื่น บางครั้ง…ก็ไม่ต้องใช้เหตุและผล ไม่ต้องตรึกตรอง รอประมวลผล ความอยาก…มันมาเร็วกว่านั้น และมันมักเดินมาฉุดมือเราไปก่อนเสมอ ฉุกคิดสักนิด…บางเรื่องรีบปล่อยมือ อย่าปล่อยให้มันพาเราไป แต่บางเรื่อง…ถ้าดูแล้วไม่เสียหายอะไร ไม่ทำร้ายใคร หรือเผลอๆ อาจได้อะไรกลับมา ก็ปล่อยตัวปล่อยใจ ให้มันลากไปบ้างก็ได้ แต่พึงระลึกไว้เสมอว่า…จงทำทุกอย่างด้วยสติ สติที่คิดแล้วว่า “เรื่องนี้ไม่ควรทำ แต่อยากจะทำ ขอทำหน่อยนะ” เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา เราจะตอบตัวเองได้ว่า “ให้ย้อนเวลากลับไปใหม่ก็จะทำ” และ “ยอมรับให้ได้กับทุกผลแห่งการกระทำของตนเอง”
อย่างที่ฉันบอก “ในเมื่ออารมณ์เป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลได้ ก็ขอให้เหตุผลเข้าไปอยู่ในอารมณ์นั้นๆ ได้ด้วยเช่นกัน” มันถึงจะสมดุล