ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
05 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/441191

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์, tesco korea
โมเดล “ประเทศไทย 4.0” หรือ “ไทยแลนด์ 4.0” ” เป็นโมเดลใหม่ของการปฏิรูปเศรษฐกิจให้ได้ภายใต้ 3-5 ปีที่จะถึงนี้ของรัฐบาล ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ ชี้ว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ไปสู่ “Value-Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” ขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อยใน 3 มิติสำคัญ คือ
1.เปลี่ยนจากการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่สินค้าเชิงนวัตกรรม
2.เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม
3.เปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้า ไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น
โดยกระบวนทัศน์ในการพัฒนาประเทศ ภายใต้ “ประเทศไทย 4.0” มี 3 ประเด็นที่สำคัญ 1.เป็นจุดเริ่มต้นของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการขับเคลื่อนไปสู่การเป็นประเทศที่มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน อย่างเป็นรูปธรรม 2.เป็น “Reform in Action” ที่มีการผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปการวิจัยและการพัฒนา และการปฏิรูปการศึกษาไปพร้อมๆ กัน และ 3.เป็นการผนึกกำลังของทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด “ประชารัฐ” โดยเป็นประชารัฐที่ผนึกกำลังกับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ การวิจัยพัฒนา และบุคลากรระดับโลก ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของการ “รู้จักเติม รู้จักพอ และรู้จักปัน”
เพราะฉะนั้นประเทศไทย 4.0 ที่จะเคลื่อนตัวเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ “สังคมดิจิทัล” อย่างสมบูรณ์แบบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะเป็นสังคมที่ผู้บริโภคหรือผู้ซื้อไม่ได้เข้าสู่โลกออนไลน์เพียงเพื่อติดต่อสื่อสาร (Communication) หรือเชื่อมโยง (Connected) แต่เป็นการดำเนินชีวิตดิจิทัล (Digital Lifestyle / Journey) และ “ช็อปปิ้ง 4.0” ในอนาคตอันใกล้เป็นอย่างไร? ในสังคมไทย

“ดิจิทัล เนทีฟ”
ผู้บริโภคสัญชาติดิจิทัล (Digital Natives) จะมีพฤติกรรมที่มีลักษณะเฉพาะร่วมกันและสอดคล้องกันทั่วโลก ดำเนินชีวิตในสังคมดิจิทัลและเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนสังคมที่ได้เปลี่ยนวิธีคิดที่พวกเขามีต่อตัวเองไปโดยสิ้นเชิง หลายสถาบันที่มีชื่อเสียงในเรื่องกลยุทธ์ทางการตลาดได้มีการนิยามผู้บริโภคสัญชาติดิจิทัลไว้ในอีกชื่อหนึ่งว่า เจนซี (Gen C หรือ Connected Generation) ซึ่งได้ก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดในเรื่องช่วงเวลาและอายุ ซึ่ง ปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนดิ คอร์ปอเรชัน ได้บรรยายหัวข้อ BRANDiNg 4.0 ยุคที่แบรนด์กลายเป็นคน คนกลายเป็นแบรนด์ ไว้อย่างน่าสนใจว่า ไม่สามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ด้วยยุค 3.0
“ในยุคอินเทอร์เน็ตเรามีความรู้มากยิ่งขึ้น มีข้อมูลมากยิ่งขึ้น เมื่อคนฉลาดขึ้นก็เลือกมากขึ้น ทำให้อำนาจการควบคุมตลาดหลุดจากมือผู้ขายมาสู่มือผู้บริโภค ถ้าอินเทอร์เน็ตเป็นการเชื่อมโยงคนกับข้อมูล โซเชียลเน็ตเวิร์ก ก็คือ การเชื่อมโยงคนเข้ากับคน ซึ่งแชร์ความต้องการร่วมกัน วันนี้เราอยู่ในยุค 4.0 แล้วหรือยัง มันเป็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น อยู่ในยุคดิจิทัล โซไซตี้แล้วหรือยัง เราเรียกคนยุคนี้ว่า ดิจิทัล เนทีฟ หรือผู้บริโภคสัญชาติดิจิทัล เป็นการแบ่งคนในรูปแบบใหม่ ซึ่งไม่ได้แบ่งตามช่วงอายุ แต่ทุกเพศทุกวัยทุกช่วงอายุสามารถเป็นได้หมด ในปี 2020 ประชากรโลกมีเพิ่มขึ้นประมาณ 7,000 ล้านคน และมีถึง 4,000 ล้านคน ที่เข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งบ่งบอกว่าเรากำลังเข้าสู่สังคมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ”
ปิยะชาติ บอกว่า ดิจิทัล เนทีฟ จะมีคุณสมบัติบางอย่างที่บ่งชี้ คือ ความต้องการที่จะเชื่อมต่อตลอด 24 ชั่วโมง และต้องการสร้างคอนเทนต์ของตัวเอง ซึ่งเป็นพฤติกรรมขั้นพื้นฐาน และสร้างดิจิทัล แอคติวิตขึ้นมา ซึ่งจะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า ไฮบริด คอนซูเมอร์ เจอร์นีย์ ช่องว่างระหว่างโลกออนไลน์กับโลกออฟไลน์จะแคบลงเรื่อยๆ
“ในเมืองไทยมีคนใช้เฟซบุ๊กอยู่ถึง 30 ล้านบัญชีรายชื่อ โดยใช้ผ่านโทรศัพท์มือถือ 28 ล้านเครื่อง นั่นก็คือการแตกตัวของโซเชียลเน็ตเวิร์กจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามวัตถุประสงค์ของดิจิทัล เนทีฟ หลังจากนี้เป็นต้นไปก็จะเกิดเน็ตเวิร์กที่เล็กลงเรื่อยๆ การแตกตัวจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ปลายทางของดิจิทัล เนทีฟ มีจำนวนไม่น้อยที่วันนี้เปลี่ยนตัวเองจากผู้บริโภคมาเป็นผู้ประกอบการดิจิทัล กลไกนี้เกิดขึ้นโดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า มีอยู่แล้วและสร้างต่อยอดขึ้นมา เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นชัดว่าผู้บริโภคได้ทำให้ตัวเองกลายเป็นแบรนด์หนึ่งในสังคม”

เมื่อผู้บริโภคกลายเป็นแบรนด์ เป็นผู้ประกอบการมากขึ้น ได้ปลดปล่อยศักยภาพและความต้องการของตัวเองมากขึ้น ปิยะชาติ สะท้อนภาพของยุค 4.0 ว่า กำลังเข้าสู่สภาวะการแข่งขันที่น่ากลัว เพราะผู้บริโภคเชื่อมโยงกันเอง เชื่อมั่นในกันและกันมากกว่า เพราะรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน และท้ายที่สุดผู้บริโภคซื้อสินค้าจากผู้บริโภคด้วยกันเองในเครือข่าย
“สิ่งแรกที่แบรนด์ต้องเข้าใจและตามผู้บริโภคให้ทัน คือ แบรนด์ต้องทำตัวให้เหมือนผู้บริโภค แบรนด์ก็พยายามปรับตัวให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของผู้บริโภค กลายเป็นพวกเดียวกัน สิ่งที่ทำให้แบรนด์มีชีวิต คือ การเชื่อโยงระหว่างสังคมดิจิทัลกับโลกปกติ การมองผู้บริโภคแบบย้อนกลับ แบรนด์ต้องมองตัวเองเป็นสิ่งมีชีวิตไม่ใช่แค่ตราสัญลักษณ์ที่เคยเห็น ซึ่งคนก็กลายเป็นแบรนด์ แล้วแบรนด์ก็กลายเป็นคน
“ความสำคัญของการทำธุรกิจกับผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ธุรกิจที่พาผู้บริโภคไปถึงเป้าหมายย่อมดีกว่าธุรกิจที่ขายแค่สินค้าและบริการ สิ่งนี้ได้นำพามาสู่การเปลี่ยนกลยุทธ์ในการทำธุรกิจในยุคของแบรนดิ้ง 4.0 สิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จ ก็คือ การเชื่อมโยงคุณค่าของแบรนด์ให้เข้ากับผู้บริโภคเพื่อสร้างให้เกิดเครือข่ายขึ้นมา เป็นวิธีการเข้าหาความต้องการของตลาด วิธีใหม่คือวิธีสร้างความต้องการให้กับตลาด แทนที่จะสร้างตลาดขึ้นมาเอง”
ปิยะชาติ สรุปว่า การครอบครองตลาดโดยสมบูรณ์ แต่ไม่ใช่เป็นเจ้าของเพียงอย่างเดียว โดยเริ่มครองตลาดจากกลุ่มคนที่มีความต้องการเดียวกัน เติมเต็มซึ่งกันและกันในเครือข่ายนั้น ท้ายที่สุดก็เกิดเป็นธุรกิจ เป็นภาพที่เกิดขึ้นในยุคที่เรียกว่า 4.0

โลกเปลี่ยนไทยไป “ช็อปปิ้ง 4.0”
โลกออนไลน์กับโลกแห่งความเป็นจริงที่แคบลง การเชื่อมต่อของผู้บริโภคเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาทุกสถานที่ทุกช่วงเวลา และมีการสื่อสารและเสนอขายสินค้าได้ตลอดเวลาเช่นกัน ช่องทางในการเข้าถึงของผู้บริโภคที่เปิดกว้างขึ้น ปรัธนา ลีลพนัง รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานการตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส บอกว่า ยุค 4.0 ดูเหมือนว่าโครงข่ายโทรคมนาคมเป็นโครงสร้างพื้นฐานให้กับเรื่องอื่นๆ
“หมายความว่าธุรกิจหรืออุตสาหกรรมต่างๆ มาวิ่งอยู่บนเครือข่ายเป็นตัวเชื่อมโยงทั้งสื่อสารแบบคนต่อคนและอื่นๆ อีกมากมาย โครงสร้างพื้นฐานของระบบดิจิทัลจึงเป็นโทรศัพท์มือถือ ซึ่งคนจะคิดต่อยอดจากตรงนี้ ซึ่งวันนี้ไปได้ไวมากๆ ต่อไปจะมีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเยอะมาก และสิ่งที่ทุกคนในประเทศไทย การสื่อสารในแง่ดิจิทัลจะเร็วและกว้างไกลมากขึ้น ในปี 2020 ก็คงจะมี 5จี เป็นโรดแมปพื้นฐานของโทรคมนาคม แต่นวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นเป็นอะไรที่คาดเดาได้ยาก คนจะคิดสินค้าและบริการใหม่ๆ ออกมาเยอะมาก แต่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างมหาศาล ทุกสิ่งทุกอย่างจะเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตทั้งหมดซึ่งส่งผลกับสินค้าและบริการทั้งหมดเพื่อความสะดวกในการใช้ชีวิต สิ่งสำคัญต้องกล้าลองของใหม่โดยไม่ทิ้งโอกาส อีโคซิสเต็ม (ความพยายามในการเชื่อมโยงและบูรณาการผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เมื่อลูกค้าใช้สินค้าหรือบริการของบริษัท) จะเป็นองค์ประกอบขับเคลื่อนทางการแข่งขันของประเทศและของโลก”
ในด้านการจัดจำหน่ายสินค้าปลีกประเภทของใช้ในชีวิตประจำวัน ชาคริต ดิเรกวัฒนชัย รองประธานกรรมการแผนกสื่อสารองค์กรและความยั่งยืน บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม ยอมรับว่า การจับจ่ายเปลี่ยนไปเยอะ
“ชีวิตเราเปลี่ยนไปจริงๆ ตอนนี้เรากำลังเข้าใกล้ระบบ 4.0 โลกดิจิทัลกำลังเข้ามามากขึ้น การจับจ่ายซื้อของไม่มีความจำเป็นต้องไปที่สาขาของซูเปอร์มาร์เก็ตหรือห้างสรรพสินค้ากันอีกแล้ว การซื้อขายออนไลน์บนอินเทอร์เน็ตเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก อย่างคนที่อยู่คอนโดมิเนียมก็สั่งออนไลน์และก็มีการส่งโดยมีกล่องบรรจุรอรับหรือช็อปปิ้งบ็อกซ์อยู่ที่คอนโดเลย แล้วจะมีการส่งโค้ดเปิดกล่องให้คนสั่งซึ่งคนอื่นไม่สามารถเปิดได้”
สิ่งที่เปลี่ยนไปอีกอย่าง ก็คือ เรื่องการโฆษณา ชาคริต ขยายภาพว่า เมื่อก่อนทุกวันพฤหัสฯ ศุกร์ ช่วงละครค่ำจะแย่งซื้อโฆษณากันมาก แทบจะฆ่ากันตาย เป็นช่วงเวลาที่อ่อนไหวมาก ช่วยดึงคนได้ แต่ตอนนี้โฆษณาก็เปลี่ยนแปลงไปมาก
“จะทำแบบเรียลไทม์มากขึ้น ส่งตรงไปถึงผู้บริโภค เป็นโฟกัสซิ่งโปรโมชั่นมากขึ้นจริงๆ ด้วยระบบดิจิทัล มีความสะดวกสบายมากขึ้น แต่ว่ายังไม่เยอะมาก การเติบโตในช่วงปีสองปีนี้ตัวเลขเป็น 100% แต่จริงๆ มาจากฐานที่น้อยมาก ซึ่งคิดว่าอีกไม่นานคนไทยก็คงเข้าใจการจับจ่ายที่ไม่ใช้เงินสดมากขึ้น เข้าใจในการซื้อของโดยไม่ต้องเดินทางไปซื้อเอง มั่นใจและเข้าใจในคุณภาพของสินค้า ซึ่งจะเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า 4.0”

ชาคริต บอกว่า เขาใช้สมาร์ทโฟน 7.2 ชั่วโมง/วัน ถ้ามองไปในอีก 4-5 ปีข้างหน้า สิ่งที่จะเปลี่ยนไปคือวิธีการที่คนจะซื้อสินค้า
“ต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนเมื่อเขาอยากซื้อของ เพราะการสั่งซื้อสินค้าง่ายมาก สามารถสั่งโอนเงินบนมือถือได้เลย เห็นโฆษณาสินค้าตัวหนึ่งจะต้องซื้อก็สามารถสั่งตรงนั้นเลย สมมติข้าวสารหมดก็ใช้สมาร์ทโฟนสั่งซื้อโอนเงินได้เลยสักครู่ก็มีคนมาส่ง แต่จะไม่มีการซื้อแต่ละครั้งเยอะมาก แต่จำนวนคนซื้อจะมากรายขึ้น การใช้เงินสดจะน้อยลง ซึ่งจะส่งผลให้คนไทยมีวินัยต่อการใช้เงินเป็นอย่างมาก ซึ่งจะช่วยหลอมวิธีการใช้เงินจนกลายเป็นสิ่งเดียวกันทั้งโลก ซึ่งต่อไปเวลาของห้างเปิดปิดจะไม่มีความสำคัญอีกต่อไปแล้ว”
ในด้านการเงินการธนาคารที่จะสะดวกสบายมากขึ้น แค่ปลายนิ่วสัมผัสก็สามารถทำธุรกรรมได้ทุกอย่าง ปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย บอกว่า ตอนนี้ธุรกิจสถาบันการเงินเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนมากขึ้นเรื่อยๆ
“แล้วการเปลี่ยนแปลงของโลกเห็นชัดเจนว่าเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ที่เห็นชัดก็คือพฤติกรรมของการมาสาขาธนาคารของผู้ใช้บริการ ปัจจุบันผู้เปิดบัญชี 100 คน เดินทางมาใช้บริการด้วยตัวเองที่สาขาแค่ 20 คน ส่วนอีก 80 คน หรือ 80% ทำธุรกรรมทางอื่น ไม่ว่าจะเป็นเอทีเอ็ม หรือโมบาย แบงก์กิ้ง เมื่อมาดูฐานลูกค้าของธนาคารที่มีอยู่ 13-14 ล้านคน ตอนนี้ใช้โมบาย แบงก์กิ้ง 5-6 ล้านคน เข้าไปแล้ว และมีอัตราเพิ่มที่เร็วมาก ตรงนี้เป็นเทรนด์”
วิวัฒนาการที่เข้าสู่ยุค 4.0 ปกรณ์ ยอมรับว่า เกิดจากลูกค้าเป็นหลัก หนึ่ง-ความต้องการของลูกค้า สอง-เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง สาม-การแข่งขันที่รุนแรง
“หากเข้าสู่ดิจิทัลแบงก์กิ้ง 4.0 จะเป็นดิจิทัลแบงก์ที่เต็มรูปแบบ คือ จะต้องมีการนำข้อมูลของลูกค้ามาประมวลผลและนำมาใช้บริการลูกค้าให้มีความรู้สึกพิเศษเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น โมบายแบงก์กิ้งไม่ได้มีเฉพาะจ่ายเงินรับเงินโอนเงิน แต่จะบอกข้อมูลของลูกค้าด้วยว่ามีอะไรบ้าง ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลให้ลูกค้าทั้งหมด ทั้งหมดคือให้บริการลูกค้าและตอบโจทย์ของลูกค้าแต่ละรายมากขึ้น ถ้าเราไม่เปลี่ยนลูกค้าก็จะเปลี่ยน
“การเตรียมความพร้อมไปสู่ดิจิทัลแบงก์กิ้งอย่างเต็มรูปแบบ สิ่งสำคัญก็คือเรื่องของโครงสร้างองค์กรต้องมีโครงสร้างที่เหมาะสม มีเทคโนโลยีที่พร้อม และมีบุคลากร การมีนวัตกรรมต้องได้รับการสนับสนุนจากองค์กร โดยเฉพาะฟินเทค (Fintech คือ การผสมระหว่างคำว่า Finance กับคำว่า Technology หรือการใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะระบบการสื่อสารออนไลน์มาประยุกต์ใช้ในธุรกิจด้านการเงิน การธนาคาร และการลงทุน ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคจากแบบเดิมไปสู่สิ่งใหม่) สิ่งที่จะเกิดขึ้นในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า ก็จะเป็นเรื่องโมบายแบงก์กิ้ง ที่เกี่ยวกับเพย์เมนต์เพราะทางรัฐบาลเองให้การสนับสนุนและพยายามผลักดันให้เป็นสังคมที่ใช้เงินสดน้อยที่สุด เพื่อลดต้นทุน ทำให้การบริการทางการเงินต่างๆ สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ส่วนโมบายแบงก์กิ้งก็มี
ผู้ใช้เยอะมากขึ้น การใช้เงินสดก็จะน้อยๆ ลง”
โลกยุคดิจิทัล 4.0 แค่กะพริบตา ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไปไกลเกินจะตามทัน แต่ไม่สายที่จะเกาะติดอย่างรู้เท่าทัน “ช็อปปิ้ง 4.0” จะเกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างแน่นอน