นริศ เชยกลิ่น แม่ทัพใหญ่ สิงห์ เอสเตท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2559 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/438177

นริศ เชยกลิ่น แม่ทัพใหญ่ สิงห์ เอสเตท

โดย…เจียรนัย อุตะมะ

นริศ เชยกลิ่น วัยย่าง 55 ปี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท สิงห์ เอสเตท (S) บริษัทที่เพิ่งรวมกิจการระหว่างบริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์กับกิจการอสังหาริมทรัพย์ในเครือบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ผู้ผลิตเบียร์สิงห์มานานกว่า 80 ปี แล้วเปลี่ยนชื่อมาเป็น Sพร้อมทีมบริหารชุดใหม่ ภายใต้เจ้าของใหม่ ภิรมย์ภักดี และได้ นริศ มือดีด้านการเงินรองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการเงินและบัญชี จากบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) มาเป็นแม่ทัพใหญ่

ช่วงเวลาที่นริศเข้ามานำพา S ตั้งแต่ปลายปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ภายใต้ทีมงานที่มีชญานิน เทพาคำ ประธานคณะกรรมการบริหาร ล่องลม บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน และเมธีวินิชบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน กิจการของ S มีสินทรัพย์เติบโตกว่าเท่าตัว

ปี 2558 ปีแรกเต็มปีที่เข้ามาบริหารงาน S มีขนาดติดอันดับSET100 หรือหุ้นบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) 100 อันดับแรก และปี 2559 หุ้นติดอันดับหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก (SmallCap.) ดัชนี MSCI

ปัจจุบัน S เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีขนาดยอดขายติดอันดับ 1 ใน 10 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ใน ตลท.ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาทไตรมาสแรกที่ผ่านมามีกำไร 100 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน23 ล้านบาท ช่วงเดียวกันของปีก่อน และขาดทุน 81 ล้านบาทไตรมาส 4 ปี 2558

นริศ กล่าวว่า ความเป็นกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่ และการที่มีทีมงานที่แข็งแกร่งช่วยได้มาก ทั้งนี้ได้นำประสบการณ์ต่อยอดซื้อกิจการจากโมเดลที่ทำที่ CPN เข้ามาช่วยทำให้กิจการเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยเงินทุนและเครดิตที่พรั่งพร้อมของกลุ่มปี 2558 S เข้าไปซื้อหุ้น 51%ในเนอวานา ดีเวลลอปเม้นท์ กิจการบ้านเดี่ยวและที่อยู่อาศัยแนวราบ และเดือน ส.ค. 2558 รับโอนกิจการอาคารสำนักงานซันทาวเวอร์ส รวมถึงมีการขยายธุรกิจโรงแรมไปสหราชอาณาจักรโดยเข้าซื้อกิจการโรงแรมจูปีเตอร์สของจูปิเตอร์ โฮเทล โฮลดิ้งส์ ทำให้กลายเป็นเจ้าของโรงแรม 26 แห่งในสหราชอาณาจักร

ปีที่เริ่มดำเนินธุรกิจจริงจังเต็มปีคือปีก่อน มาสร้างคนสร้างแบรนด์สร้างระบบใหม่หมด โดยภิรมย์ภักดีเปิดทางให้มืออาชีพบริหารงานเต็มที่ภายใต้ทิศทางที่ตระกูลกำหนด คนในตระกูลเข้ามาเป็นกรรมการเท่านั้น

โจทย์ที่เขาได้รับจากกลุ่มบุญรอดคือต้องสร้างรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้กลุ่ม 2 หมื่นล้านบาทหรือ20%ของรายได้รวมทั้งกลุ่ม 1 แสนล้านบาทภายใน 5ปี โดยเริ่มจากศูนย์

นริศ กล่าวว่า เป้าหมายรายได้ใน 5ปีดังกล่าว 1 หมื่นล้านบาทจะต้องมาจากการเข้าซื้อกิจการที่สร้างรายได้เข้ามา ขณะนี้กิจการที่ซื้อมาแล้วสร้างรายได้ 2,000ล้านบาทในปีนี้ จากเป้าหมายรายได้ทั้งปี7,000 ล้านบาท

ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามแผน S ต้องลงทุนปีละ 1 หมื่นล้านบาท และต้องเพิ่มทุนให้เพียงพอ และมีการตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์บ้าง

ทั้งนี้แม้ว่าปัจจุบันรายได้ของ S จะได้เพียงประมาณ 1% ของกลุ่มและคาดว่าปีนี้จะได้เพียง 2-3% แต่นริศคาดว่าหลังจากการขายโครงการดิ เอส อโศกโครงการคอนโดมิเนียมหรู 55 ชั้น 419ยูนิต บนพื้นที่เกือบ 3 ไร่ มูลค่าโครงการ4,500 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้รายได้ในปี2561-2563 ที่จะทำให้รายได้บริษัทเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

นริศตั้งเป้าไว้ว่า ภายใน 5 ปีนี้ที่คาดว่าต้องมีรายได้เฉลี่ยปีละ 2 หมื่นล้านบาท จะต้องมาจากรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย 60% ที่เหลือจะมาจากธุรกิจโรงแรม

“ในเมื่อเขาให้โอกาสผมทำในสิ่งที่ดี สร้างองค์กร สร้างระบบ สร้างชื่อเสียงแบรนด์ เขาให้อิสระต่อมืออาชีพ ล่าสุดการเพิ่มทุนของบริษัทได้มีการออกวอร์แรนต์(ใบสำคัญแสดงสิทธิเพื่อแลกหุ้นสามัญ)ได้มีการออกหุ้นให้พนักงาน 100 ล้านหุ้นหรือครึ่งต่อครึ่งเพื่อให้พนักงานมีโอกาสร่วมหัวจมท้าย ลืมตาอ้าปากได้เพื่อสร้างผู้นำรุ่นต่อไป”

นริศเข้ามาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร S ด้วยการชักชวนของชญานิน เทพาคำ (ภิรมย์ภักดี) ประธานคณะกรรมการบริหาร ที่เป็นคนในตระกูลภิรมย์ภักดี จากงานประมูลไนท์ พลาซ่า ณ ขณะนั้นนริศเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน CPNและได้รับการชวนให้มาอยู่ S

“ตอนนั้นผมอยู่ CPN มา 16 ปีครึ่ง คิดว่าจะเกษียณที่นั่น แต่คุยกับคุณชญานินถูกคอ ถ้ามาเหนื่อย แต่คงสนุก นำประสบการณ์จาก CPN มาใช้ได้ ประกอบกับอยู่ที่นั่นอิ่มตัวแล้ว จึงตัดสินใจมา”

หลังจากบริษัทติดอันดับ SET 100 เป้าหมายต่อไปของเขาคือการติดอันดับ SET 50เพื่อให้ระดมทุนได้ง่ายขึ้น

นริศมองว่า อนาคต S จะคล้ายบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) คือเป็นบริษัทที่ลงทุนในบริษัทต่างๆ ทั้งบริษัทอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย ทรัสต์เพื่อลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (รีท) ธุรกิจโรงแรม บริษัทขนส่งและคลังสินค้า

ปัจจุบันมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนเพียง1 เท่า อนาคตหลังเพิ่มทุนคาดว่าจะเหลือ0.3-0.5 เท่า

สำหรับงานที่นี่ไม่ต่างจากเดิมมากนักผิดกันแต่ว่าในตำแหน่งซีอีโอ เขาได้อิสระในการบริหารงานมากกว่า เวลาว่างส่วนใหญ่ถ้าไม่สังสรรค์กับคู่ค้า ก็คือให้เวลากับครอบครัวเพราะวันนี้ลูกชายเขาวัย 20 ปีแล้วกำลังเรียนปี 2 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โคลนนิ่งพ่อมา แต่เรียนต่างค่าย (นริศจบพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

“ผมอยากให้ลูกจบมามีอาชีพรับบริหารพอร์ตให้กองทุนส่วนบุคคล แต่เขาต้องมีประสบการณ์บริหารพอร์ตในกองทุนก่อนสิ่งที่เขาเรียนเขาเลือกเอง เขาสนใจในพอร์ตส่วนตัวที่ผมบริหารเองอยู่เสมอ ชอบถามว่าลงทุนอะไร ผลการลงทุนเป็นอย่างไร”

ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น ความเก่งของเขาย่อมถูกถ่ายทอดไปยังทายาทเป็นธรรมดา

 

Leave a comment