ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
30 มิถุนายน 2559 เวลา 16:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/440543

โดย…วรธาร ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช
หนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็กเป็นหนังสือที่ประกอบด้วยเนื้อหาธรรมะและเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เหมาะแก่การอ่าน ศึกษา ค้นคว้าและเป็นธรรมบันเทิงและการพัฒนาจิตใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยผู้ใหญ่สามารถถ่ายทอดให้ลูกหลานนำไปปฏิบัติให้เกิดผลดีในชีวิตได้ แต่คนทั่วไปอาจยังไม่รู้จักหนังสือนี้กว้างขวางเท่าไรนัก
ที่มาและการเกิดขึ้นของหนังสือ
ต้องยอมรับว่าหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็กนั้นหลายคนยังไม่รู้ที่มา แม้แต่คนที่เคยอ่านบางคนยังไม่รู้อยู่ดี เพราะในหนังสือที่จัดพิมพ์ในแต่ละปีไม่ได้ระบุความเป็นมาของหนังสือ คงบอกแต่เพียงว่าเล่มนั้นๆ สำนวนนั้นๆ ใครแต่ง ฉะนั้นหนังสือดีๆ เหล่านี้ควรที่คนไทยจะรู้ และเมื่อรู้แล้วเชื่อว่าจะเกิดศรัทธาในบุคคลผู้ริเริ่มอย่างแน่นอน
พงษ์ศักดิ์ ศิริวงษ์ เลขาธิการราชบัณฑิตยสภา เล่าความเป็นมาให้ฟังว่า หนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็กนั้นเกิดขึ้นมาจากพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ที่ครั้งหนึ่งมีพระราชปรารภว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ดีเยี่ยม เป็นจริง ลึกซึ้ง น่าเลื่อมใส ไม่ขัดกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ผู้ศรัทธาย่อมเชื่อได้และเห็นจริงตามได้ด้วยปัญญาและจะนำสันติสุขมาสู่โลกได้ แต่ยังมีการเผยแพร่น้อย ขาดวิธีการสั่งสอนที่มีศิลปะและตำราที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอนเด็กต้องนับว่าบกพร่องที่สุด เพราะเด็กที่สวดมนต์ได้มีน้อยมากและไหว้พระไม่เป็นก็มี
พงษ์ศักดิ์ ศิริวงษ์
“จึงมีพระราชดำริว่าการสอนศาสนาแก่เด็ก เป็นสิ่งสำคัญสำหรับความเจริญมั่นคงของชาติ ทั้งทรงเห็นว่าการสั่งสอนเด็กน่าจะแก้ได้ไม่ยาก และเป็นของที่ควรพยายามแก้อย่างยิ่ง แม้ว่าพระพุทธศาสนาจะลึกซึ้งสอนให้เด็กเข้าใจยากก็ตาม แต่ก็มีธรรมที่จะสอนได้มาก เช่น เรื่องกรรมและอื่นๆ พระองค์จึงได้ทรงชักชวนให้พระสงฆ์ช่วยกันแต่งหนังสือหรือตำราสอนพระพุทธศาสนา เพื่อบิดามารดาของเด็กจะได้นำไปใช้สั่งสอนบุตรหลานให้เป็นคนดีต่อไป”
หนังสือพุทธมามกะแรงบันดาลพระทัย
เลขาธิการราชบัณฑิตยสภา กล่าวต่อมา ในปี 2471 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์หนังสือ “พุทธมามกะ” ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (พระราชอุปัชฌาย์ครั้งที่พระองค์ผนวช) พระราชทานเนื่องในงานวิสาขบูชาในปีดังกล่าว เนื่องจากทรงระลึกถึงธรรมเนียมที่รัชกาลที่ 6 ได้ทรงริเริ่มด้วยการส่งบัตรอวยพรในวันวิสาขบูชา ขณะที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ก็ประทานของเล่นแก่เด็กๆ ในงานเดียวกัน
“พระองค์จึงทรงเห็นว่าเป็นธรรมเนียมที่ดีพึงปฏิบัติตาม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์หนังสือพุทธมามกะซึ่งพระองค์เขียนคำนำด้วย พระราชทานในวันวิสาขบูชาปีนั้นให้กับคณะองคมนตรี เสนาบดี ข้าราชบริพาร ตลอดจนประชาชนที่สนใจในการพระราชพิธีวิสาขบูชา ปรากฏมีผู้สนใจอนุโมทนาในพระราชดำริของพระองค์เป็นอันมาก และด้วยแรงบันดาลพระทัยนี้จึงโปรดให้จัดประกวดหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็กในปีต่อมา (2472) โดยทรงมอบหมายให้ราชบัณฑิตยสภารับผิดชอบและจัดประกวดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน” เลขาธิการราชบัณฑิตยสภา ให้ข้อมูล

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัยชนะการประกวดครั้งแรก
ปี 2472 เป็นปีแรกที่จัดประกวด โดยราชบัณฑิตยสภาได้ออก “ประกาศการประกวดแต่งหนังสือแสดงพระพุทธศาสนาสำหรับสอนเด็ก” ฉบับแรก เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2471 โดยประกาศดังกล่าว สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภาลงพระนาม โดยมีข้อบังคับในการประกวดในปีแรกว่า ผู้แต่งหนังสือต้องแต่งเป็นภาษาไทยและอธิบายความให้ง่ายพอที่เด็กอายุ 10 ขวบอ่านเข้าใจความ เรื่องที่แต่งให้เป็นการสอนพระพุทธศาสนาตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาและมิให้กล่าวย่ำยีศาสนาอื่น
ขณะที่การตัดสินทรงให้ราชบัณฑิตยสภาเป็นพนักงานตรวจตัดสินตามที่เห็นสมควร แล้วคัดต้นฉบับที่ดีที่สุดขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย 3 ราย และเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดรายใดจะทรงเลือกพิมพ์เป็นหนังสือพระราชทานในวันวิสาขบูชา และจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานรางวัลที่ 1 จำนวน 200 บาทแก่ผู้แต่ง อีกสองรายรองลงมานั้นพระราชทานรายละ 100 บาท แล้วส่งหนังสือนั้นให้กระทรวงธรรมการพิมพ์สอนเด็กในโรงเรียนต่อไป
“ปีแรกมีผู้ส่งเข้าประกวด 24 ราย เป็นพระภิกษุ 5 รูป นอกนั้นฆราวาส ปรากฏว่าหนังสือที่ได้รับพระราชทานรางวัลที่ 1 คือหนังสือ “สาสนคุณ” พระนิพนธ์ในหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทว่า สมเด็จฯ ไม่ทรงทราบว่าหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัยทรงแต่งประกวดด้วย เพราะในสำนวนของแต่ละคนที่แจกจ่ายให้กรรมการตรวจจะไม่มีการลงชื่อกำกับ ลงแค่หมายเลขท่านั้น

โดยหนังสือสาสนคุณนั้นเนื้อหามี 7 บท เริ่มจากบทคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ศีล 5 คุณบุพการี คุณพระศาสนา และคุณของพระมหากษัตริย์ มีจุดเด่นที่สำนวนการเขียนอ่านเข้าใจง่ายเหมาะสำหรับเด็ก ที่สำคัญมีคำถามประจำแต่ละบททำให้เด็กได้ตอบคำถามว่าเข้าใจกับที่อ่านมาหรือเปล่าด้วย ซึ่งหนังสือสาสนคุณนี้ก็ได้พิมพ์แจกในวันวิสาขบูชาด้วย และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาถึงวันนี้” เลขาธิการเล่าถึงการประกวดครั้งแรก
ทรงกำหนดหัวข้อเรื่องให้แต่ง
ศ.พิเศษ อดิศักดิ์ ทองบุญ ราชบัณฑิต ในฐานะผู้เคยส่งผลงานเข้าประกวด และได้รับพระราชทานรางวัลที่ 1 ติดต่อกัน 3 ปี ได้แก่ เรื่องการสงเคราะห์บุตร ปี 2513 การสงเคราะห์ภรรยา ปี 2514 และการงานไม่อากูล ปี 2515 ขณะปี 2517 ก็ได้รางวัลที่ 1 เรื่องธรรมจริยาด้วย ได้เล่าถึงการประกวดให้ฟังว่า ช่วงแรกทางราชบัณฑิตยังไม่ได้กำหนดหัวข้อเรื่อง แต่ให้ผู้ประกวดแต่งมาเอง จึงทำให้คนที่แต่งในปีต่อมาในช่วงแรกๆ เรื่องหรือเนื้อหาจึงไปซ้ำหรือใกล้เคียงกับสำนวนที่เคยชนะประกวด ด้วยเหตุนี้ราชบัณฑิตยสภาจึงได้กำหนดหัวข้อเรื่องให้ และในปีที่เขาส่งผลงานเข้าประกวด ราชบัณฑิตยสภาก็ได้กำหนดหัวข้อธรรมโดยเป็นหัวข้อธรรมในมงคลสูตร 38 ประการ
“การเขียนหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็ก สิ่งสำคัญที่รัชกาลที่ 7 ทรงเน้น คือ วิธีการแต่งที่เข้าใจง่าย นอกจากนี้ทรงมีพระราชดำริว่าปัญหาประการหนึ่งควรต้องใช้ศัพท์บาลีหรือไม่ ซึ่งทรงเห็นว่าจำเป็นต้องใช้ เพราะต้องสอนให้เด็กรู้ศัพท์เหล่านั้นด้วย แต่ต้องอธิบายให้ชัด ทั้งทรงเห็นว่าภายภาคหน้าประเทศย่อมอยู่ในมือของเด็ก ถ้าอบรมเขาดีให้อยู่ในศีลธรรมอันดี ก็อาจมั่นใจในความเจริญและความมั่นคงของประเทศในภายหน้า พร้อมตรัสว่าศาสนาเป็นยาบำรุงใจในการทำงานให้สำเร็จและสมานใจยามทุกข์ได้ จึงควรพยายามให้เด็กๆ มียาคือคำสอนของพระพุทธศาสนาติดตัวไว้” เจ้าของรางวัล 3 ปีซ้อน กล่าว
ศ.พิเศษ อดิศักดิ์ ทองบุญ
จัดพิมพ์เฉลิมพระเกียรติ ร.7
การจัดประกวดได้ดำเนินการต่อเนื่องถึงปัจจุบันเป็นเวลาถึง 3 รัชกาลแล้ว ในหลักการต่างๆ ยังคงเดิม แต่มีการปรับปรุงลักษณะหนังสือจากที่ให้เด็ก 10 ขวบอ่านเข้าใจ มาเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 อ่านเข้าใจโดยให้อธิบายความง่ายๆ โดยราชบัณฑิตยสภาจะคัดเลือกสำนวนที่สมควรได้รับพระราชทานรางวัลที่ 1 2 3 เสนอต่อราชเลขาธิการเพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลขอรับพระบรมราชวินิจฉัย และเมื่อมีพระบรมราชวินิจฉัยแล้วจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์สำนวนที่ชนะเลิศเพื่อพระราชทานเนื่องในงานพระราชพิธีวิสาขบูชา โดยพระราชทานเงินค่าจัดพิมพ์พร้อมพระราชทานรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 โดยผู้ชนะการประกวดจะเข้ารับพระราชทานรางวัลในงานพระราชพิธีวิสาขบูชา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ภายหลังการตั้งเปรียญ
เลขาธิการราชบัณฑิตยสภา กล่าวว่า และด้วยพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 7 ในฐานะผู้ทรงริเริ่มจัดประกวดหนังสือสอนพระพุทธศาสนา ราชบัณฑิตยสภาในฐานะผู้รับผิดชอบการจัดประกวดจึงได้รวบรวมและจัดพิมพ์หนังสือสอนพระพุทธศาสนาตั้งแต่ปี 2471-2557 แบ่งเป็น 3 เล่มใหญ่ เพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสครบ 120 ปี พระบรมราชสมภพรัชกาลที่ 7
วันที่ 8 พ.ค. 2556 จำนวน 2,000 ชุด เพื่อมอบให้กับห้องสมุดโรงเรียนต่างๆ ต่อไป
นัยนา วราอัศวปติ ผู้อำนวยการกองศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสภา ในฐานะผู้รับผิดชอบในการตรวจปรูฟ กล่าวว่า ความจริงโครงการนี้ต้องแล้วเสร็จในปี 2556 ซึ่งเป็นปีครบ 120 พระบรมราชสมภพ แต่เพิ่งมาเสร็จเรียบร้อยในปี 2559 เนื่องจากมีความยากหลายอย่าง เช่น การรวบรวมต้นฉบับให้ครบทั้งหมด รวมถึงปัญหาในการพิสูจน์อักษร บางครั้งคำบางคำในแต่ละยุคสมัยจะเขียนไม่เหมือนกัน บางทีคำเดียวกันเรื่องเดียวกันแต่เขียนไม่เหมือนกัน ก็ต้องมาพิจารณาและตัดสินใจเลือกคำหนึ่งที่ถูกต้อง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยังคงตามต้นฉบับเดิม
ด้าน พัชนะ บุญประดิษฐ์ นักวรรณศิลป์ชำนาญการพิเศษ กองศิลปกรรม กล่าวว่า ในปี 2548 2553 2555 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชประสงค์จะให้เด็กไทยสนใจการศึกษาพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น จึงมีพระราชบัญชาให้คัดเลือกหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็กที่ชนะการประกวดในปีต่างๆ มาจัดพิมพ์ใหม่ด้วยรูปเล่มสวยงามมากกว่า 22 เรื่อง พระราชทานให้กับห้องสมุดโรงเรียนในโครงการของพระองค์ เช่น โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ เป็นต้น ทำให้คนรู้จักและเข้าถึงหนังสือนี้มากขึ้น และเมื่อผนวกกับการจัดพิมพ์ของราชบัณฑิตยสภาจำนวน 2000 เล่มในปีนี้ ก็จะยิ่งทำให้เด็กไทยเข้าถึงมากขึ้นไปอีก
