10 วัน สุดเซอร์ไพรส์ในมหาภารตนคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2559 เวลา 12:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/440942

10 วัน สุดเซอร์ไพรส์ในมหาภารตนคร

โดย…นกขุนทอง ภาพ พลศักดิ์ สุนทรตรึก

บางคนใช้ชีวิตโดยปราศจากจุดมุ่งหมายใดๆ

บางคนปล่อยให้สถานการณ์เป็นตัวกำหนดเป้าหมาย

บางคนวางแผนไว้แล้วมุ่งมั่นตามเส้นทางนั้น บ้างก็ทำได้ บ้างก็ล้มเหลว บ้างก็หลงลืมสิ่งที่ตั้งใจไว้

หากแต่บางคน เมื่อตั้งใจแล้วต้องทำ

 

“พลศักดิ์ สุนทรตรึก” ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด เดอะ เฟส ช็อป ไทยแลนด์ เป็นอีกคนหนึ่งที่มีเป้าหมายใช้ชีวิต หนึ่งใน New Year’s Resolution หรือ “ปีใหม่ปีนี้เราตั้งใจจะทำอะไร” ในข้อที่ 3 เขาเขียนเอาไว้ว่า จะต้องเดินทางไปยังดินแดนใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจและเป็นดินแดนที่ยังไม่ค่อยมีผู้คนเดินทางไปถึงมากนัก ปณิธานข้อนี้ได้เขียนเอาไว้ในวันที่ 1 ม.ค. 2559

วันที่จรดปากกานั้นเขาไม่รู้หรอกว่าจุดหมายคือที่ใด รู้เพียงว่า “ชีวิตต้องใช้” การออกเดินทางไปประสบเจอสิ่งใหม่ๆ นั้นเป็นของขวัญล้ำค่าให้แก่ชีวิต และด้วยหน้าที่การงานเขาจัดสรรเวลาท่องเที่ยวได้เพียงปีละ 2 ครั้ง ฉะนั้นแต่ละเมืองที่เลือกจะเดินทางไปต้องคัดสรรกันหน่อย เพื่อให้คุ้มค่าที่สุดกับเวลาที่มีแค่ 10 วัน

แล้วเรื่องตื่นเต้นที่จะนำพาเหตุการณ์มาอยู่ในความทรงจำของเขาอย่างไม่มีวันลืม ก็คือ เมืองเลห์ ลาดักห์ และ แคชเมียร์ ประเทศอินเดีย เมื่อเพื่อนที่ใช้ชีวิตอยู่ในอินเดียกว่า 10 ปี ได้ไลน์มาชวนให้ไปเที่ยว ใช้เวลาค้นคว้าข้อมูล และรวบรวมพลเพียง 2 วัน ได้เพื่อร่วมเดินทาง 10 คน

 

เลขสวยดีนะ 10 คน 10 วันมหัศจรรย์อินเดีย…

ตุ๊กตุ๊ก ซิ่ง เร็ว แรง แซงนรก

เครื่องบินจากสุวรรณภูมิใช้เวลา 4 ชั่วโมง 30 นาที ถึงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย อุณหภูมิท้องถิ่น 40 องศาเซลเซียส

“วันแรกที่ไปถึงเราต้องเข้าโรงแรมเพื่อพักผ่อนกันก่อน เพราะวันรุ่งขึ้นจะต้องขึ้นเครื่องเดินทางไปที่เมืองเลห์ ลาดักห์ ถามตัวเองว่าอย่างเราเนี่ยนะจะยอมพักผ่อนเฉยๆ หาเรื่องออกไปเที่ยวนิวเดลีสิครับ แต่ความสนุกเซอร์ไพรส์ของวันแรกเกิดขึ้นตอนที่เรากำลังจะกลับโรงแรม รถบัสเล็กที่เราจ้างเอาไว้เขากลับบ้านไปเลยครับ ไม่รอรับเรากลับไปส่งที่โรงแรม โทรถามคนขับรถได้ความว่า “อินี่ขี้เกียจรอจ้านายจ๋า นายเข้าไปช็อปปิ้งนานอินี่เบื่อเลยกลับบ้าน” อ้าวเวรกรรมแล้วเราจะกลับยังไง เพื่อนที่อยู่อินเดียที่พึ่งเดียวของเราจึงบอกว่าเราสามารถนั่งตุ๊กตุ๊กไปได้ 15 นาทีก็ถึง ทั้ง 10 คนก็เลยโอเคเพราะตุ๊กตุ๊กเมืองไทยก็มีเหมือนกัน เราเคยชินกันอยู่แล้ว

ผมและเพื่อนกระโดดขึ้นรถอย่างคล่องแคล่ว เราสบตากับคนขับตุ๊กตุ๊กเพื่อบอกเป็นสัญญาณว่าเราพร้อมแล้ว พี่คนขับจึงบิดรถออกอย่างแรงราวกับกำลังควบเฟอร์รารีอยู่อย่างนั้น โอ้วพระเจ้ามันเป็นอะไรที่ยิ่งกว่าหนังเรื่องเดอะฟาสต์แอนด์เดอะฟิวเรียสที่เราได้เคยดูกัน คิดดูเอาว่ารถเมล์สาย 8 ในตำนานต้องยอมคารวะ ตุ๊กตุ๊กที่อินเดียขับซิ่งมากและไม่กลัวเลยว่ารถใหญ่จะชนหรือว่าเกิดอันตรายใดๆ นางบีบแตรไล่รถอื่นๆ ตลอดทางและยังสามารถมุด เบียด ปาด แทรก กระแทก และบิดคันเร่งได้อย่างอรรถรสมาก นั่งกันก้นไม่ติดเบาะเลยทีเดียว เพื่อนๆ กรี๊ดไปก็ลุ้นไปสนุกเหมือนนั่งดูหนัง 4 มิติ ผมคิดว่าตุ๊กตุ๊กไทยที่ว่าแน่ต้องแพ้พ่ายยอมยกรางวัลให้อินเดียเลยละครับ กรี๊ดกันจนพักใหญ่เราก็รอดตายมาถึงโรงแรม”

เพื่อความปลอดภัย โปรดอยู่นิ่งๆ

เตรียมตัวกันมาดีมาก เช็กสภาพดินฟ้าอากาศ เมืองเลห์ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลมากพอควรทำให้อากาศเย็นตลอดทั้งปี ถ้าช่วงหน้าหนาวจะเย็นถึงขนาดติดลบ 20 องศาเซลเซียส ดังนั้นอุปกรณ์กันหนาวจึงขนมาพร้อมมาก แต่แล้วก็มีเรื่องให้ต้องร้องหาพระเจ้ากันอีกครั้ง เมื่อกระเป๋าเดินทางไม่มาพร้อมกับสายการบิน

 

“วันนั้นอุณหภูมิลบ 9 องศาเซลเซียส สอบถามทางสายการบินบอกว่ากระเป๋าน่าจะตามมาอีก 3 วัน แล้วเราจะอยู่อย่างไร ได้แต่หายใจลึกๆ แล้วทำใจเดินออกจากสนามบินมา แต่ก็ยังมีความหวังว่าเราน่าจะได้เจออะไรดีๆ ที่นี่เพื่อช่วยลดความนอยด์จากกระเป๋าที่หายไป กำลังจะก้าวขาพ้นสนามบินก็มีเสียงประกาศว่า เนื่องจากสภาพอากาศบนที่สูงจะมีออกซิเจนค่อนข้างน้อยเราจึงขอแนะนำให้ท่านงดทำกิจกรรมใดๆ เป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อปรับร่างกายให้เข้ากับสภาพอากาศและเพื่อความปลอดภัยของชีวิตของท่าน นั่นไงเอาอีกแล้วไม่ได้ไปไหน ไม่ได้เที่ยวอีกแล้ว”

แต่มีหรือแก๊งนี้จะยอมหยุดอยู่นิ่งๆ พวกเขาไม่ลดละความพยายามที่จะออกไปทำอะไรสักอย่างข้างนอกโรงแรม จนได้รับคำแนะนำให้ไป Shanti Stupa ซึ่งเป็นเจดีย์พระธาตุคนญี่ปุ่นที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้มาสร้างเอาไว้ พวกเขาได้ไปเดินเวียนรอบพระธาตุทำใจให้สงบก่อนกลับมานอนซุกตัวใต้ผ่าห่มอุ่น ออมแรงไปลุยดินแดนมหัศจรรย์

อยากได้ภาพสวย แต่หมดสภาพ

วันที่ 3 การเดินทางท่ามกลางขุนเขาหิมะด้วยรถแวน เดินทางจากเมืองเลห์ไปที่นูบรา วัลเลย์ (Nubra Valley) ระหว่างทางมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมาก ท้องฟ้าสีฟ้าตัดขอบหิมะบนปลายยอดเขาสีขาวด้านล่างเป็นธารน้ำใสสวยยิ่งกว่าในเทพนิยาย อะไรจะช่างโลกสวยวันเดอร์ฟูลเวิลด์ขนาดนี้ พวกเขาจึงยกให้เป็น “โฟโต้เดย์” เพื่อบันทึกความงดงามของดินแดนมหัศจรรย์นี้

 

“เราขับรถไปแวะถ่ายรูปเก็บภาพไปตามทางเพราะเราคงไม่ได้กลับมาที่นี่กันแน่ รถที่เรานั่งไต่ระดับความสูงไปเรื่อยๆ จนถึง Khardung La Pass จุดที่เราอยู่สูงจากพื้นโลกที่สุดในชีวิต ณ จุดนี้ 18,380 ฟิต ซึ่งหนาวมาก หายใจยากมาก และก็สนุกมากเช่นกัน ไหนๆ ก็ได้มาถึงจุดสูงสุดในชีวิตละ ขอถ่ายรูปกับเสาบอกความสูงสักหน่อย ลงไปแชะภาพได้ไม่ถึง 3 นาทีก็ต้องรีบขึ้นมาที่รถเพราะอากาศข้างนอกหนาวเย็นมาก แล้วเราก็มาจอดอยู่ ณ ลานแห่งหนึ่งเป็นพื้นที่กว้างๆ มีภูเขาหิมะเป็นแบล็กกราวด์ เรากระโดดถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน หาได้รู้มั้ยว่าจากการกระโดดมากมากขนาดนั้นจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต อาเจียนสิครับ!!! ผมอาเจียนหนักมาก เล่นซะหายใจไม่ทัน ความสนุกของวันนั้นจึงจบลงแต่เพียงเท่านี้ เพราะเวียนหัวและอาเจียนตลอดทางที่เรามาจนถึง Nubra Valley ที่ที่เพื่อนๆจะไปขี่อูฐกันแต่ผมต้องกลายเป็นคนเฝ้ารถไปในที่สุด เรื่องมันเศร้าจริงๆ ครับ”

ความงดงาม ที่หนาวจับใจ       

จุดหมายของวันที่ 4 คือ Pangong Lake ทะเลสาบที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกเคยมาเยือนต่างร่ำลือกันว่าเป็นทะเลสาบที่สงบนิ่งและสวยงามที่สุดท่ามกลางขุนเขาแห่งหนึ่งในโลก ระหว่างการเดินทาง 4 ชั่วโมง เส้นทางเต็มไปด้วยหินก้อนใหญ่น้อยทุรกันดารยิ่งกว่าชายแดนไทย-พม่า ผ่านภูเขาหินทราย ผ่านลำธารน้ำใสที่ละลายมาจากเทือกเขาสูง และไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ นอกจากพวกเขา10 คน จนกระทั่งรถได้ข้ามเนินเขาแห่งหนึ่งมาและสิ่งที่พวกเขาได้เห็นเบื้องหน้าคือ ทะเลสาบสีฟ้าครามที่กว้างสุดลูกหูลูกตาโอบล้อมไปด้วยภูเขาหินสีน้ำตาลทอดตัวเป็นแนวยาวไปตามขอบฟ้า นาทีนั้นไม่มีใครหาคำบรรยายมาแทนภาพเบื้องหน้าได้ นอกจากยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปบันทึกสิ่งที่เขาบอกกับตัวเองในขณะนั้นว่า “มันงดงามที่สุดในชีวิตที่พบพานมา”

 

“ผมและเพื่อนๆ ถ่ายรูปอยู่ที่นี่กันพักนึงก็ถึงเวลาที่เราต้องกลับโรงแรม แต่คืนนี้เป็นคืนที่เราจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิตว่าเราได้มานอนอยู่ที่ไหนในโลกแห่งนี้ เราเลือกพัก Pangong Residency ครับ คืนนี้อากาศลบถึง 17 องศาเซลเซียส เรากระโดดขึ้นเตียงนอนกันเลย พักหนึ่งเริ่มรู้สึกถึงความหนาวเย็นยิ่งดึกยิ่งหนาว จนทนไม่ไหวถามทางโรมแรมมีฮีตเตอร์มั้ย สิ่งที่ตอบกลับมาทำให้หัวใจเราแทบสลายคือคำว่า ไม่มีฮีตเตอร์ หนทางเดียวที่ทำได้คือการมานอนรวมกันเอาตัวเบียดกันให้อุ่นที่สุด แต่ก็ต้องแลกมากับการนอนแข็งทื่อท่าเดียวทั้งคืนขยับตัวไม่ได้และไม่มีโอกาสที่จะได้ลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำในตอนกลางดึก ผมเริ่มคิดถึงบ้าน ยิ่งดึกก็ยิ่งทรมาน ตลอดทั้งคืนคิดอยู่แต่ว่าเรามาทำอะไรที่นี่ เราจะตายที่นี่มั้ย”

คิดวนไปวนมาจนเพลียหลับ รู้สึกตัวอีกทีก็เช้าแล้ว สวรรค์มาโปรด…

 

สโลว์ ไลฟ์ ตามไหล่เขา

วันที่ 5 เดินทางกลับมาที่เมืองเลห์ เช้าวันรุ่งขึ้นต้องขึ้นเครื่องกลับไปที่นิวเดลีเพื่อจะบินไปต่อที่แคชเมียร์ดินแดนของพืชพรรณที่ผลิบานรอต้อนรับการมาเยือนของนักท่องเที่ยว

“คนขับรถของเราชื่อคุณจิกมี่ ได้แนะนำว่าเราจะกลับไปที่เมืองเลห์อีกทางหนึ่งซึ่งไม่ใช่ทางที่เรามา ทางนี้จะได้เห็นฝูงจามรีด้วย คุณจิกมี่ได้ขับรถพาเราลัดเลาะไปตามไหล่เขาวนขึ้นวนลงวนซ้ายวนขวาจนกระทั่งมาถึงลานกว้างที่มีฝูงจามรีฝูงใหญ่กำลังยืนเล็มหญ้าอยู่ ชีวิตของพวกมันช่างดูมีความสุขมากๆ สโลว์ ไลฟ์จริงๆ เส้นทางเราผ่าน Changla Pass จุดแวะถ่ายรูปของนักท่องเที่ยว เรายังได้แวะเที่ยววัด Thaksey และวัด Hemis 2 วัดนี้เป็นวัดสไตล์ทิเบตที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ และได้มาเยี่ยมชม Leh Palace พระราชวังที่เป็นที่ประดับของอดีตกษัตริย์ แต่ตอนนี้กลายเป็นพระราชวังร้างไม่มีสิ่งของใดๆ เราเข้าพักที่ Nalanda Hotel เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ช่วยคลายหนาว ไม่ว่าจะเป็น ผ้าห่มไฟฟ้า เครื่องทำน้ำร้อน หรือแม้แต่ฮีตเตอร์ ดังสวรรค์มาโปรดหลังจากที่เราไม่ได้อาบน้ำมา 4 วัน นี่คือครั้งแรกที่เราจะได้อาบน้ำที่นี่ เรากินข้าวเย็นกัน จิบชาอุ่นๆ ที่คนที่นี่เรียกว่า ใจ (Jai) และนอนหลับด้วยความสุขในรอบ 4 วัน”

 

หัวหกก้นขวิดที่โรงพยาบาล

วันที่ 6 นอกจากใช้เวลาเดินทางนานแล้ว ยังเจอกับสภาพอากาศ จากติดลบที่เลห์ มาเจออุณหภูมิที่สูงกว่า 40 องศาที่นิวเดลี และบินกลับมาติดลบนอีกครั้งที่แคชเมียร์ ทำให้เขาเริ่มรู้สึกมีอาการแปลกๆ ในร่างกาย จนนำพาเขามาเจอประสบการณ์ทางการแพทย์ที่น่าขนลุกที่สุด

“ในเย็นวันนั้นผมมีอาการไข้ขึ้นครับ ตัวร้อนและหายใจไม่ออก นอนซมอยู่ที่ห้องไม่ได้ไปกินข้าวจนเพื่อนๆ ติดต่อโรงพยาบาลในละแวกนั้นได้และได้พาผมไปพบแพทย์ ไม่น่าเชื่อว่านี่คือโรงพยาบาล สภาพโดยทั่วไปเป็นอาคารชั้นเดียววางตามแนวยาว มีกลิ่นอับและดูไม่สะอาดเท่าที่ควร เราเดินตามหาคุณหมออยู่พักหนึ่งก็พบว่าคุณหมอนอนหลับอยู่บนเตียง ในใจผมถามตัวเองว่านี่คือคุณหมอจริงๆ ใช่มั้ย เราจะตายมั้ย คำถามเป็นร้อยเกิดขึ้นในสมองอันรวดเร็ว ใบอนุญาตหรือใบแสดงตนว่าเป็นหมออะไรก็ไม่มี คุณหมอตื่นมาหน้างงๆ และถามสองสามประโยคจากนั้นสั่งพยาบาลให้ฉีดยา พี่พยาบาลก็หน้าตาโหดเอาเรื่องนางเป็นบุรุษพยาบาลครับ คุณพี่พยาบาลบอกผมถอดกางเกงและนอนคว่ำ เชื่อมั้ยครับว่าคนที่นี่เขาฉีดยาไม่มีการทาแอลกอฮอล์ไม่มีบอกหรือพูดอะไร การฉีดยาของเขาคือการเอาเข็มปักลงไปที่ก้นแล้วดันยาเข้าไปในร่างกายแบบไม่ต้องทะนุถนอม อารมณ์ตอนนั้นแบบว่ามันสุดจริงๆ ครับ ฉีดยาเสร็จหมอเรียกเข้าไปที่ห้องพักของคุณหมอแล้วสั่งยาว่าให้ คุณหมอนอนสั่งยาบนเตียงนอนใต้ผ้าห่ม เออก็แปลกดีเกิดมาไม่เคยเห็นและจะจำไปตลอดชีวิตถึงเรื่องเซอร์ไพรส์ที่ได้มาพบหมอที่นี่ แต่หลังจากที่ฉีดยาได้ 20 นาที อาการป่วยหายเลยครับ โอ้วพระเจ้า อะไรมันจะได้ผลเร็วชะงักขนาดนั้น ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดีจะโชคดีที่หายไวหรือว่าโชคร้ายที่เจอโรงพยาบาลน่ากลัว”

 

บิด สโนว์ ไบค์ ซิ่งท้าความเย็น

วันที่ 7 ซื้อตั๋วกระเช้าเคเบิ้ลขึ้นไปที่ยอดเขากุลมาร์ก (Gulmarg) ก็เจอเรื่องเซอร์ไพรส์ มวลมหามนุษย์อินเดียก็มาเที่ยวที่นี่เหมือนกัน มีจลาจลเล็กๆ ที่หน้าห้องขายบัตรเพราะคนทะเลาะกันเรื่องต่อแถวซื้อตั๋วนั่งกระเช้า

“คนที่ประเทศนี้เขาไม่เข้าใจคำว่าการต่อแถวนะครับ ฉะนั้นเราโดนเบียดโดนแทรกโดนกระแทกอยู่เสมอ ต่อแถวอยู่ดีๆ แถวหายไปเฉยๆ เราขึ้นกระเช้าไปถึงด้านบนที่ความสูง 14,000 ฟิต ความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรกพ่อค้าวาณิชชาวอินเดียต่างกรูกันเข้ามาหาพวกเราอย่างกับเสื้อชีตาร์ล่าเหยื่อเพื่อที่จะเสนอขายแพ็กเกจกิจกรรมต่างๆ นานาบนเทือกเขา มาถึงตอนนี้ผมบอกเลยว่าบรรยากาศยิ่งไม่น่าอยู่เลยครับ พวกเขาเข้ามารุมนักท่องเที่ยวและแย่งกันเสนอขายจนเราฟังไม่รู้เรื่องว่าเขาขายอะไรราคาเท่าไหร่บ้าง เราจึงตัดสินใจทำหน้ามึนๆ และเดินออกมาจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด จนเจอ Snow Bike ยานพาหนะสุดเอ็กซ์ตรีมที่พวกเราไม่เคยเห็นลักษณะเหมือนเจ็ตสกีผสมกับล้อที่มีสายพานเหมือนรถถัง หน้าตาแปลกๆ แต่เขาบิดกันมันสุดๆ เราเลยไม่พลาดเพราะปกติเราก็บิดมอเตอร์ไซค์แว๊นกันในกรุงเทพฯ อยู่แล้ว ไม่ผิดหวังครับมันสนุกจริงๆ การได้บิดไปตามพื้นแผ่นหิมะลัดเลาะไปตามเนินเขามันช่างสนุกจริงๆ ครับ คุ้มที่สุดแล้วในบรรดากิจกรรมที่อยู่บนเทือกเขากุลมาร์ก”

 

วันที่แปดที่ผิดแผนไปเสียหมด

จุดต่ำสุดในทริปนี้ก็เกิดขึ้นวันนี้ เซอร์ไพรส์ได้ไม่จบจริงๆ เรื่องเกิดที่ภูเขาที่ชื่อว่า โซนามาร์ก “เราจะขึ้นไปบนเขาเพื่อที่จะเล่นสกีและทำกิจกรรมอื่นๆ ตามปกติของคนที่มาพักผ่อนที่นี่ แต่เราก็ได้พบพ่อค้าวาณิชจำนวนมากได้เข้ามาเกาะที่รถของเราและพยายามจะเข้ามาในรถเพื่อเสนอขายกิจกรรม น่ากลัวมากพ่อค้าทุกคนดูจริงจังจนเราอึดอัดอยากออกจากพื้นที่ตรงนั้น แต่ก็ไม่สามารถออกไปไหนได้เพราะเขามาล้อมรถเราเอาไว้ เราเสียเวลามาหลายชั่วโมงและก็ไม่ได้เล่นสกี เราจึงตัดสินใจกลับไปที่โรงแรม แต่เรื่องเซอร์ไพรส์ยังไม่จบเพราะโรงแรมที่เราจองเอาไว้สร้างยังไม่เสร็จดี ยังไม่ได้ทำความสะอาด ห้องทุกห้องเต็มไปด้วยฝุ่น เศษวัสดุก่อสร้าง คนงานเดินเข้าออกไปมา ประเมินจากสายตาแล้วว่าไม่น่าจะพักได้ เราขอเงินคืนแต่ก็ไม่สำเร็จ เจ้าของโรงแรมยืนยันว่าสามารถพักได้ เราจึงตัดใจทิ้งห้องพักและเดินทางกลับมาพักที่บ้านเรือที่เดิม สรุปว่าวันนี้ทั้งวันเรายังโชคดีอยู่บ้างที่ได้ไปถ่ายรูปเล่นกันที่ทุ่งดอกมัสตาร์ด ยังไปมีอะไรดีๆ ให้ได้ยิ้มบ้างถึงแม้ว่าทุกคนจะผิดหวังกันสุดๆ ก็ตาม”

เรื่องเลวร้ายของวันที่ 8 ก็ได้ผ่านไปพร้อมกับการหมุนรอบตัวเองของแกนโลกจนถึงเช้าวันใหม่…

ความงดงามมีอยู่รายรอบตัว

วันที่ 9 เสียงฝนเป็นนาฬิกาปลุกให้เขาลุกขึ้นไปเสพแสงแห่งวันใหม่ แม้ว่าฟ้าจะสลัวมีฝนปรอยและมีทีท่าจะไม่หยุดตกง่ายๆ แต่บรรยากาศก็งดงามเกินกว่าจะขังตัวเองไว้ในโรงแรม ผลโหวตของสมาชิกจึงออกมาว่า ไปนั่งเรือเล่นในทะเลสาบที่อยู่ใกล้ๆ ที่พักกันเถอะ บรรยากาศคล้ายๆ คลองอัมพวา มีบ้านเรือนผู้คนและได้เห็นวิถีชีวิตริมน้ำตลอดทั้งสองฝั่งคลอง สายฝนที่ดูเหมือนเป็นอุปสรรคหากมองอีกมุมมันก็ช่วยสร้างให้บรรยากาศ ณ เวลานั้น โรแมนติกขึ้น จนรู้สึกว่าเปลี่ยนเพื่อนร่วมทริปเป็นคนรักเสียคงจะดี(ฮา)

 

วันสุดท้าย สัมผัสทัชมาฮาล

วันที่ 10 เข้าชมทัชมาฮาล (Tajmahal) หนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่นักท่องเที่ยวทุกคนควรมาเยือนสักครั้ง สุสานแห่งความรักที่สร้างขึ้นจากหินอ่อนที่สวยที่สุดในโลก

“เราเดินทางไปตามถนนซูเปอร์ไฮเวย์จากนิวเดลีไปที่เมืองอัครา ระหว่างทางได้เห็นการพัฒนาเมืองที่พักอาศัยใหม่ๆ ของอินเดีย มีสนามแข่งรถสำหรับกิจกรรมยามว่างของเศรษฐีเมืองภารต  แต่ห้องน้ำก็เป็นอะไรที่หายากไม่ต่างจากงมเข็มในมหาสมุทร 3 ชั่วโมงผ่านไปเราก็ได้มาเห็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ทำด้วยหินอ่อนสีขาวตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าพวกเรา เป็นอาคารทรงโดมที่วิจิตรบรรจง ใช้ศิลปะหลายๆ แบบเข้ามาผสมผสานกัน และความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ที่จะให้เราเข้าไปชมความสวยงามนั้นก็มีสูงมาก ข้อห้ามหลายๆ อย่างถูกเขียนเอาไว้ทีมเราทำตามกฎทุกอย่างก็เลยไม่มีปัญหาอะไรกับการเข้ามาชมที่นี่ จะมีก็ตรงที่สภาพอากาศที่สูงจนเกือบ 45 องศาเซลเซียล”

การเดินทางครั้งนี้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้สมบูรณ์แบบไปทุกเรื่อง ซึ่งพลศักดิ์ก็ไม่ได้หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะในทุกๆ เส้นทางที่ผ่านเขาได้เสพความสวยจากธรรมชาติที่โลกนี้ได้สรรค์สร้างเอาไว้จนอิ่มใจ ส่วนเรื่องที่แลดูเป็นอุปสรรคทั้งหลายก็เป็นบทเรียน เพราะทุกครั้งที่เขาออกเดินทางเรื่องราวเหตุการณ์ใหม่ๆ นี้แหละ คือสีสันให้ชีวิต แน่นอนว่าการเดินทางไปเป็นหมู่คณะอาจจะมีหลายอารมณ์ หลายความเห็นต่าง ที่อาจเกิดความขัดแย้งจนทำให้ทริปไม่สนุก ทว่านั่นเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการเดินทางเป็นทีมที่จะพิสูจน์ว่าการเดินทางครั้งนั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่ และเขาก็ได้คำตอบแล้วว่า มิตรภาพสวยงามเสมอ

 

 

 

Leave a comment