ชำแหละวิชามารบิดเบือนรธน. หวังผลทำลายคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2559 เวลา 12:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/442678

ชำแหละวิชามารบิดเบือนรธน. หวังผลทำลายคสช.

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การประชามติร่างรัฐธรรมนูญเดินมาถึงโค้งสุดท้ายอย่างเป็นทางการ เหลืออีกไม่ถึงหนึ่งเดือนจะถึงวันชี้ขาดวันที่ 7 ส.ค. ต้องยอมรับว่านับจากวันเริ่มลงมือเขียนร่างรัฐธรรมนูญวันแรก จนมาถึงการรณรงค์รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเวลานี้ พัฒนาการทางวิวาทะมีการเพิ่มความดุเดือดเป็นลำดับ ถึงขั้นที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) บอกกับสื่อมวลชนว่า “มีเรื่องวิชามารที่คอยบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ”

จังหวะนี้โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสนทนาพิเศษ “อาจารย์อุดม รัฐอมฤต” โฆษก กรธ.เกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและทิศทางการต่อสู้ของ กรธ.ในศึกประชามติที่ใกล้เข้าสู่บทสรุปในเดือนหน้า

“เราเห็นว่าการสื่อสิ่งที่เป็นในตัวร่างรัฐธรรมนูญมันก็เป็นไปตามตัวอักษร เราเขียนอะไรทุกคนก็รู้ตรงกับเรา 279 มาตรา เรื่องที่คนชอบหรือไม่ชอบเป็นเรื่องที่เราห้ามกันไม่ได้ จะชอบหรือไม่ชอบไม่เป็นไร แต่ไม่ใช่การมาบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญของเราเป็นอีกอย่างหนึ่งที่เป็นคนละเรื่อง”

“วิชามาร คือ การพยายามใช้เล่ห์เพื่อจะทำให้คนเกิดความเข้าใจผิดและความวิตก โดยเฉพาะการบอกว่า กรธ.พยายามดึงคนนอกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญไม่มี หรือการพูดว่าในช่วง 5 ปี พรรคการเมืองจะไม่มีความเป็นอิสระหลายเรื่อง”

อาจารย์อุดม ได้ชี้ให้เห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้เป็นการพยายามสร้างเงื่อนไขต่อรองทางการเมืองของฝ่ายการเมือง

“ดังนั้น สิ่งที่นักการเมืองพยายามทำคือ การต่อรองการใช้กลยุทธ์ต่างๆ รวมถึงวิธีการสร้างกระแสการสร้างความยอมรับ แต่ที่มันหนักข้อมากขึ้น คือ การทำลายความน่าเชื่อถือของ กรธ.ด้วยการบอกว่า กรธ.จะไปทำให้บ้านเมืองตกอยู่ภายใต้อำนาจของเผด็จการและทหาร ตรงนี้เป็นวิถีของคนที่้ต้องการจะโจมตี”

ขณะเดียวกัน ในทัศนะของอาจารย์อุดม ยังเห็นอีกว่า ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นเป้าจริงที่ฝ่ายตรงข้ามโจมตี เพราะเป้าหมายที่แท้จริงอยู่ที่ คสช.

“ท้ายที่สุด ถ้าเรามองว่าวิชามารที่พยายามจะพูดคือ การเอาหน้าปกเอกสารคำอธิบายสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ไปแปลงสาร พยายามทำทุกอย่างเพื่อที่จะทำให้เห็นว่าสิ่งที่ กรธ.ร่างขึ้นมาไม่มีความน่าเชื่อถือ การสร้างความไม่น่าเชื่อถือนั้นมันไม่ใช่เรื่องของการมาบอกว่าเราชอบหรือไม่ชอบร่างรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการบอกว่าคุณอย่าไปไว้ใจเขานะ”

“คือ จริงๆ ผมยังมีความรู้สึกว่าเวลาเราตีความเรื่องการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ คนมีความคิดสองแบบ แบบที่หนึ่ง คือ การที่ คสช.เสนอให้ประชาชนว่าจะเอารัฐธรรมนูญแบบนี้หรือไม่ ซึ่งมันธรรมดาคุณจะเอาหรือไม่เอาก็ได้ ไม่เอาก็จบ แบบที่สอง คือ การไปผูกโยงกับการเมืองว่า ถ้าไม่เอาร่างรัฐธรรมนูญ คสช.ต้องรับผิดชอบ เป็นความพ่ายแพ้ของ คสช.และรัฐบาล โดยมองแบบการประชามติของสหราชอาณาจักรก่อนหน้านี้ หวังผลไปที่ คสช. ทำให้ประชาชนเกิดความเสื่อมศรัทธา”

“ผมคิดว่า คสช.ไม่ได้เล่นด้วยหรอก เขาไม่ได้มีอะไรที่เขาต้องไปผูกหรือไม่ผูกตัวเองกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราก็เห็นตั้งแต่ต้นแล้วว่าสิ่งที่ คสช.บอกให้ กรธ.ดำเนินการ กรธ.ก็ไม่ได้ทำให้ทั้งหมด อะไรมีเหตุผลเราก็ร่างให้ ส่วนเขาจะชอบหรือไม่ชอบเราไม่รู้หรอก”

ในเมื่อมีวิชามารมาก ทำไม กรธ.ไม่ใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องตัวเอง? โฆษก กรธ.อธิบายว่า เราพูดกันตามจริง กรธ.ไม่ใช่คู่กรณี กรธ.ทำหน้าที่แค่การยกร่างรัฐธรรมนูญ คนจะรับหรือไม่รับไม่เป็นไร โอเค คนรับร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.ดีใจ คนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.ก็อาจจะไม่ค่อยสบายใจหน่อย แต่มันก็ไม่ได้มีผลอะไรที่มาผูกกับเรา เราไม่ได้มีอะไรที่ได้เสียโดยตรง

“ในความเป็นจริงเราไม่อยากเห็นบรรยากาศของบ้านเมืองขุ่นมัว การที่คนชอบหรือไม่ชอบมันก็เป็นธรรมดา เราไม่ได้รู้สึกว่าการที่คนไม่ชอบร่างรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นศัตรูกับเรา เขาก็มีสิทธิที่จะไม่ชอบ”

ส่วนการทำงานของ กรธ.จากนี้ยังคงยึดตามรูปแบบเดิมโดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจ แต่อาจารย์อุดมยอมรับความเป็นจริงว่าคงไม่สามารถทำให้ประชาชนเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญได้ทุกมาตราก่อนเดินเข้าคูหาไปใช้สิทธิ เพราะการทำงานของ กรธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์นั้นเป็นเพียงช่องทางที่ทำให้ประชาชนได้เข้าถึงร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น

“พูดกันตามจริง ไม่ว่าจะ กรธ. นักข่าว นักการเมือง กลุ่มการเมือง การศึกษารัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ถามว่าท่านเข้าใจและเห็นด้วยทุกมาตราจริงๆ เหรอ หรือถ้าเป็นกลุ่มชาวบ้านจริงๆ ที่ไม่ใช่นักวิชาการ ต่อให้มีความสนใจร่างรัฐธรรมนูญ ถามว่าจะไปศึกษาอะไรที่ลึกซึ้งกับตัวมาตราทั้ง 279 มาตรา”

“จริงๆ มันคือการหยิบยื่นตัวบทกฎหมาย ตัวร่างกฎหมาย คำอธิบายและช่องทางในการที่คุณจะเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ เราเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เราทำอย่างนี้ เราไม่ได้หมายความว่าเราจะไปอธิบายให้คุณเข้าใจอย่างถ่องแท้ทั้ง 279 มาตรา เราพูดแต่เพียงช่องทางในการที่คุณจะเข้าถึง เช่น ถ้าคุณสงสัยประเด็นใด คุณก็จะมีช่องทางเข้าถึง เป็นต้น ถ้าจะให้อธิบายตัวบทร่างรัฐธรรมนูญ วันเดียวจะไปพูดอะไร ขนาดเขาสอนกันทั้งเทอมเขายังไม่ได้ครบทุกมาตราเลย”

“การลงประชามติของเรา มันเป็นเพียงการมาผูกมัดว่าต่อไปนี้ ถ้าชาวบ้านบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้พอได้ การเมืองที่จะมาจากการเลือกตั้งจะมาเที่ยวแก้ไขง่ายๆ ไม่ได้นะ ถูกไหม ชาวบ้านอาจจะไม่ได้ชื่นชมยินดีกับร่างรัฐธรรมนูญนี้เต็มที่ แต่อย่างน้อยเขาก็บอกว่าพอรับได้”

จากนั้นยังประเมินถึงปัจจัยชี้ขาดที่จะมีผลต่อการลงประชามติว่ามีอยู่สองเรื่อง ซึ่งอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ คือ หมวดปฏิรูปประเทศและบทเฉพาะกาล

“สำหรับผมแล้วส่วนที่มีสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ บทเฉพาะกาล เท่านั้นแหละ ส่วนบทอื่นมันมีอยู่แล้วแต่เป็นเพียงการกระชับให้กลไกต่างๆ มีความเข้มแข็งมากขึ้น ถ้าเราเทียบบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กับรัฐธรรมนูญอื่นๆ ค่อนข้างแตกต่างกันไป สมมติร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติในช่วง 5 ปีนี้บทเฉพาะกาลมันจะเดินโดยเฉพาะการได้มาซึ่ง สว. และการกำหนดบทบาทหน้าที่ของ สว.”

“รัฐธรรมนูญอื่นๆ ไม่เคยเขียนเรื่องปฏิรูปประเทศชัดเจนขนาดนี้ เหตุผลของการมี สว. 250 คนจาก คสช. คือการมาคู่กับการปฏิรูปประเทศ ดังจะเห็นได้จาก กรธ.เขียนหมวดการปฏิรูปประเทศไว้หลังหมวดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าหมวดปฏิรูปประเทศเป็นส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามา มันมีที่ไหนที่รัฐธรรมนูญคิดว่าจะใช้แค่ชั่วขณะเหรอ คิดใช้ยาวๆ ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นการปฏิรูปประเทศคือ สิ่งที่เราคาดหวังว่าต่อไปจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ”

สุดท้าย ในมุมมองของอาจารย์อุดมยังตั้งความหวังว่าอยากเห็นประเทศเดินหน้าปฏิรูปไปข้างหน้าอย่างเป็นรูปธรรม แต่การจะไปถึงจุดนั้นต้องอาศัยหลายปัจจัยสนับสนุน

“ระยะเฉพาะหน้า การเมืองการเลือกตั้งมันยากที่จะไปเปลี่ยนแปลงอะไรที่ให้มันเกิดความชัดเจนได้ เพราะการเมืองในบ้านเรามันมีเรื่องของผลประโยชน์กลุ่ม มีเรื่องของคุณภาพของคนที่มาผลักดัน แต่สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ การทำให้กฎหมายมีสภาพบังคับว่ามีกลไกในการปฏิรูปประเทศที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ประเทศจะไม่ถูกยกระดับได้หรอก ถ้าการมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ถูกปลุกขึ้นมา”

“ต้องมีกลไกรองรับโดยองค์กรปกครองส่วนถิ่น องค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ ไม่ใช่ไปหวังพึ่งคนนั้นคนนี้อย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการมีความรับผิดชอบร่วมกันที่เราจะไปให้ถึงจุดนั้น ถ้าถามผมผมก็ยังอยากเห็นกฎหมายที่ทำให้ภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วม”

“ผมพูดแบบภาพรวมว่าการเปลี่ยนแปลง ลำพังกฎหมาย ลำพังแนวคิด ยังไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้ ต้องอาศัยอัศวิน อาศัยรัฐบุรุษ หมายถึงคนในสังคมที่ให้ความน่าเชื่อถือ เพื่อให้คนเป็นรูปธรรม เหมือนในฝรั่งเศสคนนับถือชาร์ล เดอโกล ชาร์ล เดอโกลว่าไงก็ว่าตามกัน แต่ประเทศไทยจะเป็นใครคุณก็ต้องช่วยคิดกัน”อาจารย์อุดม ทิ้งท้าย

 

Leave a comment