ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
10 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/442214

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน
เหล็กจะกล้า หินจะแกร่ง ต้องผ่านไฟร้อนๆ ชีวิตที่จะแข็งแรงเติบโต มันจึงต้องผ่านอุปสรรคขวากหนาม มีบทเรียนชีวิตที่ยากๆ กันมาบ้างสักครั้งสองครั้งพอให้รู้รสชาติว่าความเข้มแข็งอดทนมันเป็นเช่นไร ชีวิตที่สะดวกราบรื่นเรียบง่ายนั้นเป็นชีวิตที่ไม่มีวัคซีนที่จะทำให้คนนั้นเข้มแข็ง อดทน เช่นเธอคนนี้ กัญจน์ณภัส ชอง หรือที่รู้จักในแวดวงพยากรณ์ว่า อันญ่า ยิปซีมหัศจรรย์ สาวสวยวัย 30 กว่าๆ
เธอ เล่าว่า ตอนอายุ 25 ปี เธอได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตที่เป็นบทเรียนที่มีอุปสรรคปัญหามาหนักหนาพอตัว ซึ่งถือเป็นบทเรีบนยากๆ บทแรกในชีวิตของเธอ กว่าจะผ่านมาได้ก็เสียน้ำตากับมันมาเยอะมาก เธอ เล่าว่า เธอเป็นลูกคนเดียวของคุณพ่อชาวสิงคโปร์กับคุณแม่ชาวไทยที่ทำธุรกิจส่งออกข้าว ชีวิตที่ผ่านมานั้นถือว่าเป็นคุณหนูสุขสบายมีคนตามรับตามส่งมาตั้งแต่เล็กจนโต

พอมาอายุ 20 กว่าๆ กำลังเรียนมหาวิทยาลัย ปี 2 ครอบครัวก็ประสบปัญหาทางธุรกิจอย่างหนัก จากที่เคยมั่งมีศรีสุข ก็ขาดทุนยับ ทุกอย่างเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ นอกจากนั้นเธอก็เริ่มมีปัญหากับทางบ้าน จากที่เคยเป็นลูกรักก็เริ่มคุยกันไม่รู้เรื่อง ทุกคนในบ้านมีแต่เรื่องเครียดเข้าหากัน จนในที่สุดเธอก็มีปากเสียงกับคุณพ่อ จนเธอตัดสินใจย้ายออกจากบ้านประกาศก้องจะส่งเสียตัวเองเรียน
“ไม่รู้ว่าเป็นอะไร มันคงเป็นดวงมั้งคะ (หัวเราะ) ของแบบนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะคะ ตอนนั้นเหมือนเป็นมรสุมชีวิตของครอบครัว ทุกคนได้รับผลกระทบหมดเลย อะไรๆ ก็ดูขัดหูขัดตาไม่เป็นใจกันไปซะหมดเลย ตอนนั้นมีคนเริ่มชวนหนูไปเป็นพริตตี้แล้วตอนเรียน ปี 3 แต่คุณพ่อไม่อยากให้ไปทำ พอที่บ้านเริ่มมีปัญหาเรื่องการเงิน เราก็เลยตัดสินใจไปทำ ออกไปทำงานส่งเสียตัวเอง ไปอยู่อพาร์ตเมนต์ ใช้ชีวิตดูแลตัวเอง ซึ่งก็ยาก ในช่วงแรกต้องปรับตัวเยอะ และก็เริ่มใช้ชีวิตกลางคืนเรื่องเที่ยวบ้าง เรื่องงานบ้าง เหมือนแบบจะหลงระเริงไปบ้าง จากเด็กที่ไม่เที่ยวกลางคืนเลย ไม่เคยเห็นแสงสีอ่ะนะคะ เราไม่เคยมีอิสรเสรีมากขนาดนี้” เธอ ย้อนอดีตให้ฟัง

เธอเรียนไป ทำงานไป จนจบปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยเอเชีย และเริ่มทำงานเป็นพริตตี้จริงจัง แล้วก็ทำงานเป็นผู้จัดการร้านอาหารตอนกลางคืนด้วย ควบคู่กับเรียนปริญญาโทไปด้วย กลางวันเรียน กลางคืนทำงานจากคุณหนูสุขสบายไม่เคยต้องรับผิดชอบอะไร ก็ต้องมาใช้ชีวิตสมบุกสมบันเลี้ยงดูตัวเอง เงินทองก็พอบ้าง ไม่พอบ้าง มีทั้งสนุก มีทั้งเบื่อ มีทั้งทุกข์ยาก แต่เธอก็ไม่ยอมกลับบ้าน เนื่องจากอยากจะพิสูจน์ตัวเองว่าเอาตัวรอดได้ จนสามารถส่งเสียตัวเองเรียนจนจบปริญญาโทมาได้
การทำงานโดยใช้ชีวิตกลางคืนเป็นหลักนั้น เธอคิดว่าข้อเสียมันมากกว่าข้อดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพที่ต้องอดหลับอดนอน ใช้ชีวิตสุ่มเสี่ยง ที่สำคัญคือภาพลักษณ์ที่คนอื่นมองเธอจะไม่ค่อยดี

“แต่ตอนนั้นเราเด็ก เราชะล่าใจไงคะ คิดอะไรไม่รอบคอบไม่ถี่ถ้วน ทำไปเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องสนุกท้าทาย เงินดี หาเงินง่าย เงินคล่อง แล้วมันก็จริงนะคะ ร้านอาหารผับบาร์มันก็มีเรื่องเหล้า บุหรี่ สุรานารีอะไรแบบนั้น ผู้ชายที่มาเที่ยวก็หนุ่มปาร์ตี้บ้าง เจ้าชู้บ้าง ภรรยาเผลอบ้าง สารพัดอย่างเลย ยิ่งเราเจอผู้ชายจากสถานบันเทิง มันยากที่จะเจอคนดี มันเป็นชีวิตดาร์กๆ ถ้าไม่หนักแน่นเราจะหวั่นไหวหลงระเริงได้ง่าย พลาดได้ง่าย ซึ่งหนูเองก็เกือบไปเหมือนกัน เจอไปทั้งอุบัติเหตุและสุขภาพที่ย่ำแย่ แถมทำให้พ่อแม่ไม่สบายใจอีกด้วย” เธอกล่าวอย่างเหนื่อยใจในเรื่องวันวาน
กัญจน์ณภัส เล่าต่อไปว่า แม้งานเดินเงินคล่อง แต่ก็เงินไม่เคยเหลือ หมดไปกับเรื่องเที่ยวเรื่องกิน ที่สำคัญเป็นงานที่คนภายนอกจะมองแบบไม่ให้เกียรติ ว่าเราเป็นคนกลางคืนบ้าง คนมองแบบว่านี่ขายตัวรึเปล่าแบบนี้เลยด้วยซ้ำ ปีที่ 3 ของการออกมาใช้ชีวิตนอกบ้าน ตอนนั้นเธออายุ 25 ปีพอดี เริ่มเจ็บป่วยเพราะใช้ชีวิตตรากตรำมากเกินไป ทั้งเรียนทั้งทำงาน ทำงานทั้งกลางวัน กลางคืนสลับกับเรียน มันหนักมาก จนทำให้เธอเป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังมีเลือดออกในช่องท้อง ประเดี๋ยวป่วยๆ แบบนี้บ่อยๆ และกินข้าวไม่เป็นเวลา งานบางครั้งก็ต้องดื่มบ้างอะไรบ้าง สุดท้ายเธอนอนป่วยอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ 2 วัน ไม่ได้ออกมากินข้าว ตื่นขึ้นมาในสภาพทรุดโทรมนอนมองเพดานแล้วเริ่มถามตัวเองว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ชีวิตมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร และถ้าวูบหลับไปแล้วไม่ตื่น คงไม่มีใครเห็น คงตายไปแบบเดียวดาย พ่อแม่ก็คงไม่ได้บอกลา ยังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณท่านเลยด้วยซ้ำ นั่นเป็นจุดแรกที่เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้มันใช่ชีวิตเราเปล่า หรือมันดีสำหรับตัวเองแล้วหรือ ทำไมชีวิตเราจึงช้ำแบบนี้

“ก่อนหน้านี้คุณพ่อคุณแม่ก็โทรมาตามให้กลับบ้านหลายครั้ง แต่เราก็ดื้ออวดดี จะเอาชนะมันก็รอดนะคะ ส่งตัวเองเรียนปริญญาโทจนจบ แต่คุณภาพชีวิตและภาพลักษณ์ก็เสียหายไปบ้าง แล้วเราไม่ได้ใช่เด็กเที่ยว ที่จริงก็ไม่ค่อยชอบชีวิตกลางคืนเท่าไหร่ พอผ่านมาแล้วเราถึงรู้ว่านั่นมันไม่เหมาะกับเรา ไม่ใช่ที่ที่เราควรอยู่ แล้วเราก็ไม่ได้มีความสุขกับมันสักเท่าไหร่ แต่เพราะอยากจะเอาชนะ จะพิสูจน์ให้เห็นว่าเอาตัวรอดได้ แต่มันก็ไม่ได้สวยงามนัก ถ้าย้อนเวลาได้ก็คิดว่าจะไม่ทำแบบนั้น แต่มันก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตให้เราได้เรียนรู้นะคะ ว่าเราจะไม่เดินตามเส้นทางแบบนั้นอีก” เธอกล่าวอย่างตั้งใจ
และเหตุการณ์สุดท้ายที่ทำให้เธอตัดสินใจที่จะเลิกใช้ชีวิตกลางคืนสายดาร์กและกลับบ้าน ก็คือ เธอได้รับอุบัติเหตุรถคว่ำตอนตี 3 หลังจากเลิกงาน โดยนั่งรถไปกับเพื่อนแล้วไปชนกับรถคันอื่นซึ่งคู่กรณีก็เมาเล็กน้อย เธอบาดเจ็บพอสมควรแม้จะไม่รุนแรงแต่ก็ต้องเลือดตกยางออกนอนโรงพยาบาลไป 2-3 วัน นั่นเป็นจุดที่ทำให้ตัดสินใจเลิกชีวิตค่ำคืนอย่างเด็ดขาด คิดว่าถ้ายังทำงานกลางคืนแบบนี้ไม่ไหวแน่ มันจะพลาดเข้าสักวัน และไม่โชคดีแบบวันนี้ที่ไม่เป็นไรมากนัก

“พอเจออุบัติเหตุ หนูตกใจมาก สังหรณ์ในใจเลยว่าขืนทำงานตรงนี้กลับดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้อีก วันหลังต้องเจอรถชนแบบนี้อีกแน่ คิดในใจเลยว่าโชคดีวันนี้รอด แล้วถ้าเจออีกจะโชคดีรอดเหมือนวันนี้ไหม ถ้าพิการ แขนขาหัก หน้าตาเป็นแผลเป็นจะทำยังไง บอกตัวเองเลยต้องเลิกแล้วไม่ทำแล้ว” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
ตอนออกจากโรงพยาบาลไปนอนพักที่บ้านก็นึกถึงพระเจ้าตากสินขึ้นมา เพราะเธอเป็นคนฝั่งธนเกิดที่โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน ก็อธิษฐานจิตขอกับท่านว่าขอให้หายป่วยโดยไวเถิด ขอให้สุขภาพกลับมาดีเหมือนเดิม จะกลับตัวกลับใจไม่ทำงานกลางคืน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับชีวิตแบบนั้นอีก จะไม่ทำงานที่ข้องเกี่ยวกับเหล้าบุหรี่อบายมุขต่างๆ อีก จะใช้ชีวิตในทางที่ดีงามถูกต้องเหมาะสม

พอพักฟื้นจนหายดี เธอก็ไปลาออกจากงานแล้วกลับมาอยู่บ้าน โดยช่วยงานทางบ้านที่ยังคงค้าข้าวแต่ไม่ได้ทำใหญ่โตเหมือนเดิม แล้วเธอก็มารื้อฟื้นความชอบเดิมที่สนใจเรื่องไพ่ยิปซีอยู่ตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น โดยไปเรียนเป็นเรื่องเป็นราวกับอาจารย์ธนกร สินเกษม และเรียนเรื่องฮวงจุ้ย โหงวเฮ้ง อย่างครบวงจร เป็นงานอดิเรกควบคู่ไปกับธุรกิจค้าข้าวของครอบครัว
เธอ เล่าว่า พอกลับมาทำงานปกติ รู้สึกชีวิตมีความสุขดีมาก ปลอดภัยไร้กังวลสบายใจขึ้นมาก ตื่นแต่เช้า นอน 5 ทุ่ม สุขภาพแข็งแรง จิตใจก็เต็มอิ่มมีความสุข พอมาเริ่มทำนายไพ่ยิปซีเป็นงานอดิเรกได้ 2 ปีกว่า ยิ่งรู้สึกว่าชีวิตสนุกมีสีสัน มันใช่ที่ที่จะใช้ชีวิตนับจากนี้ต่อไปของเธอ
“ชีวิตกลางคืนเกือบ 5 ปีตอนนั้น ย้อนกลับไปมองมันก็เป็นบทเรียนชีวิตอีกบทหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืม ชีวิตคนเราคงต้องเจออะไรหลายๆ แบบ มีดีไม่ดี มีสุขมีทุกข์ สลับกันไป โชคดีที่รอดปากเหยี่ยวปากกามาได้ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป นับแต่นี้ก็จะใช้ชีวิตที่ถูกต้องเหมาะสมตามทำนองคลองธรรม อย่างที่ผู้หญิงควรจะเป็นในแบบที่ทำแล้วมีความสุขนะคะ” เธอ กล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม



