ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
08 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/441902

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์
ผมว่าหลายคนคงต้องมีบ้างที่เวลาไปกินอะไรที่ไหน แล้วสั่งมาหลายๆ อย่าง แล้วมีบางอย่างกินไม่หมด ก็ให้ใส่ถุงหรือใส่กล่องเอากลับบ้าน พอมาถึงบ้านก็ไม่ค่อยอยากกิน เพราะเพิ่งกินมาหยกๆ และคิดว่าเป็นของเหลือ ก็วางแช่อยู่ในตู้เย็น ผ่านไปสองวันก็คิดตก ทิ้งสถานเดียว
เหมือนกับเวลาไปตลาดสด ตลาดนัดชาวบ้าน เห็นปลาแม่น้ำ กุ้งแม่น้ำ เห็นฟักข้าว ฟักทอง แตงโมอ่อน ถั่วพู บวบ ชะอม พริกขี้หนูสวน เครื่องแกงเหลือง เครื่องแกงเขียวหวาน ดูมันน่ากินไปหมด ทั้งสด ทั้งงาม ทั้งถูก ความละโมบพุ่งปรี๊ด กะว่าเอามาทำไอ้โน่นไอ้นี่ พอถึงบ้านของพวกนั้นนอนนิ่งๆ ในตู้เย็นเป็นเดือนไม่ได้ทำอะไร สุดท้ายก็ทิ้งสถานเดียวเหมือนกัน
ที่ผมยกตัวอย่างมานี่ไม่ใช่อื่นไกลครับ ผมเองนี่แหละ ตอนหลังๆ ชักไม่ไหว เวลาเก็บทิ้งมันเงินเราทั้งนั้น เสียดายเงิน นี่ถ้าตู้เย็นมันพูดได้คงด่าว่าได้แต่ยัดอย่างเดียว เลยต้องปรับใหม่เป็นการกินไม่ให้เหลือหรือกินของเหลือ โดยเฉพาะเอาของเหลือมาทำกินใหม่ ปรับไปตามใจชอบ มันเป็นการท้าทาย ได้ทดลอง ถ้ากินอร่อยก็ถือว่า เป็นวิธีของตัวเอง ไม่อร่อยก็คิดว่าครั้งหน้าน่าจะต้องปรับอย่างไร ทำอย่างนี้ได้ประโยชน์สองต่อ อย่างแรกไม่เสียของ อย่างที่สองได้สนุกกับการทำกิน

ผมมีไก่ย่าง แกงเขียวหวานหมู คั่วกลิ้งหมู ไก่ผัดขิง คอหมูย่าง เหลือไม่ทิ้งใส่ตู้เย็นไว้ก่อน กะว่าจะทำแกงโฮะ พอถึงเวลาก็ไปซื้อชะอม มะเขือพวง พริกชี้ฟ้า ส่วนวุ้นเส้นมีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่จำเป็นที่สุดไม่อย่างนั้นไม่เรียกว่า แกงโฮะ เป็นหน่อไม้ดองครับ ต้องมีเปรี้ยวจึงจะครบเครื่อง ถ้าสงสัยว่าทำไมต้องมีเปรี้ยว ก็แกงโฮะดั้งเดิมหรือต้นกำเนิดของแกงโฮะนั้นเกิดจากวัด ที่ลูกศิษย์วัดเก็บของเหลือๆ จากการใส่บาตรที่พระท่านฉันไม่หมด เอามาผัดรวมกัน สมัยก่อนไม่มีตู้เย็น บางอย่างมันเริ่มตุๆ มีฟองแล้ว เมื่อผัดแล้วความตุที่มีรสเปรี้ยวจึงออกมา แกงโฮะต่อๆมาที่ทำขายนั้นไม่ใช่ของเหลือครับ ของใหม่ทั้งสิ้น แต่ของผมเป็นแกงโฮะตัวจริง เป็นของเหลือหลายๆ อย่างมาผัดรวมกัน ปรุงรสตามชอบ โรยหอมเจียว แต่พอทำขึ้นมาก็เยอะเหมือนกัน คิดว่ากินไม่หมด ก็แบ่งไว้ใส่บาตร เป็นแกงโฮะกลับไปสู่วัด คืนสู่เหย้า
เวลาที่สวนตะลิงปลิงออกลูก มะเขือพวงออกลูก ไปตลาดเจอมะอึก ถ้ามีของพวกนี้จะจูงใจให้ตำน้ำพริกกะปิ ก็แล้วแต่ว่าจะใส่อะไรที่ได้มา และชอบตำเป็นถ้วยย่อมๆ มีเครื่องครบ ปลาทูทอด ชะอมชุบไข่ ผักสด ผักลวก กินกัน 2 คน กินอย่างไรก็เหลือ มื้อกลางวันต่อมาก็ทำข้าวผัดน้ำพริกกะปิกิน ผัดกระเทียมกับปลาทูที่แกะเนื้อให้หอมก่อน ใส่ข้าว ใส่น้ำพริก บางครั้งก็ตีไข่ใส่ด้วย ไม่เค็มเติมน้ำปลา มะเขือพวง พริกขี้หนูโรย มีพริกไทยอ่อนก็ใส่ด้วย ถ้ามีกุนเชียงก็เอามาเป็นของข้างเคียง สถานการณ์มันเอื้ออำนวยบังคับให้อร่อย ก็ของดีๆ ทั้งนั้น ไม่ได้มีฝีมืออะไรเลย

ผมมีเจ้าเป็ดพะโล้อร่อยที่โพธาราม เขาไม่ขี้เหนียวเรื่องน้ำต้มพะโล้ เอาเท่าไหร่ให้มาไม่อั้น กินเนื้อกินน้ำเหลือ เอาเข้าช่องแข็งไว้เลย วันไหนกินสาคูไส้หมู ข้าวเกรียบปากหม้อ ขยักผักกาดหอมไว้ แล้วก็ถึงเวลากินก๋วยเตี๋ยวเป็ดพะโล้ ก็เนื้อเป็ดน้ำเป็ดที่เก็บไว้ในช่องแข็งนั่นเอง น้ำพะโล้น้อยไปก็เติมน้ำ เติมเกลือ ใส่โป๊ยกั้กสองดอก ไม่หวานใส่น้ำตาลกรวด ต้มให้เดือด เส้นหมี่มีอยู่แล้วลวกเข้า ผักกาดหอมที่ขยักไว้เมื่อตอนกินสาคูไส้หมู วางก้นชามก็เรียบร้อย เป็นก๋วยเตี๋ยวเป็ดพะโล้เจ้าอร่อยที่ไม่ต้องขับรถไปกิน นี่เรียกว่ากินของเหลืออย่างคุ้มค่า
เหมือนกันที่บังเอิญไปเจอชาวบ้านเอาฟักทองตัดใหม่ๆ ลูกขนาดพอดีมาขาย วาดแผนการในใจเป็นเทศกาลกินฟักทอง เอามาแกงเลียงก่อน พักไว้สองวัน เอามานึ่งโรยเกลือ แทนผลไม้อาหารเช้า มื้อสุดท้ายของเทศกาลกินฟักทอง กินเป็นเมื่อเช้าอีกเช่นกัน ทีนี้ต้มสุกแล้วเอามาบดใส่เนย ใส่เกลือ พริกไทย ทำเหมือนมันฝรั่งบดนั่นเอง แต่จะง่ายกว่า เพราะฟักทองเนื้อมันนิ่ม บดง่าย บดได้เร็วไม่เสียเวลา แล้วรสมันเนียน เอาขนมปังทาเนยวางในถ้วยพิมพ์ ล้อมภายในด้วยเบคอนทอด ช่องตรงกลางของเบคอนเอาฟักทองบดนั่นเองวาง เต็มถ้วยพิมพ์พอดี โรยด้วยผง Cinnamon เข้าเตาอบ ทำคล้ายๆ ขนมปัง Croque Madame ของฝรั่งเศสนั่นเอง อร่อยถูกใจมาดามเจ๊
ที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ไม่ได้มีอยู่ในตำรา และมิได้โอ้อวดตัวว่าเป็นคนมีฝีมืออะไร เพียงแต่จะบอกว่าการกินไม่ให้เหลือหรือกินของเหลือนั้น ได้ประโยชน์ครับ ไม่เสียของ ประหยัดเงิน สนุก ทำบ่อยๆ จะเป็นขงเบ้งครับ พอเปิดตู้เย็นเห็นไอ้โน่นไอ้นี่ก็หยั่งรู้ฟ้า ดิน ว่าจะต้องจัดการปราบมันได้อย่างไรให้ราบคาบ ลองดูครับ