ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
10 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/442197

โดย…นิธิพันธ์ วิประวิทย์
ปีที่แล้วระหว่างทางไปดอนเมือง มีคุณป้าชาวฝรั่งเศสมาถามทาง เลยได้พูดคุยกันพอกล้อมแกล้ม
เธอบอกว่าอยู่เมืองไทยมา 7 ปี ไปๆ กลับๆ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ แต่พอถามว่าพูดภาษาไทยได้มั้ย เธอยิ้มแหะๆ แล้วบอกว่าได้หน่อยเดียว “แต่เธอกำลังพยายามนะ”
เธอบอกว่าเพิ่งได้ซอฟต์แวร์เรียนภาษาที่ดีมากงั้นงี้จากเพื่อน ซอฟต์แวร์นี้สามารถให้เราออกเสียงแล้วเทียบกับเสียงมาตรฐานภาษาไทยได้ด้วย
ในฐานะที่รู้สึกดีกับการเรียนภาษาผ่านละครจีน จึงแนะนำไปว่า ถ้าอยากเรียนภาษาให้เรียนจากละครทีวีดูก็ได้ ได้ทั้งภาษาได้ทั้ง Culture ในเวลารวดเร็ว
สารภาพ… ผมหยุดปากไม่ทัน
เธอพูดจาเห็นด้วยตามมารยาทไม่เกินสามคำ แล้วเธอก็เริ่มสาธยายยกใหญ่ถึงความแปลกประหลาดของละครไทย ทำไมท่าทางของตัวละครถึงต้องแปลกประหลาดขนาดนั้น ทำไมต้องกรี๊ด
คงโชคร้ายของเธอที่บังเอิญเธอไม่ได้ดูละครไทยดีๆ แต่ก็โชคดีที่เธอทนดูได้ไม่นาน เพราะเธอไม่ได้พูดถึงความพิสดารที่ฉากเหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะจะแย่งผู้ชาย (ซึ่งละครที่เธอโชคไม่ดีได้ดูเข้า มักจะมีเสมอ)
เอาล่ะ “ฝรั่ง” วัฒนธรรมคงต่างกันมาก เลยรับไม่ได้อย่างหนัก บ่นยกใหญ่ ผมคิดแก้เก้อลึกๆ…
งั้นคิดถึงความเห็นของละครไทยจากชาติอื่นที่ใกล้ๆ กว่านั้น
จีนละกัน! จีนไทยใช่อื่นไกลพี่น้องกัน น่าจะมีละครที่ไม่ต่างกันนัก ชาวจีนในสายตาคนไทยทั่วไปก็ไม่ได้ศิวิไลซ์ไปกว่าชาวไทยเท่าไหร่หนิ…
บนเครื่องบินได้ชวนอาเฮียคนหนึ่งที่นั่งข้างๆ คุย อาเฮียเป็นคนไหหลำ เกิดที่จีนและตั้งรกรากมายี่สิบกว่าปี แต่งงานมีลูกที่ไทย พูดภาษาไทยได้เกือบชัด สนทนาเล่นๆ ไปมา อาเฮียก็บอกว่า “ผมนี่ห้ามเด็ดขาด ไม่ให้ลูกดูทีวีไทย” “มันมีแต่ละครอะไรไม่รู้ ไม่ดีเลย” “ผมให้ลูกดูช่องจีนดีกว่า…”
ผมสัมผัสได้ว่าทั้งคุณป้าและอาเฮียแกมีท่าทีรักเมืองไทย
เอาล่ะ ละครฝรั่งเราละไว้ แต่ละครจีนมันประเสริฐกว่าละครไทยนักหรือ?
ละครจีนรุ่งเรืองอย่างมากในไทยตั้งแต่ยุคสามสิบกว่าปีที่แล้ว ละครจีนในยุคนั้นเป็นของฮ่องกงเป็นหลัก มักเป็นละครจากนิยายจีนกำลังภายใน หรือไม่ก็เป็นหนังเจ้าพ่อหักเหลี่ยมเฉือนคม หรือคนสู้ชีวิต
ซึ่งนั่นก็คือชีวิตที่โรแมนซ์ในอุดมคติของชาวฮ่องกงยุคเศรษฐกิจทะยาน
สำหรับคนที่เกิดมานานมากพอคงรู้จักดี ไม่จำเป็นต้องอธิบาย
หลังยุคบูมของละครและเศรษฐกิจฮ่องกงผ่านไป ก็เข้าสู่ยุคตกต่ำของหนังจีนในไทย ผู้คนไปนิยมละครเกาหลีแทน พอถึงยุคนี้ละครจีนที่กลับมาส่วนใหญ่ ก็กลายเป็นละครจากจีนแผ่นดินใหญ่ไปเสียแล้ว
ซึ่งกลิ่นอายต่างกับละครฮ่องกงอยู่หลายช่วงตัว
ละครจีนที่เข้ามาฉายในไทยยุคนี้ มีไม่มากนัก และต้องอ้างอิงชื่อเสียงนิยายกำลังภายในยุคเก่า นิยายแฟนตาซี หรือไม่ก็เรื่องที่อ้างอิงบุคคลในประวัติศาสตร์จีนที่ดังในหมู่คนไทยอยู่ก่อนแล้ว ส่วนละครจีนที่พูดถึงประวัติศาสตร์ยุคใกล้ หรือละครจีนร่วมสมัยแทบไม่มีเข้ามาในไทยเลย
คนไทยจึงไม่ค่อยได้รู้ความเคลื่อนไหวของละครจีนแผ่นดินใหญ่เท่าไหร่
ละครจีนแผ่นดินใหญ่แบบอิงประวัติศาสตร์ มักฉายภาพการเมืองการทหารที่ซับซ้อนมากกว่ายุคก่อนมากขึ้น ประเภทคนดีมีความเลว คนเลวมีความดี ตามกระแสการรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ขึ้นมาพูดด้วยสายตาคนรุ่นใหม่ในสังคมจีน
ละครจีนประวัติศาสตร์ยุคใกล้ ดูไปก็น่าจะเป็นลูกรักของรัฐบาล เพราะเป็นเครื่องมือโฆษณาชั้นดีของพรรค
ที่ผ่านมาจึงมีละครปลุกใจรักชาติจำนวนมาก จนผู้ชมชาวจีนบ่นว่าเอาแต่เลือกทำละครสงคราม โดยเฉพาะสงครามที่จีนถูกญี่ปุ่นรุกรานนี่…รบกันไม่จบไม่สิ้น
จนถ้าเอาจำนวนตัวประกอบทหารญี่ปุ่นในละครปลุกใจรักชาติทั้งหลายมารวมกัน ยังมากกว่ายอดผู้เสียชีวิตในสงครามจีน-ญี่ปุ่นในความเป็นจริงเสียอีก
ปัญหาพวกนี้ไม่เล็กน้อย วงการมายาจีนเริ่มคิดได้ ในโลกแห่งการแสวงหาความร่วมมือระดับชาติ ละครแบบนี้สะเทือนถึงความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น ท่าทีจึงเริ่มเปลี่ยนไป
ละครฟอร์มยักษ์เมื่อปีสองปีที่ผ่านมา คือพล็อตสรรเสริญวีรกรรมที่กองทัพปลดแอกเข้ายึดปักกิ่งได้โดยสันติ ทำให้ปักกิ่งไม่เสียหายจากสงคราม นำแสดงโดยดารารุ่นเก๋าหลายคน
เป็นการโปรโมทข้อดีของการใช้สันติแก้ปัญหา ในสงครามกู้ชาติของชาวจีน
ก่อนหน้านั้นไม่กี่ปีก็มีละครที่พูดถึงชีวิตของชายหญิงคู่หนึ่ง ที่เริ่มรู้จัก รัก และสร้างครอบครัวด้วยกันตั้งแต่ยุคจีนยังปิดประเทศ
หนึ่งตอนเป็นตัวแทนของหนึ่งปี ละครเรื่องนี้มี 50 ตอน ฉายภาพสังคมจีน 50 ปีผ่านชีวิตชายหญิงคู่นี้ถึงวันที่แก่เฒ่า ลูกหลานเต็มบ้าน
ตั้งแต่ยุคแห่งการปลุกจิตวิญญานสร้างชาติ ยุคก้าวกระโดดใหญ่ สู่ยุคปฏิวัติวัฒนธรรม จนถึงวันที่จีนเปิดประเทศ แปรสภาพองค์กรรัฐเป็นบริษัทเอกชน มีอินเทอร์เน็ต จนถึงยุคที่ลูกหลานส่งเข้าบ้านพักคนชรา (“ชั้นดี” เพราะอากงอาม่ารุ่นใหม่ต้องปรับตัวตามสภาพสังคมจีนยุคใหม่)
ทั้งหมดคือบรรยากาศประกอบฉากการใช้ชีวิตครอบครัวของชายหญิงคู่นี้ โดยไม่ได้ยัดเยียดความเป็นประวัติศาสตร์จ๋าหรือความรักชาติบ้าระห่ำ แต่กลับให้ความรู้สึกผูกพันมีส่วนร่วมกับความเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคสมัยบนแผ่นดินจีนมากกว่า
ละครจีนร่วมสมัยที่เตะตาผู้ชม ก็มักเป็นเพราะหาประเด็นทางสังคมใหม่ๆ หยอดเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่เกิดจากพ่อม่ายลูกติดที่มาแต่งงานกับแม่ม่ายลูกติด เป็นครอบครัวน่ารักๆ ป่วนๆ โดยความสัมพันธ์กับครอบครัวเดิมที่หย่าร้างกันมาไม่ได้ดราม่าอะไร
หรือเล่าเรื่องสนุกๆ ของทนายหนุ่มที่มีอาชีพจัดการเรื่องหย่าร้างให้กับคู่รักโดยเฉพาะ ซึ่งบางครั้งต้องสืบเสาะคดีมีกิ๊กด้วยการเช็กข้อมูลในเมสเซจแชต ตามกระแสสังคมที่สถิติการหย่าร้างและการนอกใจในคนจีนยุคใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้น
หรือพูดถึงสาว Working Woman เก่ง แกร่ง เจ้าเสน่ห์ ที่มีหนุ่มหน้าใสอายุอ่อนกว่ามาติดพัน ตามกระแสกินเด็ก
พื้นที่ของละครจีน เปิดกว้างให้เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ และคนแก่ เป็นตัวเอกของเรื่องราว และพยายามเกาะกระแสสังคมอย่างไม่ลดละ
แต่กระนั้นก็ตาม คนจีนจำนวนไม่น้อยก็บอกละครจีนน่าเบื่อ สู้ละครเกาหลี ซีรี่ส์ฝรั่งไม่ได้
ฝั่งคนทำละครจีนก็ได้แต่โอดโอยว่ารัฐบาลมีข้อจำกัดมากเกินไป เรื่องผี วิญญาณก็ทำไม่ได้ เรื่องที่สะเทือนภาพลักษณ์ของพรรค ของข้าราชการ ของตำรวจ ทหาร ก็เช่นกัน
ละครจีนยังคงต้องพยายามที่จะไล่ตามละครต่างประเทศอย่างไม่ลดละ แต่ความพยายามก็มีทยอยออกมาไม่ขาดสาย
เสียแต่ว่าส่วนใหญ่เป็นละครที่ผลิตมาเพื่อคนจีน เพราะมีบริบทที่มีแต่คนจีนเท่านั้นที่อินได้ เราจึงไม่ค่อยได้เห็นละครแบบนี้ในไทย
ซึ่งถ้าอ่านแล้วรู้สึกดีกับละครจีนมากขึ้น ก็ต้องขอยอมรับว่าละครที่ยกมาเป็นพล็อตละครที่ค่อนข้างได้รับความนิยมและได้รับคำชื่นชม ละครเละเทะของจีนก็มีไม่น้อย แต่ในฐานะนักเรียนภาษา ผมคงรู้สึกเสียเวลากับละครพวกนั้น
สำหรับชาวต่างชาติอย่างผม ละครคือสื่อสอนภาษาที่ดี เพราะได้เรียนทั้งภาษาและวิธีคิด วัฒนธรรม และกระแส ซึ่งมีอะไรที่ให้ชาวต่างชาติเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและมากมาย
การบ้านที่หนักหน่วงของผมที่เหลือก็คือ ถ้าผมเจอคุณป้าฝรั่งเศสและอาเฮียชาวไหหลำคนนั้นในวันนี้ ผมจะแนะนำให้เขาดูละครไทยเรื่องไหนดี