มโนไปมโนมา บ้าหรือต่อต้านสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/442886

มโนไปมโนมา บ้าหรือต่อต้านสังคม

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ… รพ.เปาโล พหลโยธิน/ จากภาพยนตร์ Girl Interrupted

อยากเป็นใครสักคน จึงสร้างภาพและฟอกย้อมตนด้วยยศตำแหน่งและคำนำหน้าชื่อ กรณีคงไม่ต้องยกตัวอย่าง เพราะรู้ได้ยินกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน การสร้างภาพตัวเองให้เป็นไปตามความปรารถนานี้ อธิบายในมุมของจิตเวชว่าเป็นพฤติกรรมต่อต้านสังคม บ้างก็ว่าเป็นโรคคลั่งตัวเอง สุดท้ายของสุดท้ายคือบทสรุปที่ว่า นี่ไม่ใช่กรณีสุดท้ายของสังคมไทยตามไปอ่านคำตอบดีกว่าว่า เพราะอะไรหนอ เรา…เอ๊ย เธอจึงเป็นไปได้ถึงปานนี้

พญ.ขนิษฐา อุดมพูนสิน จิตแพทย์ แผนกจิตเวช รพ.เปาโล พหลโยธิน กล่าวว่า คนที่สร้างภาพตัวเองว่าเป็นบุคคลอื่น จนสร้างปัญหาด้านบุคลิกภาพเป็นโรคที่เรียกว่าโรคเอ็นพีดีหรือโรคคลั่งตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder – NPD) ถือเป็นภาวะบกพร่องด้านบุคลิกภาพอันเนื่องมาจากอาการหลงตัวเองมากเกินไป

ชื่อโรคได้แรงบันดาลใจมาจากเทพนิยายกรีก คือนาร์ซิสซัส (Narcissus) ชายหนุ่มที่ลุ่มหลงในความงดงามของตัวเอง สุดท้ายเขาโดนเทพเจ้าสาปให้ตายเพราะรูปโฉม วาระสุดท้ายมาถึงเมื่อเขาก้มลงดื่มน้ำในทะเลสาบแล้วเห็นใบหน้าของตัวเองในน้ำ นาร์ซิสซัสตกหลุมรักตัวเองทันที เขากระโดดหมายคว้าเงาจึงจมน้ำตาย

 

พญ.ขนิษฐาเล่าว่า อาการผู้ป่วยโรคนี้จะคล้ายคลึงกับนาร์ซิสซัสตามเทพนิยาย คือ คลั่งไคล้ตัวเอง จนก่อให้เกิดความบกพร่องทางบุคลิกภาพ จากการศึกษาพบผู้ป่วยโรคนี้ที่จะมีอาการหรือสำคัญตัวเองผิดใน 9 ประการคือ

1.เข้าใจว่าตัวเองเป็นบุคคลที่มีความสามารถโดดเด่นเหนือคนทั้งปวง

2.คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในทุกด้าน สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ

3.ไม่มีใครเข้าใจนอกจากขั้นเทพด้วยกัน คิดว่าตัวเองเป็นบุคคลพิเศษ ซึ่งจะมีแต่บุคคลพิเศษด้วยกันเท่านั้นที่จะเข้าใจหรือมองเห็นความพิเศษนี้

4.ต้องการการชื่นชมจากคนอื่นอย่างเกินพอดี

5.ไม่มีความรู้สึกผิดเวลาที่ทำอะไรผิดพลาด

6.ชอบใช้คนอื่นเป็นเครื่องมือเพื่อทำประโยชน์บางอย่างแก่ตัวเองอยู่เสมอ

7.คนอื่นจะเป็นยังไงไม่สน จิตใจกระด้างเย็นชา ไม่มีความเห็นอกเห็นใจบุคคลอื่น

8.มีความเชื่อว่าคนอื่นๆ รอบตัวกำลังอิจฉาริษยาตัวเรา

9.มักแสดงความหยิ่งยโส โอหัง ออกมาทั้งทางพฤติกรรม คำพูด และทัศนคติ

“ผู้ป่วยอาจไม่แสดงอาการครบทั้ง 9 อย่าง การแสดงออกของอาการเพียง 4-5 อย่างก็ถือว่าเข้าข่าย” พญ.ขนิษฐา กล่าว

 

สำหรับสาเหตุของโรคเกิดจากปมด้อยอันน่าอับอายของผู้ป่วยที่คิดว่าสังคมทั่วไปไม่ยอมรับ จึงสร้างเกราะขึ้นมาปกป้องจิตใจของตัวเอง โดยผู้ป่วยสร้างความคลั่งไคล้ในตัวเองขึ้นมา เพื่อชดเชยกับการถูกสังคมโดดเดี่ยว ความเชื่อดังกล่าวฝังอยู่ในระดับจิตใต้สำนึก ทำให้ยากต่อการรักษา เพราะแม้แต่ผู้ป่วยเองก็ยังกลัวที่จะเปิดเผยความลับในระดับจิตใต้สำนึกของตน

ผู้ป่วยมักทำร้ายจิตใจของผู้อื่นด้วยการดูถูก สร้างเงื่อนไขความเจ็บช้ำแก่คนอื่นให้ต้องเจ็บใจบ้าง (เหมือนที่ตัวเองเคยโดนกระทำ) เกลียดการเสียหน้า เพราะเท่ากับถูกตอกย้ำปมด้อย ขาดความยับยั้งชั่งใจ และยอมทำทุกอย่างเพื่อรักษาภาพปลอมๆ ของตัวเองไว้

“ปัญหาเกิดแน่ทั้งต่อตัวเองและสังคม หนทางแก้ไขคือกัลยาณมิตร เช่น พ่อแม่ครูอาจารย์ พระ หรือเพื่อนฝูงที่ต้องคอยสังเกตความผิดปกติ ในสังคมไทยยังมีศาสนาพุทธที่ช่วยกล่อมเกลา กิเลสและความอยาก ช่วยนำกลับสู่ความเป็นจริง” พญ.ขนิษฐา กล่าว

ถ้ารู้สึกว่ามีปัญหา ควรพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ แพทย์จะให้ยาเพื่อลดอาการ โดย 2-6% ของผู้ป่วยกลุ่มนี้มีสาเหตุจากโรคจิตเภท ซึ่งทำให้มีอาการทางจิตเวชได้ คนกลุ่มนี้คุมใจตัวเองไม่อยู่ เมื่ออยากได้ก็คิดจะเอา สังคมต้องช่วยปราม ช่วยกันทักท้วงในความไม่ปกติ ถือเป็นหน้าที่ของสังคมที่จะไม่ปล่อยให้ความไม่ถูกทำนองคลองธรรมเกิดขึ้น

 

“ทุกวันนี้สังคมไม่สนใจกัน ไม่ดูแลกัน ทุกคนสนใจแต่ตัวเอง ก้มหน้าดูไลน์ ดูเฟซ ไม่มีใครอยากยุ่งกับใคร ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้คนกลุ่มนี้มีมากขึ้น พ่อแม่ครูบาอาจารย์เห็นความไม่ปกติแล้วต้องตักเตือน ไม่ใช่ปล่อยไปเรื่อยๆ เพราะเกราะหรือภาพที่สร้างขึ้นก็จะแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ พ่อแม่อย่าปล่อยให้ลูกเล่นแต่เกม ต้องสื่อสาร ต้องมีปัญญาที่จะนำพาลูกออกจากความไม่ปกติ”

รศ.นพ.เดชา ลลิตอนันต์พงศ์ อาจารย์ประจำวิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผู้ที่แสดงหรือแอบอ้างตัวเองเป็นบุคคลอื่น เพื่อใช้สิทธิหรือใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นหรือการกล่าวอ้างนั้น พฤติกรรมแอบอ้างเพื่อทำให้ตัวเองได้รับประโยชน์นี้ ถือเป็นปัญหาทางพฤติกรรมที่เรียกว่า Ani Social Personality Disorder หรือพฤติกรรมต่อต้านสังคม (ASPD)

สำหรับอาการของผู้มีบุคลิกต่อต้านสังคม มีรูปแบบของการไม่ปฏิบัติตามบรรทัดฐานของสังคม มักกระทำผิดกฎหมาย ฉกฉวยหาประโยชน์จากผู้อื่น ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ในเชิงอาชญาวิทยา ผู้กระทำกระทำโดยรู้ตัว กล่าวคือรู้ว่าตัวเองไม่ใช่บุคคลที่แอบอ้าง ทั้งนี้ การได้ประโยชน์จากสิ่งที่กล่าวอ้าง ไม่จำเป็นต้องเป็นทรัพย์สินเงินทองเพียงอย่างเดียว หากรวมถึงประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น การได้รับความเคารพ ความเกรงใจ ความเกรงกลัว การได้รับรางวัล คำชื่นชม

 

“คนในกลุ่มอาการดังกล่าว มีนิสัยชอบที่ละเมิดสิทธิผู้อื่น หลอกลวงผู้อื่น ซึ่งเราจะดูไม่ออกเลย เพราะผู้กระทำแทบจะไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย เราจะเห็นคนในกลุ่มนี้ฆ่าคนได้ ใช้อาวุธปืนได้ คุกคามขู่เข็ญบุคคลอื่นด้วยวิธีอื่นใดได้โดยไม่รู้สึกผิด เพราะมโนธรรมอยู่ในระดับต่ำ ผิดกับคนที่มีมาตรฐานทางจริยธรรมที่แม้ในความฝันก็ยังไม่กล้าทำผิด”

ยิ่งถ้าผู้มีอาการในกลุ่มต่อต้านสังคมมีสติปัญญาสูงหรือมีการศึกษาสูง การหลอกลวงหรือการใช้กลอุบายในการหลอกลวงก็ยิ่งเป็นไปอย่างแยบยล หรือที่เรียกว่า “เนียน” กว่าจะรู้ตัว หรือรู้ว่ามีผู้รับเคราะห์ถูกแอบอ้างหาประโยชน์ก็ล่วงเลยเวลาไป ผู้เสียหายต้องทนรับทุกข์อยู่เป็นเวลานานๆ

พฤติกรรมของกลุ่มอาการต่อต้านสังคม ยังแบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ 1.กลุ่มวิกลจริต 2.อารมณ์ และ 3.โรควิตกกังวล โดยมีกลุ่มวิกลจริตเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่มีอาการทางจิต หลงผิดว่าตนเองเป็นบุคคลอื่น ส่วนกลุ่มอื่นล้วนเป็นการรู้ตัวและเป็นความตั้งใจของผู้แอบอ้าง ที่หวังผลจากการแอบอ้าง ละเมิดบุคคลอื่นในสังคมจนเป็นนิสัย

นอกจากนี้ก็ยังมีกลุ่มต่อต้านสังคมที่ “แกล้งทำ” แอบอ้างว่าเป็น เช่น เป็นโรคต่างๆ จุดประสงค์เพื่อต้องการการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษจากแพทย์หรือเจ้าหน้าที่พยาบาล เป็นต้น รวมทั้งพวกแกล้งทำ เพื่อต้องการรางวัล หรือผลตอบแทน เช่น แกล้งป่วย เพื่อต้องการหยุดงานไปเที่ยว พวกนี้ล้วนแต่รู้ตัวและตั้งใจที่จะแกล้งเป็น แกล้งป่วย

 

พฤติกรรมต่อต้านสังคม ทำไมและเพราะอะไร รศ.นพ.เดชา ตอบว่า ก็เพราะสังคมอ่อนแอด้านจริยธรรม ไม่เคร่งครัดต่อการลงโทษ พฤติกรรมต่อต้านสังคมที่พบบ่อยในสังคมไทย อธิบายตามลักษณะของสังคมไทยเองที่เป็นสังคมยืดหยุ่นประนีประนอมสูง ขยิบตาให้กับความผิดเล็กๆ น้อยๆ สังคมแบบนี้ทำให้พวกต่อต้านสังคมมีที่อยู่ที่ยืน ถือเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สังคมแบบเราๆ ต้องจ่าย

ทุกอย่างมีข้อดีข้อเสีย สังคมยืดหยุ่นแบบไทย ไม่เข้มงวดเมื่อเทียบกับสังคมเคร่งครัดวินัยแบบญี่ปุ่น ข้อดีคือคนในสังคมไม่เคร่งเครียดเท่าคนในสังคมญี่ปุ่น แต่ข้อเสียคือการมีอัตราการก่ออาชญากรรมที่สูงกว่าญี่ปุ่นแบบเทียบไม่ติด นอกจากนี้ยังมีข้อเปรียบเทียบที่น่าสนใจ ได้แก่ การฝึกวินัยในเด็กที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

“เด็กญี่ปุ่นถูกสอนให้เคารพกฎเกณฑ์ การเข้าแถวฝึกตั้งแต่ชั้นอนุบาล เด็กทุกคนจะก้าวเดินลงในห่วงยางที่นำมาต่อๆ กันเป็นแถวยาว เพื่อไม่ให้แซงกัน การเลี้ยงดูลูกทำโดยพ่อแม่ ทุกอย่างปลูกฝังเข้มงวด ผมไม่ได้ชี้ว่าสังคมแบบไหนดีหรือไม่ดีกว่ากัน แต่การที่อาชญากรรมในบ้านเราสูงขึ้นเรื่อยๆอาจถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่เราจะตั้งคำถามกับตัวเอง”

รศ.นพ.เดชา สรุปว่า การต่อต้านสังคมเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดได้ในทุกสังคม โดยเฉพาะในสังคมที่ไม่เคร่งครัดต่อกฎระเบียบ มีมานานแล้วและจะมีต่อไป กรณีที่เกิดขึ้นคงไม่ใช่กรณีสุดท้าย สังคมไทยถ้ายังไม่ตั้งสติ ปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกของบรรทัดฐานที่ควรจะเป็น เราก็จะได้เห็นกรณีใหม่ๆ คนใหม่ๆ ที่ต่อต้านสังคมและสร้างความเดือดร้อนอย่างนี้ร่ำไป

ผู้เขียนเห็นด้วย และก็เห็นๆ อยู่ว่า เราอยู่ในสังคมที่คนอยากเป็นคุณหญิง คนอยากเป็นสารวัตร อยากเป็นดาราฮอลลีวู้ด หรือคนขับแท็กซี่บางคนที่อยู่ดีๆ ก็ตัดสินใจเป็นฮีโร่เก็บเงินสดในรถ (ปลอมๆ) คืนเจ้าของ เรื่องราวดูจะมากคนและมากความขึ้นเรื่อยๆ

อาจถึงเวลาที่สังคมต้องกลับมาตั้งสติกันแล้วจริงๆ ตั้งหลักกันให้ดีๆ ว่า อะไรเป็นอะไร ฉันเป็นใคร (ฮา) ปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกที่ดีที่ควรแก่เด็กๆ ก่อนที่สังคมของเราจะเต็มไปด้วยความไม่ปกติของคนไม่ปกติ!

 

Leave a comment