สูงวัยหัวใจฟิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2559 เวลา 18:14 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/441830

สูงวัยหัวใจฟิต

โดย…กองทรัพย์ ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช/ป้าปิ๋ว/ป้าเนเน่

“ความสงบหนึ่งวินาทีช่วยต่ออายุคนเราได้อีกนาน” เป็นวลีที่ป้าสุดฟิตทั้งสามพูดคล้ายคลึงกัน เมื่อก้าวสู่วัยผู้สูงอายุ การมองไปข้างหน้าโดยไม่จมอยู่กับความสวยงามของอดีตเป็นเรื่องยาก แต่หากยอมก้าวออกมาจากคอมฟอร์ตโซน คุณจะได้พบสิ่งใหม่ และได้เรียนรู้ผู้คนใหม่ๆ การค้นพบงานอดิเรกในวัยนี้อาจทำให้วัยเราชะลอลง ดูเด็กและมีความสุขกับการเปลี่ยนแปลง การเอาชนะใจตัวเองหนึ่งครั้งเท่ากับเอาชนะคนทั้งโลก เช่นเดียวกับคุณป้าสุดสตรองทั้งสามท่านที่กำลังจะกล่าวถึง ที่ก้าวผ่านชัยชนะทั้งภายในสนาม และภายในจิตใจจนขึ้นทำเนียบผู้สูงวัยสุดฟิตไปแล้ว

คุณแม่สตางค์สุดฟิตออกวิ่งกับลูก

ทำหน้าที่แม่ที่ดูแลลูกๆ มาตลอดทั้งชีวิต ซึ่งปัจจุบันก็ยังทำหน้าที่นี้อย่างแข็งขันสำหรับคุณแม่สตางค์-สุนิสา สังขะโพธิ์ วัย 69 ปี ที่นอกเหนือจากธุรกิจดูแลร้านซักผ้าย่านราชดำริ ควบคู่ไปกับสำนักงานบัญชีของตัวเองแล้ว ชีวิตประจำวันของคุณแม่ท่านนี้ก็คือเตรียมอาหารให้สมาชิกในครอบครัวก่อนที่จะออกไปทำงาน และวิธีการผ่อนคลายชั้นดีก็คือการออกวิ่ง

เหตุผลที่ทำให้คุณแม่เป็นที่รู้จักอาจจะเป็นเพราะลูกสาว (หมอเมย์-พญ.สมิตดา สังขะโพธิ์) โดดเด่นในหมู่นักวิ่งนั่นก็หนึ่ง แต่ไมตรีจิตและรอยยิ้มของคุณแม่ที่มอบให้ทุกคนทั้งในสนามและนอกสนาม ก็ทำให้คุณแม่เป็นดาวเด่นได้ไม่ยาก คุณแม่สุนิสา เล่าถึงสาเหตุที่ลุกมาวิ่งอย่างจริงจังว่า “ลุกขึ้นมาวิ่งเพราะต้องไปรอลูก เขาวิ่ง 42 กม. เรารอนานเริ่มเบื่อ งานวิ่งนาวิกโยธินเมื่อปี 2558 เขาชวนแม่ไปด้วย ก็เลยเริ่มวิ่งจาก 10 กม. ก็วิ่งได้ พอจบรายการแรกได้ ทีนี้พอลูกสาวไปวิ่งรายการไหน เขาก็ลงมินิมาราธอนให้ ผ่านไปประมาณ 6 รายการ ก็เริ่มลงระยะฮาล์ฟมาราธอน 21 กม. รายการแรกที่ จปร.สามพราน ได้ถ้วยรางวัลที่ 2 ของรุ่น 60 ปีขึ้นไป เราวิ่งไม่ได้เร็วมาก เราวิ่งตามสังขารที่วิ่งไหว ต้องระวังกระดูก ระวังสะดุดหกล้ม เพราะเราอายุมากแล้ว”

คุณแม่สตางค์-สุนิสา สังขะโพธิ์

 

การวิ่งของแม่คือการได้ท่องเที่ยว “ลูกพาแม่ไปเที่ยว เวลาเขาไปวิ่งก็ได้เที่ยวด้วย ลูกบอกว่าตราบใดที่แม่มีขาที่แข็งแรง ยังเดินได้ เขาจะพาแม่ไปเที่ยว การไปเที่ยวของเขาก็คือเขาไปวิ่ง เราก็ตามเขาไป เช่น คาซัคสถาน รัสเซีย ญี่ปุ่น ก็ไปมาแล้ว หลังจากที่ออกกำลังกายครบ 1 ปีพอดี สิ่งที่เปลี่ยนไปคือน้ำหนักหายไป 10 กก. เพราะแม่วิ่งเกือบทุกวัน ที่อยู่ได้ถึงทุกวันนี้เพราะมีวินัย จะมาวิ่งถึงแม้จะตื่นสาย ทำกับข้าวเสร็จแล้วก็จะแต่งตัวออกมาวิ่ง ยกเว้นวันที่ลูกบอกว่า แม่เว้นบ้าง ให้ร่างกายได้พักบ้าง แม่ก็จะหยุดพัก เราจะเชื่อเขาเพราะเขาเป็นหมอ (หัวเราะ)  แต่แม่ตั้งใจว่าจะไปฟูลมาราธอนให้ได้ก่อนอายุ 70 ปี ลูกสาวแนะนำว่าถ้าอยากจบมาราธอนแบบเฟรนด์ลี่ต้องจบในประเทศ แต่ถ้าอยากจบแบบอากาศดีต้องไปญี่ปุ่นให้แม่เลือก แต่แม่อยากจบในไทยแล้วค่อยไปญี่ปุ่น (หัวเราะ) น่าจะมีความสุข

“หลายคนบอกว่าเรามีไลฟ์สไตล์ที่น่าอิจฉา นั่นเพราะเราลงมือทำ อีกอย่างหนึ่งเราต้องขอบคุณคู่ชีวิตของเราที่เขาก็ยังสบายดี ไม่ป่วยถึงขนาดต้องนอนเตียงให้เราต้องดูแล ไม่อย่างนั้นเราก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบนี้ ความสนุกในการวิ่งแน่นอนว่าสนุกมาก มีเป้าหมายเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างทาง ก็ทำให้วิ่งเร็วขึ้นนิดหน่อย แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเราได้ทำสมาธิระหว่างวิ่ง ได้ดูลมหายใจเข้าออกในทุกก้าว”

คุณแม่สุนิสา แนะนำผู้สูงวัยที่อยากฟิตทั้งหลายว่า “เราเป็นวัยที่ผ่านโลกมาเยอะ มีเวลาว่างเยอะสมองก็คิดเยอะ โรคก็มาเยอะ เพราะฉะนั้นการที่คุณได้ออกมาออกกำลังกาย เป็นการลดเวลาคิดสิ่งที่รกสมองให้กลับมาอยู่กับตัวเอง แค่ 20 นาทีที่ได้ออกเดินหรือวิ่ง แต่ละก้าวสติอยู่ที่เท้า คุณจะเกิดความสงบในใจ”

ป้าเนเน่-นัยเนตร แสงศักดิ์ศรี

ป้าเนเน่ ความสุขจากวิ่งแฟนซี

“ป้าเนเน่-นัยเนตร แสงศักดิ์ศรี” เป็นที่รู้จักของนักวิ่ง ไม่ใช่เพราะวิ่งเร็วที่สุด แต่ดังระเบิดด้วยการสร้างสีสันในสนาม งานวิ่งงานไหนที่มีป้าเนเน่ รับประกันชุดแฟนซีแน่นอน แม้ชุดแฟนซีแสนสวยจะทำให้เวลาในการวิ่งช้าลง อาจจะด้วยน้ำหนักชุดและมีคนขอถ่ายรูปตลอดทาง แต่นี่คือความสุขของป้าเนเน่  “เมื่อก่อนใส่เสื้อวิ่งธรรมดา มีนักวิ่งสายแฟนซีรุ่นแรกๆ เขาชวนให้แต่งตัว แรกๆ ก็อาย แต่หลังจากแต่งแล้วก็กลายเป็นความสนุก ตอนนี้ก็แต่งแฟนซีเป็นส่วนใหญ่ ชุดส่วนใหญ่เราก็จัดไปเอง ถ้าวิ่งระยะไกลอย่างมาราธอนก็จะทำชุดที่ไม่หนักมาก ระบายอากาศได้ดี แต่ถ้าวิ่งไม่ไกลก็จะแต่งเต็ม (หัวเราะ) เห็นคนอื่นยิ้มเราก็มีความสุข บางคนวิ่งมาบอกว่าเห็นชุดป้าเนเน่แล้วหายเหนื่อยเลย ได้ยินแบบนี้ก็ดีใจ ตอนนี้ชุดแฟนซีที่บ้านเยอะมาก ก็เลยเริ่มเอาชุดเก่ามาดัดแปลง”

ป้าเนเน่ ก้าวเข้าสู่วงการวิ่งตั้งแต่ปี 2548 เพราะสามีที่รักป่วยด้วยโรคเบาหวาน ทั้งสองคนจึงลุกมาออกกำลังกายด้วยการวิ่งในสวนใกล้บ้าน จนกระทั่งเพื่อนชวนลงรายการวิ่ง “ป้ากับสามีเริ่มจากเดินวิ่ง 3 กม. ขยับมาเป็น 5 กม. 10 กม. 21 กม. และเริ่มวิ่งฟูลมาราธอน พอเราไปเจอคุณหมอตรวจน้ำตาลจาก 300 ลดลงเหลือ 200 และผลตรวจครั้งสุดท้ายก็ปรากฏว่าน้ำตาลในเลือดเป็นปกติ สามีป้าไม่ต้องทานยา เราพบว่าการวิ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์และเป็นยาวิเศษจริงๆ”

ในขณะที่คนวัยเดียวกันเริ่มเข้าโรงพยาบาล แต่ป้าเนเน่และสามีมีเพื่อนใหม่หลากหลายวัยในสนามวิ่ง เป็นมิตรภาพที่งอกงามจากการลุกขึ้นมาดูแลสุขภาพ “ป้าเป็นนักวิ่งที่วิ่งช้า ไม่ค่อยสนใจเรื่องเวลาเท่าไหร่ แต่ป้าวิ่งเพราะได้ทักทายเพื่อนๆ ลูกๆ หลานๆ ที่วิ่งด้วยกัน ทักทายและถ่ายรูปกันไปตลอดทาง ยิ่งงานที่มีกองเชียร์ก็จะมีส่วนร่วมกับกองเชียร์ แวะเต้นบ้าง สนุกสนานกันดี ตอนนี้ป้าออกวิ่งเกือบทุกอาทิตย์ ส่วนหนึ่งเพราะได้สุขภาพที่แข็งแรง ไม่ต้องไปหาคุณหมอ ได้รับมิตรภาพจากสนามวิ่ง ที่สำคัญคือ การออกวิ่งต่างจังหวัดทำให้ป้าได้เที่ยวไปในตัว พอลูกหลานเห็นเราแข็งแรงเขาก็ดีใจ ลูกบอกว่ามีเราเป็นต้นแบบ ถ้าเขาอายุมากขึ้นเขาก็จะพาลูกไปแบบนี้ ไปวิ่งด้วย ไปเที่ยวด้วย ป้าว่าเป็นการใช้เวลาของวัยเกษียณอย่างมีความสุข” ป้าเนเน่ กล่าว

ป้าปิ๋ว-ปราณี ถีติปริวัตร

ป้าปิ๋ว คุณป้านักไตรฯ

หากความเข้าใจเดิมของคุณที่มีต่อนักไตรกีฬาว่าเป็นกีฬาของคนหนุ่มสาว หรือเป็นกีฬาสำหรับผู้มีพละกำลัง แข็งแกร่งเกินมนุษย์ธรรมดา เพราะไตรกีฬาประกอบด้วย 3 ชนิดกีฬา ได้แก่ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และวิ่ง ทำให้หลายคนคิดว่าเป็นกีฬาที่ไม่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ แต่ถ้าได้เห็น “ป้าปิ๋ว-ปราณี ถีติปริวัตร” ความคิดของคุณจะเปลี่ยนไป

ในวัย 66 ปี ป้าปิ๋วยังคงออกท่องยุทธ์ด้วยไตรกีฬาไม่รู้เบื่อ คนจดจำป้าได้จากผ้าถุงโจงกระเบน เคยผ่านการวิ่งทางเรียบมาแล้วทุกระยะ ตั้งแต่มินิมาราธอน ฮาล์ฟมาราธอน และมาราธอน ปัจจุบันป้าปิ๋วเลือกลงรายการไตรกีฬาเป็นลำดับแรก และการวิ่งเทรลถัดมา แต่หากย้อนไปมากกว่า 25 ปีที่แล้ว ป้าปิ๋ววัย 40 ปี เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ทำงานหนักแบบไม่รู้เดือนรู้วัน จนทำให้สุขภาพทรุดโทรม โรคภัยรุมเร้า ทั้งความเครียด ภูมิแพ้ กลายเป็นคนโมโหร้าย หงุดหงิดและฉุนเฉียวง่าย จนลูกๆ ออกปากว่าแม่เผด็จการและเป็นคนก้าวร้าว

“ตอนนั้นป้าฉุกคิดว่าต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง ทำให้ตัวเองกระฉับกระเฉงด้วยการประยุกต์การงานให้เป็นการออกกำลังกาย ผ่านมาระยะหนึ่ง จึงเริ่มต้นปั่นจักรยานและวิ่ง สมัยก่อนมีงานแข่งจักรยานในบ่ายวันเสาร์ และวิ่งในเช้าวันอาทิตย์ แถวบ้าน จ.ราชบุรี เดินทางทีเดียวได้ไป 2 งาน ตอนนั้นปั่นจักรยาน 40 กม. และวิ่ง 10 กม. ซึ่งพอได้ทำแล้วก็ติดใจ และโดยส่วนตัวก็ชอบว่ายน้ำมาตั้งแต่เด็ก เลยลองแข่งไตรกีฬาครั้งแรกที่อ่าวมะนาว” ป้าปิ๋ว ย้อนอดีต

คนมองว่าไตรกีฬาเป็นกีฬาที่ต้องใช้ความอึดเกินมนุษย์ ป้าปิ๋วมองว่าไม่จริงทั้งหมด “สำหรับป้าไตรกีฬาเป็นกีฬาที่ต้องใช้ความมุ่งมั่น โดยรู้จักแบ่งแรงแบ่งพลังงานสะสมออกมาใช้ โดยต้องมีสติ ต้องวางแผน สำหรับป้าเล่นไตรกีฬาแล้วสดชื่นกว่าวิ่งบนถนนอย่างเดียว เพราะว่ายน้ำช่วยเตรียมกล้ามเนื้อเพื่อปั่นและวิ่งต่อ ป้าเลยชอบไตรกีฬาที่สุด ส่วนวิ่งเทรล ซึ่งเป็นการวิ่งในป่า มันทำให้เราร่มเย็น ได้ฝึกสติและดูลมหายใจของตัวเองทุกก้าว นี่เป็นธรรมะที่ป้าค้นพบ ได้อยู่กับปัจจุบันเราก็พบความสงบภายในใจ”

ความเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพหลังจากหันมาเล่นกีฬา ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา ป้าปิ๋วบอกว่า รูปร่างกลับมาสมส่วนและกระฉับกระเฉง ช่วยชะลอวัยไปโขทีเดียว ส่วนจิตใจไม่ต้องพูดถึง เพราะถึงขนาดค้นพบธรรมะได้ จิตใจต้องสงบแน่นอน “ป้ากลายเป็นคนใจเย็นลง ลูกๆ บอกว่าพฤติกรรมแม่ดีขึ้นเยอะ (หัวเราะ) เพราะเราปล่อยวางได้ง่าย บรรยากาศในบ้านก็มีแต่เสียงหัวเราะ”

ปัจจุบัน “ป้าปิ๋ว” ยังทำงานบริการสังคม โดยมีกิจกรรมการปั่นจักรยานไปแบ่งปันความรู้ด้านสุขภาพ ส่วนเส้นทางสายไตรกีฬาของป้าปิ๋วยังไม่จบลงง่ายๆ เพราะเจ้าตัวยืนยันว่าถ้ายังปั่นได้ เดินได้ ก็จะแข่งไปเรื่อยๆ และกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “อายุเป็นเพียงตัวเลข อยากให้ผู้สูงอายุหันมาออกกำลังกาย เริ่มจากกิจวัตรประจำวันนี่แหละ ทำร่างกายให้กระฉับกระเฉง ส่วนลูกหลานก็อย่าไปห้ามถ้าพ่อแม่จะออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง การเดินทางเป็นบททดสอบและผลักดันให้พัฒนาตัวเอง ได้ใช้สมองและออกจากคอมฟอร์ตโซน เดินทางไปไหนมาไหนด้วยพลังงานของตัวเอง มันเป็นการออกกำลังกายในตัว ป้ายินดีมากหากเป็นหนึ่งคนที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้สูงอายุไทย หรือลูกๆ หลานๆ หันมาออกกำลังกายมากขึ้น” ป้าปิ๋ว ปิดท้าย

 

Leave a comment