15.5 กก. อาจดูไม่มากถ้าเทียบกับคนอื่นๆ แต่อย่างน้อยผมทำสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/443498

15.5 กก. อาจดูไม่มากถ้าเทียบกับคนอื่นๆ แต่อย่างน้อยผมทำสำเร็จ

โดย…โสภณ ศุภมั่งมี

ไม่ได้มาขายตรง

ไม่ได้มาโฆษณายาวิเศษลดความอ้วนที่กินเท่าไหร่ก็น้ำหนักไม่ขึ้น สามารถกักเก็บทุกโมเลกุลของไขมันและน้ำตาลจากอาหารที่มือยัดเข้าปาก ขนาดระหว่างที่กำลังนอนฝันหวาน ร่างกายนอนราบบนเตียงยังเบิร์นน้ำหนักส่วนเกินให้หุ่นสวยเพรียว เมื่อตื่นขึ้นมายามเช้าอย่างอัศจรรย์…

มันคงดีมากถ้าคำพูดชวนเชื่อเหล่านั้นเป็นจริงแม้สักครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าใครที่เคยหลงมาทางนี้แล้วจะรู้ดีอยู่แก่ใจเลยว่า “ยาวิเศษไม่มีบนโลก” และหนทางเดียวในการควบคุมน้ำหนักส่วนเกิน คือ การควบคุมตัวเอง โดยเฉพาะอวัยวะสองส่วน คือ มือและปาก แค่ทำได้เท่านี้ก็สำเร็จไปครึ่งทางแล้ว ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นก้อนเนื้อเล็กๆ ในอกข้างซ้ายที่เรียกว่า “หัวใจ”

ร่างกายของผมเพิ่มน้ำหนักของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องอาศัยความพยายามที่มากนัก เป็นกรรมพันธุ์และมันก็คงไม่ได้เป็นปัญหามากนัก ถ้าความอ้วนนั้นไม่ได้นำมาซึ่งโรคร้ายสารพัด อย่างความดัน เบาหวาน และข้อเสื่อม การต่อสู้กับส่วนเกินของน้ำหนักตัวจึงเป็นสิ่งที่ผมเองคุ้นเคยมาตั้งแต่ยังเด็ก สมัยผมยังแบเบาะอ้อแอ้ไร้เดียงสา แม่บอกผมเป็นเด็กกินง่ายอยู่ง่าย ครั้งโตเป็นวัยรุ่นเริ่มติดใจการเล่นบาสเกตบอล ตอนนั้นน้ำหนักอยู่ที่ราวๆ 55 กิโลกรัม (กก.) และความสูงอยู่ที่ 173 เซนติเมตร (ซม.) เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย การเลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ทำให้ส่วนที่แอ็กทีฟที่สุดในร่างกายคือปลายนิ้วและหัวสมอง น้ำหนักสะสมจนมาอยู่ที่ 70 กก. เมื่อจบปี 4  แต่ปัญหาน้ำหนักตัวเริ่มโหมหนักเมื่อเริ่มทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ 90% ฝังตัวอยู่หน้าคอมพ์เขียนโค้ด ตกเย็นกินอาหาร ฟาสต์ฟู้ดผ่านไป 5 ปีครับ…87 กก. ตัวตัน หนัก อึดอัดหายใจติดๆ ขัดๆ คอเป็นชั้น นอนกรน และที่น่ากลัว คือเวลาเดินเนื้อตรงขาหนีบเริ่มเสียดสีกันจนเป็นแผลอักเสบเรื้อรัง ผมมาถึงจุดนี้ได้ยังไงที่กินไม่เลือก และปล่อยปละละเลยตัวเองจนเลยเถิดมาถึงขนาดนี้

ผมยังโชคดีที่ตอนนั้นแฟนไม่ได้รังเกียจในรูปร่างหน้าตาที่ใกล้ 100 กก.เต็มที แต่ผมเริ่มรู้สึกไม่ไหวกับตัวเอง เช้าวันหนึ่งหลังจากอาบน้ำ ผมเดินตัวเปลือยเปล่ามายืนหน้ากระจกบานยาว เอามือจับพุงที่เริ่มห้อยเป็นห่วงยางชูชีพรอบตัว เหนียงใต้คางเริ่มก่อตัวจนเห็นชัดเจนคล้ายเป็นโรคคางทูม ผมพิจารณาภาพนั้นอยู่นานจนเริ่มรู้สึกหดหู่น้ำตาซึม “น่าทุเรศสิ้นดี ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้ จะไม่ทำอะไรสักอย่างเลยหรือไง?” และวินาทีนั้นเองที่ผมคิดถึงตอนที่เตี่ยเล่าเรื่องตอนที่เขาตัดสินใจเลิกกาแฟ เตี่ยบอกกับผมว่า “กระบี่อยู่ที่ใจ มันจะแข็งแกร่งเท่าที่เราต้องการอยากให้มันเป็น” เขาเลิกกาแฟได้ภายในวันเดียว ตอนนั้นผมเริ่มตัดสินใจหันหลังให้กับการตามใจปากและบอกลาทุกสิ่งที่เป็นอาหารที่ไม่จำเป็น กาแฟมอคค่า น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ ปรับเปลี่ยนอาหารที่กินให้มีคุณค่าต่อร่างกาย กินผักมากขึ้นหลายเท่า ดื่มน้ำวันละหลายลิตรเพื่อประทังความหิว มันทรมานมากจนผมรู้สึกมวนท้อง ตกเย็นวิ่งวันละครึ่งชั่วโมงทุกวันไม่มีวันหยุด ทุกก้าวขาหนักหน่วงช่างเหน็ดเหนื่อยอยากยอมแพ้ แต่ภาพตัวเองในกระจกวันนั้นตอกย้ำในหัวว่าตนเองน่าสมเพชแค่ไหน การยกธงยอมแพ้มันง่ายดายแค่การหยุดวิ่งแล้วกลับไปกินอาหารตามใจปากที่เอร็ดอร่อยเช่นเดิม และถึงแม้จะไม่มีใครประณามว่าผมเป็น “ไอ้ขี้แพ้” แต่จิตใต้สำนึกของผมเองนั้นแหละที่รู้ดีว่าถ้าผมยอมแพ้ตอนนี้ ถนนข้างหน้าจะไม่มีทางให้วกรถกลับตัวอีกต่อไปแล้ว ถ้าปล่อยให้เตลิดไปมากกว่านี้ จะเลยผ่านจุด Tipping Point ที่หวนคืนไม่ได้ ผมเฝ้าบอกตัวเองตลอดเวลาว่า “เข้มแข็งเข้าไว้นะหัวใจ กูรู้ว่ามึงทำได้” เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนั้นคือใจ ที่ไม่ไขว้เขวออกนอกทางเตลิดเปิดเปิงและกลับไปกินแบบไม่บันยะบันยัง โยโย่กลับไปเหยียบร้อยกิโล

สามเดือนผ่านไป…ผมกลับมาหนัก 71.5 กิโลอีกครั้ง

15.5 กก. อาจดูไม่มากถ้าเทียบกับการลดน้ำหนักของคนอื่นๆ แต่อย่างน้อยผมทำสำเร็จ ภูมิใจปนดีใจน้ำตาแทบไหล สุขภาพก็ดีขึ้นตามลำดับ และหลังจากนั้นก็พยายามคงน้ำหนักไม่ให้เกิน 74 กก. เรื่อยมาเกือบ 4 ปี จนหลังจากภรรยาคลอดลูกเมื่อกลางเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา น้ำหนักผมเริ่มกลับมาไต่บันไดลิงอีกครั้ง เพราะร่างกายนอนหลับและกินอาหารไม่เป็นเวลา รู้ตัวอีกทีเช้าวันหนึ่งขึ้นชั่งน้ำหนัก 75.8 กก. เข้าไปแล้ว

แต่ศึกครั้งนี้ผมไม่หนักใจเท่าไหร่ ผมรู้ว่าศัตรูที่สำคัญที่สุดก็คือตัวเราเองนี้แหละ และมันไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากมายจนไร้ซึ่งหนทางแห่งชัยชนะ ผมเคยทำได้ครั้งหนึ่งและการออกรบครั้งนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเมื่อครั้งก่อน ผมเริ่มควบคุมอาหารเช้าโดยการกินโยเกิร์ตและผลไม้เพื่อให้อยู่ท้อง กลางวันกินอาหารตามปกติ แต่เน้นผักให้มากหน่อย ส่วนตอนเย็นก็กินข้าว 1 ทัพพีพร้อมกับข้าวประมาณ 4-5 คำ การออกกำลังกายตอนนี้ใช้การอุ้มกล่อมลูกทุกคืนให้เป็นประโยชน์ ผ่านมา 4 สัปดาห์ น้ำหนักหายไป 3.5 กก. แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ คราวนี้เป้าหมายผมตั้งไว้ไกลกว่าเดิม อยากท้าทายตัวเองไปให้ถึง 68.50 กก. และคงน้ำหนักไม่ให้เกิน 70 กก.

อย่างที่บอกตั้งแต่แรกว่าไม่ได้มาขายตรง หนทางของการลดน้ำหนักดูแลสุขภาพตัวเองไม่มีสูตรลัด ไม่มียาวิเศษ อาศัยแรงกระตุ้นจากคนอื่นไม่พอ และจำไว้ให้ติดในสมองเลยว่าไม่มีใครยัดอาหารเข้าปากเราได้ถ้าไม่ใช่ตัวเราเอง เฝ้าบอกตัวเองเข้าไว้ว่า

“เข้มแข็งเข้าไว้นะหัวใจ กูรู้ว่ามึงทำได้”

 

Leave a comment