ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
31 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/445854

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล
จากยุคที่ผู้คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเพื่อการดำรงชีวิต ผลผลิตที่เหลือจากการบริโภค ก็ได้ถูกนำมาแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่ตนเองต้องการ จนมาถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่ทำให้ผู้ผลิตสามารถผลิตสินค้าได้จำนวนมาก และมีขายเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค จนมาถึงยุคปฏิวัติสารสนเทศ ที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลและความรู้ได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น เพราะปัจจัยเรื่องระยะทางมีอิทธิพลน้อยลงด้วยอินเทอร์เน็ต จนมาถึงยุคซื้อขายผ่านทางออนไลน์ และยุคที่ผู้บริโภครวมกลุ่มกันเป็นสังคม จนทำให้มีอำนาจในการต่อรองกับทุกๆ สิ่งมากขึ้น
หากนี่คือภาพสะท้อนของยุคก่อนการตลาด การตลาด 1.0 2.0 2.5 และ 3.0 การเดินทางของมันไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น มันกำลังก้าวสู่การตลาด 4.0 ที่หัวใจสำคัญของมันคือ การเป็นยุคแห่งสังคมดิจิทัลที่คนกลายเป็นแบรนด์ และแบรนด์กลายเป็นคน และวันนี้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ อาร์ม-ปิยะชาติ อิศรภักดี ที่ปรึกษาด้านการสร้างและบริหารจัดการโดยมีแบรนด์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งเขาเป็นผู้เขียนหนังสือเล่มที่คนในยุคสมัยนี้ต้องอ่านนั้นคือ Branding 4.0 นั่นเอง
“จุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้ มาจากตอนที่ผมไปเรียนที่สหรัฐ เมื่อกลับมาทำธุรกิจที่เมืองไทย ก็เริ่มมีความสนใจในเรื่องของการตลาดและการสร้างแบรนด์ จนมาสนใจอย่างจริงจังในเรื่องของการสร้างแบรนด์ ที่มันไม่ใช่เรื่องของการเป็นแค่โลโก้เท่านั้น แต่มันเป็นเรื่องของการทำให้ผู้บริโภคได้เสพเรื่องราวของเรา เสพความเป็นเรา เสพตัวตนของเรา จนต้องการสินค้าของเรา และมีเพียงเราเท่านั้นที่ตอบสนองความต้องการของเขาได้

จนมาเจอหนังสือมาร์เก็ตติ้ง 3.0 เมื่อได้อ่านจนจบก็เกิดคำถามว่า ถ้าเราจะพูดถึงมาร์เก็ตติ้ง 4.0 ในมิติของแบรนด์ หน้าตาจะออกมาเป็นอย่างไร เลยเขียนโครงสร้างของมันขึ้นมา แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองยังมีความรู้เรื่องเหล่านี้ยังไม่พอ ผมเลยไปหาความรู้เพิ่มเติมด้านการบริหารจัดการแบรนด์ที่ Kellogg School of Management สหรัฐ และทำให้ผมได้เจอฟิลิป คอตเลอร์ ในคลาสสุดท้ายที่ผมไปเรียน ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับท่านเกี่ยวกับไอเดียที่ผมมี จากนั้นผมก็ใช้เวลาเขียนหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาอังกฤษ แต่ภาคภาษาอังกฤษยังอยู่ในกระบวนการผลิต แต่ผมก็นำมาเขียนเป็นภาษาไทยและก็ออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้ ที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อมรินทร์ ฮาว-ทู”
สิ่งที่ปิยะชาติต้องการสื่อสารผ่านหนังสือเล่มนี้นั่นก็คือ ในสังคมยุคดิจิทัล เรื่องของแบรนด์ ไม่ใช่เรื่องของธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการมีชีวิตของแบรนด์ แบรนด์กลายเป็นคนที่มีเรื่องราวชีวิต มีความนึกคิด มีความรู้สึก และเมื่อเวลาเจอหน้ากัน ก็ไม่ได้ตั้งท่าจะขายของอย่างเดียว “เมื่อก่อนคนมองไปที่สินค้า แล้วคิดว่าจะจ่ายเงินให้สินค้านั้นอย่างไร แต่ปัจจุบันคนจะมองจากประสบการณ์ที่เขามีต่อแบรนด์หรือสินค้านั้นๆ มองว่าได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขามากน้อยเพียงใด จนวันหนึ่งเมื่อเขามีความต้องการ เขาจะรู้ว่าอะไรคือตัวเลือกแรกสำหรับเขานั่นเอง”
ท้ายสุด ปิยะชาติ เผยว่า เมื่อคนที่ผ่านหนังสือเล่มนี้จบลงแล้ว สิ่งที่ผู้อ่านจะนำเนื้อหาของแบรนดิ้ง 4.0 ไปประยุกต์ใช้กับหน้าที่การงานของตนเองได้นั้น นั่นก็คือ เราสามารถเป็นนักสร้างแบรนด์ได้ด้วยตัวของเราเอง “เมื่อก่อนการสร้างแบรนด์จะเกิดขึ้นได้กับคนที่มีชื่อเสียง แต่ในยุคสังคมดิจิทัล มันได้ให้อำนาจของเราผ่านโทรศัพท์มือถือ เราสามารถสร้างแบรนด์ได้โดยการสร้างคุณค่า ที่สอดคล้องกับเป้าหมายสูงสุดของเรา ทั้งเป้าหมายในหน้าที่การงาน ความสัมพันธ์ในครอบครัว รวทั้งการแสดงจุดยืนหรือสิ่งที่เรากำลังจะเคลื่อนไหวให้สังคมได้รู้ว่าเรากำลังให้ความสนใจกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และอยากทำมันให้ประสบความสำเร็จ”