ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
14 สิงหาคม 2559 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/448502

โดย…ปอย ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน
ในที่สุดภารกิจ มิชชั่น อิมพอสซิเบิ้ล ก็กลายเป็นปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จได้อย่างงดงาม สุภาพสตรีวัย 81 ปี เจ้าของภารกิจซึ่งกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ครั้งนี้ รศ.วราพร สุรวดี ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิอินสาท-สอาง ผู้ก่อตั้ง “พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก” ย่านบางรัก ตัดสินใจรวดเร็ว เฉียบคม กับการซื้อที่ดิน 1 งาน ราคาสูงลิ่ว 40 ล้านบาท เพื่อปกป้องพื้นที่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ให้คงทัศนียภาพพื้นที่สีเขียวเอาไว้ ทำให้การย่างกรายรุกคืบของคอนโดมิเนียม 8 ชั้นบนที่ดินผืนนี้ยุติลงได้ เริ่มโดยการนำเงินส่วนตัว รศ.วราพร วางมัดจำจ่ายค่าซื้อที่ดิน 30 ล้านบาท และทันทีที่การประกาศระดมเงินคนละ 100 บาท มุ่งเป้าให้ครบ 10 ล้านบาทถูกแพร่กระจายออกไป ไม่น่าเชื่อว่าข่าวดีก็เกิดขึ้นรวดเร็วเพียงแค่ 14 วัน ก่อนกำหนด 2 ก.ย.ร่วมหนึ่งเดือนเลยทีเดียว
เมื่อเงินสมทบเติมเต็มเข้ามาถึง 10 กว่าล้านบาท หญิงสูงวัยหัวใจแข็งแกร่งจึงได้ประกาศปิดรับบริจาคพร้อมแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเรื่องซื้อที่ดินเรียบร้อยแล้ว แถมยังมีเงินเหลืออีกจำนวนหนึ่งซึ่งจะต่อยอดการพัฒนาไปได้อีก โดยการทำงานครั้งนี้น่ายินดีกว่าครั้งก่อนๆ ที่มีชุมชนรอบๆ ข้างย่านบางรักไม่ว่าบริษัทห้างร้านต่างๆ โรงเรียนรอบๆ ข้าง เข้ามาให้กำลังใจและสนับสนุน “คุณยายวราพร” มากมาย
ความคึกคักมีชีวิตชีวาเกิดขึ้นทันใดกับการสานต่อพิพิธภัณฑ์ในอนาคต พร้อมกับคำบอกเล่าถึงอดีตวันวานของชาวตรอกบางรัก ซึ่งกำลังบอกเล่าโดยผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เมื่อได้ฟังแล้วก็มีชีวิตชีวาได้ไม่แพ้กันเลย

ดิฉันไม่ใช่สาวไฮโซ
เรือนไม้ปั้นหยาหลังใหญ่ที่อาศัยมานมนาน ได้ยกให้เป็นสมบัติ กทม. ตั้งแต่ปี 2547 เมื่อบ้านพักโบราณกลายเป็น “พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เขตบางรัก” จึงต้องโยกย้ายมาอยู่อย่างสมถะในบ้านไม้สองชั้นใต้ถุนสูง สุภาพสตรีสูงวัยแต่คงบุคลิกกระฉับกระเฉง วราพร เล่าว่า เรือนหลังนี้แสนสะดวกสบายไม่แพ้เรือนหลังใหญ่เลย มีครัวและซิงก์อ่างล้างจานอย่างดี พร้อมแม่บ้านดูแลเรียบร้อย
บ้านหลังใหญ่พร้อมที่ดินย่านธุรกิจทำเลทองของเมืองหลวง ถ้ายกให้ทายาทก็กลัวหลานๆ ขายให้นายทุนสร้างเป็นคอนโด กอปรกับข้าวของเก่าๆ เก็บไว้มากมาย ซึ่งตรงนี้ก็เป็นพื้นที่สีเขียวมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นครึ้มเขียว จึงอยากอนุรักษ์ไว้ให้เป็นระบบนิเวศผืนงามให้กรุงเทพฯ วราพร บอกเล่าน้ำเสียงสดใส ทันทีที่เป็นข่าวจึงได้ทราบประวัติผ่านสื่อหลายๆ ฉบับว่าเธอเป็นบุตรสาวคนที่ 4 ใน 5 คนของครอบครัวอันมั่งคั่งในย่านคนมีเงิน นั่งรถเบนซ์ มีเงินกงสี เมื่อเติบโตก็ได้ร่ำเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ เป็นนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เรียนจบปริญญาตรี ได้รับราชการเป็นอาจารย์ด้านชีววิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร และไปเรียนต่อปริญญาโท MAT Biology จาก Indiana University สหรัฐ
แล้วเมื่อบทสนทนาเริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่า …ทำไมยกบ้านทำพิพิธภัณฑ์ ทำไมจึงไม่เลือกใช้ชีวิตบั้นปลายสบายๆ แบบเศรษฐินีทั่วไป? หญิงสูงวัยอยู่ในกระแสกลายเป็นคนดังที่หลายๆ คนอยากรู้จัก ตอบคำถามนี้กลับทันใด

“บ้านหลังใหญ่ดิฉันใช้ชีวิตอยู่ตั้งแต่อายุ 2 ขวบ พอทำพิพิธภัณฑ์ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นลิฟวิ่งมิวเซียม (หัวเราะ) เจ้าของบ้านนอนแหงแก๋อยู่ในบ้านเดิมคงไม่ได้อีกแล้วนะคะ ดิฉันก็ต้องย้ายมาอยู่เรือนหลังเล็กเหลือเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้เตียงไม้สักโบราณสี่เสาไว้ แล้วที่ถามว่าทำไมละทิ้งชีวิตหรูสะดวกสบาย มิได้ค่ะ…คุณแม่ (สอาง ตันบุญเล็ก สุรวดี) ไม่เคยเลี้ยงดูพวกเราแบบนั้นเลย บ้านเรามีสตางค์ใช้จ่ายก็จริง แต่ก็ไม่เคย Identify ว่าพวกเราเป็นเศรษฐี คุณแม่ให้เงินใช้จ่ายธรรมดาค่ะ พร้อมสำทับลูกๆ ทุกครั้งให้ใช้จ่ายกันอย่างประหยัดที่สุด
ชาวบ้านแถวนี้ก็ใช้ชีวิตครือๆ กันค่ะ ดูฝั่งตรงข้ามซิ…เจ้าของตึกแถวยาวเหยียดมีบ้านใหญ่กว่าเราเสียอีก แต่ไม่มีใครแสดงตนว่าหรูหรา เราคบกันเพราะเป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงกัน ไม่ได้คบกันเพราะสืบว่าเป็นลูกใครหลานใคร ไปโรงเรียนก็รวมกลุ่มเดินไปเป็นกลุ่มชาวอัสสัมฯ ดิฉันชื่อเล่น ติ๋ว มีน้องชื่อแต๋ว สลับกับอีกบ้านแต๋วเป็นพี่ ติ๋วเป็นน้อง ผู้ใหญ่ก็เรียกแม่ติ๋วบ้านนี้ แม่แต๋วบ้านนั้น เวียนหัวกันไป (ว่าแล้วก็หัวเราะชอบใจ) นิด หน่อย แป๊ด เป็นชื่อเล่นยอดฮิตคนยุคก่อน” วราพร เล่าน้ำเสียงดังฟังชัด ดูปราดเปรียวที่สุดในวัย 81 ปี
“ชาวแถวนี้เรียกว่าชาวตรอกสะพานยาว พอช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องโยกย้ายครอบครัวไปอยู่ในบ้านสวนย่านตลิ่งชัน ดิฉันก็ได้ย้ายไปเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนวัดพิกุล ช่วงสงครามย้ายบ้านกันเป็นว่าเล่นค่ะ อพยพแต่ละครั้งก็ลงเรือกันไป จากวัดพิกุลย้ายบ้านไปวัดเกาะ เคยคิดว่าจะขับรถไปเที่ยว ก็กลัวหลงทางไปไม่ถูก” วราพร บอกพลางหัวเราะชอบใจ

ทุกวันนี้คุณยายใจเด็ดเผ็ดแซ่บในวัยขึ้นเลขแปด ขับรถโฟล์คเต่าไปทำงานที่มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตทุกวัน เว้นวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นงานที่ทำตั้งแต่ช่วงหลังเกษียณมาจนถึงวันนี้ ในตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายทะเบียนและประมวลผล เงินเดือนราว 5 หมื่นบาท รวมกับเงินบำนาญเดือนละ 1 หมื่นกว่าบาท และเงินอีก 2 หมื่นกว่าบาทจากธุรกิจมีบ้านเช่าของครอบครัวที่ทำมายาวนาน เรียกว่ามีรายได้ประจำไม่น้อยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายเลยทีเดียว แต่ก็เลือกสละความสุขส่วนตัวเพื่อดูแลบ้านที่กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ในย่านเก่าแก่ของกรุงเทพฯ
“หลังจากยกบ้านให้ กทม.แล้ว ตั้งใจจะไปปฏิบัติธรรมเตรียมปลูกบ้านไว้อีกแห่งอย่างดีแล้ว แต่เกิดปัญหาหลายอย่าง เจ้าหน้าที่ก็อธิบายไม่รู้เรื่อง ดิฉันขัดใจต้องลงไปอธิบายเองซึ่งไม่ใช่แบบไกด์บอกว่า มีบ้าน เป็นเรือนเก่าสามหลัง สร้าง พ.ศ.เท่านั้นเท่านี้ ดิฉันชอบเล่าว่าของชิ้นนี้เคยใช้อย่างนี้นะ แล้วมันแตกหักครั้งนั้นดิฉันจำได้ทุกอย่าง คนฟังซักกันสนุกสนานเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ไม่ใช่เดินมาดูตู้โต๊ะถ้วยชามเก่าๆ แตกๆ แค่นั้นนะคะ” วราพร เล่าด้วยน้ำเสียงใส
เด็กหญิงยุคสงครามโลกครั้งที่สอง
ถ้าบอกว่าสุภาพสตรีท่านนี้คือตัวแทนบอกเล่าประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต ก็ยิ่งทำให้การสนทนามีรสชาติ วราพร เล่าว่า ที่ดินผืนนี้เป็นที่ดินมรดกทางครอบครัวคุณแม่ แล้วก็สร้างบ้านให้เช่า ส่วนทางคุณป๋าไม่ได้มีฐานะอาชีพเป็นเสมียนห้าง บี.กริมแอนโก (ก่อตั้งเมื่อปี 2421) เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 2488) ห้างที่แสดงความความศิวิไลซ์ของเมืองกรุงแห่งยุคสมัย ก็ต้องหยุดกิจการและทรัพย์สินต่างๆ ถูกควบคุมไปโดยปริยาย

“คุณป๋าทำงานในบริษัทของเยอรมนี เมื่อประเทศเขาแพ้สงครามก็ต้องปิดกิจการ คุณป๋าลาออกมาทำงานธนาคาร แต่ด้วยความที่ดิฉันยังเป็นเด็กอายุแค่ 5 ขวบก็ไม่อนาทรร้อนใจ คุณแม่พาอพยพไปเป็นนักเรียนโรงเรียนวัดเราก็ว่ายน้ำเล่นกระโดดท้องร่องในสวน สนุกไป (หัวเราะ) ไปอาศัยบ้านน้องเขยคุณป๋าอยู่คลองบางหลวง แล้วคนแถวนั้นโจษกันค่ะไปเที่ยวคลองด่านๆๆ เพราะมีตลาดใหญ่แล้วคลองเชื่อมออกไปแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง ตลาดคลองด่านก็คงเหมือนห้างสรรพสินค้าสมัยนี้ มีความเจริญสองข้างทางมีโรงสีใหญ่ๆ มากมาย ดิฉันไม่ได้อนุญาตให้เที่ยวอะไรไกลหรอกนะคะ ไปไหนก็ไปกับครอบครัวได้แค่นี้
เมื่อเลิกสงครามดิฉันก็กลับไปเรียนหนังสือที่บ้านเก่า ดิฉันสอบได้เรียนปริญญาตรีเป็นนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ แต่คุณแม่อยากให้เรียนหมอแต่สอบไม่ได้ เกลียดฟิสิกส์ สามีคนแรกคุณแม่ (นพ.ฟรานซิส คริสเตียน) ท่านเป็นหมอชาวอินเดีย มีห้องหนังสือซึ่งเป็นตำราดังๆ ทางการแพทย์เกี่ยวกับการรักษาโรคต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษใส่ตู้เก็บไว้มากมาย แม่ก็อยากให้ลูกสาวสืบทอดตำราพวกนี้เป็นหมอ
แต่หัวดิฉันไม่ถึงหมอ (หัวเราะ) สอบติดอันดับ 2 คณะวิทยาศาสตร์ เป็นนิสิตโตแล้วอยากหาสตางค์ใช้เอง ก็หาช่องทางไปสอนพิเศษให้เด็กพระหฤทัยคอนแวนต์ ชั่วโมงละ 10 บาท จากสามย่านเดินทางมาคลองเตย ค่ารถ 20 สตางค์ คำนวณแล้วคุ้มนี่คะ แล้วโลภสอนแต่หนังสือจนตัวเองต้องสอบตก และจะต้อง reexamination (การสอบใหม่) วิชาคณิตศาสตร์ ไปเรียนช่วงซัมเมอร์แต่ไม่อนาทรร้อนใจอีกค่ะ เพื่อนไปเรียนเป็นฝูง อาจารย์ก็ติวให้เราพิเศษ สนุกสนาน

พอขึ้นปี 3 ก็ยังสอนหนังสือหาเงินแล้วเหมือนเดิมอีกคือ reexamination วิชาฟิสิกส์ แต่วิชาในหมวดแม่เหล็กดิฉันตก ส่วนไฟฟ้าดิฉันทำคะแนนได้ดี แต่อาจารย์ไม่ยอมจะให้ดิฉันเหมาสอบใหม่ทั้งสองวิชาเลย ดิฉันไม่ยอมซิคะ ต่อรองอาจารย์ต้องสอบใหม่แค่วิชาเดียวเท่านั้น แล้วถามอาจารย์กลับว่าถ้าคราวหน้าดิฉันตกไฟฟ้าด้วย จะสอบตกไปเลยหรือสามารถรีเอ็กแซมได้ไหมคะ อาจารย์ก็อึ้งตอบไม่ได้ค่ะ (เล่าพลางหัวเราะชอบใจ) จนต้องเปลี่ยนกฎนี้ในปีการศึกษาต่อมาเลยค่ะ
แต่สมัยนั้นรีเอ็กแซมถ้าคะแนนเกิน 85% ก็ยังได้เกียรตินิยม และดิฉันทำคะแนนเกินก็ได้เป็นบัณฑิตเกียรตินิยม อันดับสอง” วราพร บอกเล่าฉายภาพอดีตชัดแจ่มแจ๋ว ซึ่งแสดงความเป็นนักต่อรองที่ไม่ยอมแพ้อะไรโดยง่าย และนิสัยการเป็นนักต่อรองก็คือสิ่งติดตัว นำมารักษาผืนดินพิพิธภัณฑ์ถิ่นกำเนิดไว้ได้อย่างน่านับถือ
อาจารย์สาวนักเรียนนอกสุดเปรี้ยว
ห้องหนังสือของคุณหมอฟรานซิส อยู่ชั้นล่างของเรือนไม้ปั้นหยาหลังใหญ่ ติดกับห้องน้ำบุผนังสังกะสี มีโถส้วมแบบโบราณ เรื่องราวผ่านการบอกเล่าของเจ้าของบ้านหลังโบราณจึงโลดแล่นมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ฟังสนุกสนานในแบบที่ไกด์หรือวิทยากรประจำพิพิธภัณฑ์คนไหนก็บรรยายได้ไม่มีสนุกเท่าแน่นอน

“หนังสือเก่าๆ มากมายคุณแม่เก็บไว้ ดิฉันก็เลยไม่ได้อ่านเพราะไม่ได้เรียนหมอ แล้วปีที่ดิฉันเรียนจบปริญญาตรีวิทยาศาสตร์ คือปี 2500 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีประสูติกาลฟ้าหญิงองค์เล็ก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี จึงไม่เสด็จพระราชทานปริญญาให้แก่บัณฑิตในปีนั้น ดิฉันกับเพื่อนในกลุ่มอีกกลุ่มใหญ่จึงรวมตัวกันเลือกเรียนต่อคณะครุศาสตร์อีก 2 ปี เพื่อจบออกมาจะได้มีรูปสมเด็จพระราชินีพระราชทานปริญญาบัตร
ดิฉันเลือกเรียนปริญญาตรีอีก 1 ใบค่ะ ได้รูปพระราชินีสมใจแล้วยังได้สิ่งมงคลในชีวิตแถมมาอีกด้วยค่ะ คือการเรียนครุศาสตร์จะได้เงินเดือนเพิ่มอีกปีละ 30 บาท จากจบปริญญาตรีเงินเดือน 150 บาท แล้วแทนที่จะรอขึ้นเงินเดือนปีละ 1 ขั้น ก็จะได้ 20 บาท จากการลุยเรียนรวดเดียว ดิฉันได้เงินเดือน เดือนละ 180 บาท ตลอดชีวิตการทำงานดิฉันรับเงินเดือนสูงมาโดยตลอด
เมื่อเรียนจบมาทำงานที่ มศว. ประสานมิตร ได้ราว 1 ปีก็มีการสอบชิงทุนไปสหรัฐ ไปไม่นานค่ะ เป็นทุนรุ่นสุดท้ายที่เรียกว่า Contract ดิฉันสอบได้ไปเรียนในแบบวิทยาการศึกษา เอกชีววิทยา เรียนเพื่อเป็นครูโดยตรงเพียง 1 ปี 7 เดือนเท่านั้นค่ะ ไม่ต้องมีธีซิส เรียนจบกลับมาก็ยิ่งเงินเดือนสูง กลับมาทำงานที่เดิมและการเดินทางไปกลับคุณแม่ก็ซื้อรถเบนซ์ให้น้าชายขับรับส่ง ทั้งขาไปและกลับพร้อมๆ พี่สาว น้องสาว ชาวบ้านก็โจษจันกันลูกสาว (สวย) บ้านคนรวย แต่ดิฉันก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นแบบนั้นว่าคุณหนูไฮโซร่ำรวยอะไรนะคะ (หัวเราะ) ไม่ชอบรถเบนซ์ค่ะ จะขอขับรถไปทำงานเอง ก็แอบไปซื้อรถโฟล์คสวาเกน แม่โกรธเชียวค่ะ ไม่ให้เอารถเข้าบ้าน บอกไม่มีที่จอดรถ
ดิฉันก็บอกว่าจะขอขับรถโฟล์คแล้วย้ายไปสอนที่วิทยาเขตทับแก้ว มหาวิทยาลัยศิลปากร ตอนนั้นจบนอกมาก็มีแต่คนแย่งตัวไปสอนหนังสือตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ได้คุณน้าเกลี้ยกล่อมคุณแม่กระทั่งหาที่จอดให้ได้ ก็เลยได้ขับรถไปสอนที่ประสานมิตรจนกระทั่งเกษียณ” วราพร เล่าพลางหัวเราะถึงวีรกรรมสุดเปรี้ยวของตัวเอง
แม้ก้าวสู่วัยเลขแปด แต่เมื่อแอบพิศใบหน้าที่วันนี้ก็มีเค้าคนสวยมากๆ ผิวพรรณสดใส รูปร่างเล็กกะทัดรัด ก็เลยถามตรงๆ ว่าทำไมจึงครองตัวเป็นสาวโสดไม่สร้างครอบครัวแต่งงาน ในแบบที่หญิงสาวสวย อนาคตดีทั้งหลายควรจะเป็น?!! วราพร ตอบกลับทันใดด้วยบุคลิกสุดเปรียวที่ฉายชัดตลอดการสนทนาว่า คุณคิดอย่างไรล่ะ?!!! ไปไหนมาไหนก็มีแต่น้าชายแท้ๆ คุมเข้มตลอดการเดินทางแบบนั้น!
“คุณแม่คงไม่อยากให้ดิฉันมีคู่ (หัวเราะ) ก็ไม่เคยถามท่านหรอกค่ะว่าทำไม ก็ใช้ชีวิตไปตามที่ท่านให้เป็น ตอนสมัยเรียนก็มีเพื่อนชายมาแอบชอบบ้าง หรือกล้าหาญบอกเราตรงๆ บ้าง แล้วพอตัดสินใจคบหากันแล้วนิสัยไปกันไม่ได้ ก็เลิก พอเพื่อนถามสาเหตุดิฉันก็ตอบตรงๆ ว่านิสัยไปกันไม่ได้น่ะซิเธอ ตอบแค่นั้นค่ะ จะไม่ตอบว่าเขาไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ก็จะตอบทำไมแบบนั้น เราไม่คบกับเขาแล้วไม่มีประโยชน์จะพูดไป แล้วพอตอบแบบนี้ก็ไม่มีใครถามต่ออีกด้วย ก็ครองตัวโสดมาโดยตลอด” วราพร ตอบแบบเด็ดขาดไร้คำถามต่อแท้จริง
ฉายภาพหญิงสาวชาวบางกอก
เรือนปั้นหยาหลังใหญ่ เป็นอาคารที่ครอบครัวสุรวดีเคยใช้อาศัยอยู่เมื่อในอดีต ลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกซึ่งเป็นที่นิยมในยุคนั้น เป็นอาคารไม้สองชั้น หลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้องว่าวสีแดง ผนังอาคารสร้างด้วยไม้ทาสีเลียนแบบผนังก่ออิฐถือปูน ฝีมือช่างชาวจีนเป็นผู้ก่อสร้าง เรียกกันว่าทรงปั้นหยายุคปลาย โดยลดลายฉลุที่ชายคาออกนอกจากอาคารสถาปัตยกรรมโบราณ ข้าวของเครื่องใช้อันล้ำค่าของชาวบางกอกก็รักษาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้
พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอกกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เขตบางรัก มีผู้เยี่ยมชมเดือนละกว่า 700 คน
“เริ่มต้นทำพิพิธภัณฑ์จริงจังเมื่อปี 2547 จัดเก็บไปแตกไปค่ะไม่มีประสบการณ์ ถ้วยชามแตกไปหลายใบ แต่ก็ยังเหลือเครื่องกระเบื้องลายครามมีหลายลวดลายทีเดียวค่ะ ของใช้ที่โชว์ก็มีทั้งของคุณแม่อยู่ชั้นสองของอาคาร เตียงไม้โบราณแบบฝรั่งมีเสามุ้ง โต๊ะเครื่องแป้งพร้อมตลับเครื่อง แก้วสำหรับใส่เครื่องสำอาง และขวดน้ำหอมแบบต่างๆ ของใช้กลุ่มนี้มีอายุอยู่ในรัชกาลที่ 6 นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปบูชาสมัยอยุธยาตอนปลายและสมัยรัตนโกสินทร์
ถ้าเป็นของใช้สมัยดิฉันยังสาวๆ อยู่ที่ห้องนอนใหญ่ ห้องนอนนี้เป็นห้องนอนของพี่สาวมีตู้เสื้อผ้ามีกระจกบานใหญ่ เข้าชุดกับโต๊ะแต่งตัวและเตียงนอนใหญ่ สาวๆ ยุคนั้นเดินสำเพ็งไปซื้อผ้าร้านนายจันทร์ ผ้าลูกไม้ฝรั่งเศสราคาแพงก็ต้องมาซื้อที่ร้านนี้เท่านั้น ใช้เครื่องสำอางยี่ห้อแมคแฟคเตอร์ (Max Factor) เมกอัพยุคแรกๆ ที่ดังนำมาจำหน่ายในเมืองไทย เป็นเจ้าแรกๆ ที่ทำลิปสติกออกมาขาย แล้วก็แป้งทาหน้าแบบที่เป็นตลับ ถ้าน้ำหอมก็ต้องยี่ห้อ 4711 แต่อย่างที่ดิฉันบอกว่าบ้านเราฐานะปานกลางใช้ของธรรมดาๆ สบู่เซนลุกซ์ตราลูกไก่ก็มีโชว์ไว้ให้ดู
แต่ไม่มีของใช้ส่วนตัวของดิฉันนะคะเพราะต้องการปิดบัญชีให้จบไปเลย ไม่มีการนำของใช้ส่วนตัวของเราเพิ่มเข้าไปอีก” วราพร อธิบาย
และชี้ชวนให้ดูเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเก่าแก่อยู่คู่บ้านมาแต่โบราณ เช่น โต๊ะรับประทานอาหารแบบฝรั่งแต่ไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์อิมพอร์ต เป็นโต๊ะไม้สักทำขาสิงห์ รับประทานอาหารแบบฝรั่งเสิร์ฟ 6-8 ที่นั่งถอดได้สามช่อง ส่วนตู้ประดับเครื่องมุกจีนนำเข้ามาจากเมืองจีนตามสมัยนิยม
“บ้านดิฉันไม่ใช่บ้านเศรษฐีค่ะ (ย้ำอีกครั้ง) เครื่องใช้ไฟฟ้าก็มีตอนดิฉันโตแล้ว ตอนเด็กๆ ยังไม่มีข้าวของพวกนี้ใช้เลยค่ะ” เจ้าของบ้านสูงวัยอธิบายทิ้งท้าย ก่อนขอตัวไปต้อนรับแขกเหรื่อ
มากมายที่มาร่วมฟังการแถลงข่าวการระดมเงินครบ 10 ล้านบาทสำหรับที่ดินถ้าซื้อได้สำเร็จงดงาม
และฟังการกำหนดทิศทางของพิพิธภัณฑ์ในอนาคต วราพร กำหนดจะให้เป็นพื้นที่สีเขียวและที่จอดรถแบบกรีนรูฟ ไม่มีการสร้างอาคารสูงบดบังตลอดไปสำหรับพื้นที่ตรงนี้ โดยมีการสร้างโมเดลผลงานของนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต มาให้ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์พิจารณาแบบการก่อสร้าง
“โอฬารมากเลยนะคะ” วราพร วิจารณ์ใช้ภาษาศัพท์สมัยเก่าที่เด็กๆ นักศึกษาแอบทำหน้างงๆ แต่คนฟังรุ่นใหญ่ฟังแล้วใบหน้าอมยิ้มกับศัพท์แสงวันก่อน
“ดิฉันอยากให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วม ตัวเองเป็นคนแก่ ก็คิดได้อย่างคนแก่ เลยอยากให้คนหนุ่มสาวมาช่วยกันคิด ช่วยกันติชมนะคะ ถ้าแบบใหญ่โตขนาดนี้ก็น่าจะใช้เงินหลายล้าน อาคารจอดรถสองชั้นก็พอมีเงินเหลือมาทำต่อได้ เพราะได้เงินมาเกิน 10 ล้านบาท ดิฉันอยากให้ทำหลังคาสีเขียวบนหลังคาอาคารจอดรถแทนที่จะเป็นตึกสองชั้น ก็ต้องเป็นการปลูกต้นไม้รากไม่ลึก เช่น เฟื่องฟ้า ประยงค์ หรือเป็นไม้ในวงศ์ใบมีสีเขียวเข้ม ตัดพุ่มหนาๆ ดิฉันอยากให้พื้นที่เล็กๆ ตรงนี้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพฯ ตลอดไปนะคะ” วราพร กล่าวน้ำเสียงมั่นคง สร้างความมั่นใจว่าทัศนียภาพของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะคงเป็นพื้นที่สีเขียวที่ไม่มีสิ่งใดมาลดทอนได้โดยง่าย