ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
04 สิงหาคม 2559 เวลา 11:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/446630

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
29 ก.ค.ที่ผ่านมา ตรงกับ “วันอนุรักษ์เสือโคร่งโลก (Global Tiger Day)”
จุดเริ่มต้นของวันอนุรักษ์เสือโคร่งโลกมาจากไทยได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำด้านเสือโคร่ง ณ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมื่อปี 2553 ประกอบด้วยประเทศที่เป็นแหล่งอาศัยของเสือโคร่ง 13 ประเทศในทวีปเอเชีย ได้แก่ รัสเซีย จีน อินเดีย เนปาล ภูฏาน บังกลาเทศ เมียนมา ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยร่วมกันลงนามในปฏิญญาเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เป้าหมายคืออนุรักษ์ฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งที่อยู่ในขั้นวิกฤตเสี่ยงสูญพันธุ์ ปัจจุบันคาดว่าเหลืออยู่เพียง 3,500 ตัวทั่วโลกเท่านั้น
กลับมาที่บ้านเรา ข้อมูลจากหนังสือ “เสือ Now or Forever” เขียนโดย ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ อัจฉรา ซิ้มเจริญ และสมโภชน์ ดวงจันทราศิริ ถ่ายภาพโดย ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ ระบุว่า ทุกวันนี้ประชากรเสือโคร่งกลุ่มใหญ่ที่สุดอาศัยอยู่ในผืนป่าตะวันตก ครอบคลุมพื้นที่ 18,727 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยพื้นที่อนุรักษ์ 17 แห่ง ซึ่งแบ่งเป็นพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 6 แห่ง คือ ทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันตกและตะวันออก ห้วยขาแข้ง เขาสนามเพรียง อุ้มผาง สลักพระ และอุทยานแห่งชาติ 11 แห่ง ได้แก่ คลองลาน แม่วงก์ คลองวังเจ้า เขื่อนศรีนครินทร์ เฉลิมรัตนโกสินทร์ พุเตย เอราวัณ ไทรโยค เขาแหลม ลำคลองงู ทองผาภูมิ
ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสวรรค์) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เล่าว่า จากการสำรวจเมื่อปี 2553 พบว่ามีเสือโคร่งอาศัยอยู่ในธรรมชาติทั้งหมดประมาณ 200 ตัว ถือเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียน โดยเฉพาะเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งนับเป็นแหล่งที่มีปริมาณเสือโคร่งหนาแน่นที่สุดถึง 80 ตัว
“กว่า 90% เป็นเสือโคร่งพันธุ์อินโดจีน ส่วนน้อยคือเสือโคร่งมลายู อาศัยอยู่ทางใต้คอคอดกระจรดมาเลเซีย ประชากรเสือจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงด้านต่างๆ ทั้งการล่าและการรุกรานแหล่งที่อยู่อาศัยจากมนุษย์ ที่น่าเป็นห่วงที่สุดขณะนี้คือ ผืนป่าลดลงทุกปีๆ จากการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ชาวบ้านรุกล้ำทำเป็นที่ดินทำกิน เมื่อป่าถูกรุกราน สัตว์ป่าก็พลอยถูกล่าไปด้วย เหยื่อสำคัญของเสือโคร่ง ไม่ว่าวัวแดง ควายป่า หมูป่า กวาง เหลือน้อยลงทุกที”
เป็นระยะเวลากว่าสิบปีแล้วที่คณะผู้ร่วมวิจัยนิเวศวิทยาเสือโคร่ง สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ต้องออกลาดตระเวนไปในป่าลึก ขึ้นเขาลงห้วย สืบเสาะติดตามรอย เพื่อเก็บข้อมูลนับจำนวนเสือโคร่ง พร้อมเครื่องมือสำคัญ ตั้งแต่ติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ วางกับดักจับเสือมาติดตั้งปลอกคอวิทยุแบบสัญญาณดาวเทียมจีพีเอส เพื่อวิเคราะห์ขนาดพื้นที่หากิน การล่า การกินอาหาร และการดำรงชีวิตในแต่ละวันอย่างถูกต้องแม่นยำ จนงานวิจัยเรื่องเสือโคร่งของไทยประสบความสำเร็จได้รับการยอมรับไปทั่วโลก
“สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เริ่มทำวิจัยเสือโคร่งตั้งแต่ปี 2547 มีการเก็บข้อมูลเสือโคร่งในรัศมี 400 ตารางกิโลเมตร กระทั่งปี 2550 ได้มีการเซตระบบทำการเก็บข้อมูลอย่างสมบูรณ์ ซึ่งในเวลานั้นพบว่ามีเสือโคร่ง 40 กว่าตัว และจากการตรวจสอบลายเสือ ติดเครื่องหมายศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งภาพถ่ายจากกล้องกับดักที่ติดไว้ทั่วบริเวณพบว่า ปัจจุบันมีประชากรเสือประมาณ 80 ตัว ขณะที่หลายประเทศมีปริมาณเสือในธรรมชาติลดลง บางประเทศแทบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว”
ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ยกตัวอย่างเสือโคร่งตัวหนึ่งที่นักวิจัยติดตามมาตั้งแต่เด็กจนปัจจุบัน ชื่อ “บุปผา” เป็นเพศเมีย อายุ 15 ปี ถือเป็นเสือที่มีอายุมากที่สุดในห้วยขาแข้ง ถ้าเทียบกับมนุษย์ก็อยู่ในวัยชรา ปัจจุบันบุปผายังอาศัยอยู่ในผืนป่าห้วยขาแข้ง และมีสุขภาพแข็งแรง
“ตอนแรกพวกเราคิดว่าบุปผาน่าจะตายตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะแก่มากแล้ว ปกติเสือแก่จะมีโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้า เป็นโรคพยาธิหรือเห็บหมัดเกาะกินตามตัว อ่อนแอไร้เรี่ยวแรงจับเหยื่อ จนต้องตายไปเองตามธรรมชาติ แต่ล่าสุดเราตรวจสอบจากกล้องกับดักพบว่าบุปผายังดูดีมาก พละกำลังยังไม่ลดลง ยังล่าเหยื่อได้ แต่น้ำหนักลดลงเล็กน้อย ฝ่าตีนหน้าหนา 8.5 เซนติเมตร ฝ่าตีนหลัง 7.8 เซนติเมตร ถือเป็นเสือที่มีความสมบูรณ์มาก”
นักวิจัยเสือโคร่งรายนี้ยืนยันว่า เราสามารถป้องกันการสูญพันธุ์ของเสือโคร่งได้ ด้วยการปกป้องผืนป่า ลาดตระเวนอย่างหนักหน่วงเข้มแข็งเพื่อไม่ให้ชาวบ้านบุกรุกมาแปรสภาพเป็นพื้นที่เกษตรกรรม แย่งชิงอาหารของสัตว์ป่า รวมถึงหยุดยั้งการล่าสัตว์กีบซึ่งทำให้เสือหาอาหารได้ยากขึ้น
“ที่ผ่านมากรมอุทยานได้วางระบบการดูแลเสือโคร่งทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่อยู่อาศัยในผืนป่าหลายพื้นที่ โดยเฉพาะห้วยขาแข้ง ทำให้ประชากรเสือขยายอาณาเขตตนเองไปยังผืนป่าข้างเคียง เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ นอกจากนี้ปริมาณเหยื่อของเสือ เช่น วัวแดง กระทิง กวาง เก้ง ก็เพิ่มปริมาณมากขึ้น ที่สำคัญยังมีการวางระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพ เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและปราบปรามพรานป่าที่ยังคงเข้ามาลักลอบล่าเสือ”
ล่าสุด มีการจัดกิจกรรมวันอนุรักษ์เสือโคร่งโลก ประจำปี 2559 ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี ภายใต้แนวคิด “ผืนป่าตะวันตก บ้านแห่งความหวังของเสือโคร่งอินโดจีน” พร้อมเปิดตัวโครงการเสริมสร้างประสิทธิภาพและแรงจูงใจในการอนุรักษ์สัตว์ป่าในผืนป่าตะวันตก เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการปกป้องมรดกโลกในผืนป่าตะวันตก ทั้งยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลกเป็นจำนวน 240 ล้านบาท ในการอนุรักษ์เสือโคร่ง เป้าหมายคือเพิ่มจำนวนประชากรเสือโคร่งในประเทศไทยให้ได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2565
ถึงบรรทัดนี้ ขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานด้วยความเสียสละ ไม่ย่อท้อในการพิทักษ์ถิ่นอาศัยของเสือให้พ้นจากภัยคุกคามรอบด้าน โดยเฉพาะผืนป่าตะวันตก อันถือเป็นศูนย์กลางแห่งความแข็งแกร่งของแหล่งที่อยู่ของเสือโคร่งในภูมิภาคเอเชีย ทั้งยังเป็นผืนป่าแห่งความหวังของเสือโคร่งอินโดจีนด้วย