ทางเลือกใหม่ของพิพิธภัณฑ์ และมรดกวัฒนธรรมแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2559 เวลา 16:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/449986

ทางเลือกใหม่ของพิพิธภัณฑ์ และมรดกวัฒนธรรมแห่งชาติ

โดย…พริบพันดาว ภาพ : เฟซบุ๊ก National Museum Bangkok : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ปัจจุบันนี้แนวคิดและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับมรดกวัฒนธรรมได้เปลี่ยนแปลงไปมาก จากเมื่อหลายทศวรรษก่อนที่ให้ความสำคัญกับการสงวนรักษาและการยกย่องเชิดชู จากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมาที่กระแสการอนุรักษ์วัฒนธรรมได้เกิดขึ้นทั่วโลก ที่ทำให้แนวคิดเรื่อง “การอนุรักษ์” “มรดกวัฒนธรรม” ได้ขยายขอบเขตและความหมายออกไปมากขึ้นกว่าเดิม ที่ “มรดกวัฒนธรรม” มิได้จำกัดอยู่เพียงวัตถุหรือสถานที่เท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงมรดกวัฒนธรรมเชิงนามธรรม (Intangible Cultural Heritage) หรือวัฒนธรรมด้านภูมิปัญญาด้วย

“การอนุรักษ์” จึงมิได้จำกัดอยู่เฉพาะการปกป้องคุ้มครองเพื่อให้คงสภาพเดิมเท่านั้น หากแต่เป็นอนุรักษ์เพื่อให้ธำรงอยู่อย่างมีคุณค่าและมีความหมาย ที่สังคมปัจจุบันจะต้องตระหนักและรับรู้ว่า ตนมีบทบาทและหน้าที่ในการสืบทอด และส่งต่อมรดกวัฒนธรรมเหล่านั้นไปยังสังคมในอนาคต

พิพิธภัณฑ์ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมในปัจจุบัน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ด้านต่างๆ รวมทั้งด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เป็นแหล่งอ้างอิงข้อมูลที่สาธารณชนโดยทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ พิพิธภัณฑ์ด้านประวัติศาสตร์-โบราณคดีที่มีขนาดใหญ่นั้น ส่วนมากเป็นการจัดการโดยภาครัฐ เช่นเดียวกับในประเทศไทย ที่มรดกวัฒนธรรมด้านนี้ได้รับการอนุรักษ์และเผยแพร่ความรู้โดยกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม มีอำนาจและบทบาทหน้าที่ตามกฎหมาย

 

แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับการอนุรักษ์ ที่ปัจจุบันมีการนำแนวคิดเรื่องการพัฒนาเข้ามาเกี่ยวข้อง อีกทั้งเรื่องสิทธิทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น ดังเช่นที่เคยมีกระแสเรียกร้องให้นำโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่อยู่ในความดูแลโดยกรมศิลปากรในส่วนกลาง ให้นำไปจัดแสดงในท้องถิ่น โดยเป็นการเรียกร้องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และการเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างจริงจัง ซึ่งการเคลื่อนไหวทางสังคมในลักษณะนี้ มีความซับซ้อนมากกว่าที่จะพิจารณาเพียงประเด็นเรื่องการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น

การจัดการพิพิธภัณฑ์ที่พยายามข้ามพ้นอุปสรรคและปัญหาของพิพิธภัณฑ์แบบเดิม ด้วยการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับพิพิธภัณฑ์ให้มีความเท่าเทียมกัน การจัดสัมพันธภาพระหว่างผู้ชมกับนิทรรศการ การมีบทบาทของภัณฑารักษ์กับโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ ระหว่างการจัดแสดงกับชุมชน การคำนึงถึงขนาดและความต้องการใช้พิพิธภัณฑ์เพื่อมิให้ตกเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง พร้อมกับคำนึงถึงคุณค่าของพิพิธภัณฑ์ในฐานะที่จะเป็นมรดกทางอารยธรรมในอนาคต

เพราฉะนั้น จริยธรรมทางวิชาการและวิชาชีพ ความเท่าเทียมในการเข้าถึงมรดกวัฒนธรรมของชาติ ฯลฯ ต้องมีการขบคิดและใคร่ครวญที่ลึกซึ้งกว่าคำอธิบายเรื่องข้อกฎหมาย และความรอบคอบในเรื่องข้อตกลงในสัญญาในระดับปฏิบัติการ เนื่องด้วยกรมศิลปากรเป็นสมาชิกสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ หรือ ICOM (International Council of Museums) จึงต้องมีการพิจารณาให้รอบคอบและละเอียดถี่ถ้วนในการที่จะจัดการมรดกวัฒนธรรมแห่งชาติ

 

มุมคิดจากผู้เชี่ยวชาญ

ปฐมฤกษ์ เกตุทัต อดีตอาจารย์ประจำ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาชุมชนและวัฒนธรรมเมือง มองว่า การจัดการทรัพยากรทางวัฒนธรรม วงจรชีวิตของวัตถุทางวัฒนธรรมเปลี่ยนไปตลอดตามบริบทพิพิธภัณฑ์ใช้ระเบียบแบบแผน ขั้นตอน ระบบระเบียบ จริยธรรมและกฎหมาย

จากการที่เขาได้เขียนในเฟซบุ๊กบัญชีรายชื่อ Pthomrerk Ketudhat ได้อธิบายเรื่องแนวคิดของพิพิธภัณฑ์และการจัดการมรดกของชาติอย่างชัดเจนว่า พิพิธภัณฑ์เป็นงานที่เล่นแล้วเลิกยาก เพราะเป็นงานที่ขาดทุนอย่างแน่นอน โดย 3-4 ปีแรกผู้คนตื่นเต้นคนแยะ อาจได้กำไร จากนั้นเตรียมนั่งตบยุงได้เลยถ้าไม่สร้างกิจกรรมเสริม มีพิพิธภัณฑ์เอกชนที่กำลังจะตายและล้มหายไปเงียบๆ เป็นจำนวนมาก

ปฐมฤกษ์ อธิบายว่า พิพิธภัณฑ์มีหลายขนาดและหลายรูปแบบ แต่ละประเภทมีเทคนิค ลักษณะเฉพาะ ปัญหา และกฎจริยธรรมต่างกัน ควบคุมด้วยกฎหมายต่างฉบับ บางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายควบคุม บางเรื่องน่าจะมีแต่ก็ไม่มี

“พิพิธภัณฑ์จำเป็นต้องมีอะไรบ้าง” ซึ่งหมายถึง ลักษณะงาน/หน้าที่/ความรับผิดชอบ ซึ่งถ้ามีไม่ครบจะเรียกว่า คอลเลกชั่นหรือสถานที่เก็บสะสม ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์

ประการแรก คือ Statement of Mission และ Museum Mandate คือเจตนารมณ์ในการจัดตั้งความรับผิดชอบและจริยธรรมวิชาชีพภัณฑารักษ์และวิชาการในสาขาที่จัดแสดง รวมทั้งขั้นตอนในการดำเนินงานตั้งแต่การรับของเข้าพิพิธภัณฑ์ การตรวจสอบที่มา การจัดทำทะเบียน การจัดทำฐานข้อมูลประจำวัตถุ ไปจนถึงการจำหน่ายของออกจากพิพิธภัณฑ์ จะต้องทำอย่างไร ใครทำ ใครมีอำนาจอนุมัติ ข้อห้าม เช่น การรับของโจร/ของผิดกฎหมาย พิพิธภัณฑ์โบราณศิลปวัตถุส่วนมากห้ามพนักงานเก็บสะสมของเก่าเป็นงานอดิเรกส่วนตัวด้วยซ้ำ หน้าที่/ความรับผิดชอบของบุคลากรแต่ละฝ่ายตั้งแต่คณะกรรมการ (Board of Trustees) ผู้อำนวยการ ไปจนจึงยามและภารโรง

 

ประการที่ 2 คือทีมงาน พิพิธภัณฑ์ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม/โปร่งใส มักมีคณะกรรมการที่เรียกว่า Board of Trustees หรือ Board of Regents มาจากผู้คนหลายฝ่ายทั้งผู้เชี่ยวชาญ สื่อ ชาวบ้าน ผู้ให้การสนับสนุน ฯลฯ มีผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์เป็นเลขานุการ ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย อนุมัติโครงการ รับรอง Statement of Mission/Mandate ตรวจสอบการดำเนินงาน/งบประมาณ ให้คำปรึกษา รับเข้า/จำหน่ายพนักงานออก รวมทั้งพิจารณารับ/ปฏิเสธการวัตถุที่มีผู้บริจาคให้พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ

หน้าที่ซึ่งจำเป็นต้องมีคือนายทะเบียนที่ต้องจัดทำทะเบียนวัตถุและประวัติที่มา จากนั้นก็ส่งให้นักวิชาการจัดทำข้อมูลประจำวัตถุอื่นๆ นักอนุรักษ์ส่วนมากเป็นนักเคมีหรือเคมีชีวะ หลายแห่งมีอุปกรณ์ทันสมัยอื่นๆ ในการตรวจสภาพ ซ่อมแซมวัตถุต่างๆ นักวิชาการและภัณฑารักษ์ ขึ้นอยู่กับสาขาที่พิพิธภัณฑ์นั้นๆ จัดแสดง เช่น พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ก็มักเป็นนักบรรพชีวินวิทยา พิพิธภัณฑ์โบราณศิลปวัตถุก็มักเป็นนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ศิลป์ นักออกแบบที่ทำหน้าที่ร่วมกับนักวิชาการและภัณฑารักษ์ในการออกแบบนิทรรศการและการจัดแสดงต่างๆ ซึ่งพิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆ อาจมีนักบัญชี/การตลาด นักการศึกษา เจ้าหน้าที่เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ นักกฎหมาย รวมทั้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ฯลฯ

สิ่งที่ต้องพิจารณาคือพิพิธภัณฑ์ได้สิ่งของมาอย่างไร? เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประเภทของพิพิธภัณฑ์ ที่สำคัญคือต้องไม่เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย/ลักขโมย/เป็นวัตถุอันตรายต่อพนักงานและผู้เข้าชม การร่วมงาน/กิจกรรมกับพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ก็เป็นสิ่งจำเป็น รวมถึงการเป็นสมาชิกองค์กรวิชาชีพทั้งระดับประเทศและระหว่างประเทศ

ทางด้าน สมลักษณ์ เจริญพจน์ อดีตรองอธิบดีกรมศิลปากร ยืนยันว่า พิพิธภัณฑ์ทุกประเภทต้องมีจริยธรรมวิชาชีพของคนทำงานและขององค์กร

“ในพิพิธภัณฑ์ทั่วโลกจะมีของสะสมหลายระดับ อย่างงานชิ้นเยี่ยมหรือมาสเตอร์พีซจะเอาไว้ในห้องจัดแสดง และจะมีการหมุนเวียนจากในคลังมาจัดแสดง และก็มีโบราณวัตถุเพื่อการศึกษา แต่มีความสำคัญในฐานะที่เป็นโบราณและศิลปวัตถุที่มีความสำคัญรูปแบบศิลปะและประวัติศาสตร์ มีระดับของโบราณวัตถุและการจำลอง”

พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่ที่จัดแสดงเพียงอย่างเดียว

การเกิดขึ้นของพิพิธภัณฑ์ควรเริ่มสร้างมาจากฐานของชุดสะสมโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ รวมถึงองค์ความรู้จากชุดสะสมจนสามารถสร้างเป็นสถาบันทางสังคม รวมถึงพิพิธภัณฑ์ควรจะมีพันธกิจทางสังคมเพื่อการศึกษาและสุนทรียะ ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ นักวิชาการอิสระ ด้านพิพิธภัณฑ์ศึกษา ได้ย้ำในการบรรยายพิเศษหัวข้อ “ส่องโลกพิพิธภัณฑ์” ว่า การเรียนรู้มุมมองใหม่ทางพิพิธภัณฑ์นั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว เพราะกระบวนการอนุรักษ์ทางวัตถุมิได้มองการอนุรักษ์ในเชิงกายภาพเท่านั้น แต่ต้องการอนุรักษ์เชิงจิตวิญญาณ

“อะไรคือการอนุรักษ์จิตวิญญาณของการทำงานอนุรักษ์ พิพิธภัณฑ์ต้องมีหน้าที่รับใช้ประชาชน สร้างอนุสรณ์ที่มีชีวิตคือเป็นพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวทั้งหลาย”

ผศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทำงานวิจัยเรื่อง “พิพิธภัณฑาภิบาล : แนวทางในการบริหารและจัดการพิพิธภัณฑ์ และหอศิลปะร่วมสมัย” (Museum Go
vernance : An Approach to Contemporary Art Museum Management) ได้ชี้ว่า การจัดการพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยยังมีข้อจำกัด เวลาสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นมา คำถามพื้นๆ คือใครเป็นเจ้าของชุดสะสม

“ในกรณีของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุดสะสมก็เป็นสมบัติของตนทั้งชาติ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ และเป็นมรดกของโลกด้วย เป็นวัตถุที่มีความเป็นเจ้าของร่วมกัน การเป็นวัตถุทางวัฒนธรรม คอนเซ็ปต์ของพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบันไม่ใช่การนำโบราณวัตถุไปตั้งให้คนดูอีกต่อไป การมีพิพิธภัณฑ์ต้องเป็นสิ่งที่ตอบสนองคนที่อยู่รอบๆ ทำอย่างไรให้ประชาชนได้รับรู้ว่านี่คือโบราณวัตถุของชาติ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจจากโบราณวัตถุและศิลปวัตถุเหล่านั้น เพื่อที่จะต่อยอดและสร้างสรรค์วัฒนธรรมร่วมของชาติต่อไปในอนาคต รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอื่นๆ ด้วย”

 

เวลาพูดถึงวัตถุทางวัฒนธรรม ผศ.ดร.บัณฑิต ตั้งคำถามว่า ใครเป็นเจ้าของอดีต นักสะสมเอกชนก็พยายามเปลี่ยนแปลงของสะสมที่มีอยู่ส่วนตัวให้เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อให้ชุมชนหรือคนอื่นรับรู้ได้เรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งเป็นการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมที่ร่วมสมัย

“แนวทางการจัดการวัฒนธรรมแห่งชาติ ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมาทุกอย่างเปลี่ยนไป ทุกคนตื่นตัวในการกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์มีผู้ชมเยอะขึ้นและมีส่วนร่วม แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคืองบประมาณที่จะสร้างสรรค์บริบทใหม่ๆ การจัดการพิพิธภัณฑ์เปลี่ยนไป โบราณวัตถุและศิลปวัตถุของเราไม่ควรที่จะรอให้คนต่างชาติเข้ามาชื่นชมเท่านั้น การจัดการพิพิธภัณฑ์ต้องทำเป็นเครือข่ายและเป็นชุมชนของผู้ที่สนใจในเรื่องวัตถุทางวัฒนธรรม การยืมต้องมีการประกันและรักษาโบราณวัตถุ รวมถึงการรักษาความปลอดภัย ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างสูง การสร้างพื้นที่ซึ่งได้มาตรฐานในการจัดแสดงด้วย

“วัตถุทางวัฒนธรรมมิได้จำกัดเป็นแค่วัตถุการจัดแสดงเช่นในอดีต มีการปลุกให้โบราณวัตถุมีชีวิตในทางวัฒนธรรมอีกครั้งหนึ่งด้วยวิธีการต่างๆ เวลาพูดถึงเรื่องการจัดการทางวัฒนธรรมนั้นเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนและต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะมรดกแห่งชาติที่ไปจัดแสดงให้คนต่างวัฒนธรรมชมต้องมีความรอบคอบอย่างสูง จะธำรงรักษาคุณค่าไว้ได้อย่างไร? สมบัติทางวัฒนธรรมของชาติที่เหลืออยู่ไม่มากจะทำอย่างไรให้เหมาะสมในยุคปัจจุบัน เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง”

สำหรับโครงสร้างการบริหารงานพิพิธภัณฑ์ที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารงานของพิพิธภัณฑ์ ผศ.ดร.บัณฑิต บอกว่า พื้นฐานสำคัญของพิพิธภัณฑ์ไม่ได้เริ่มด้วยการสร้างตึก ฐานความรู้ของชุดสะสมมีโฟกัสเพื่อแสดงความสำคัญของชุดสะสมแล้วค่อยๆ สร้างคำอธิบาย

“โลกในยุคปัจจุบันไม่ใช่โบราณวัตถุและศิลปวัตถุสำคัญเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความหมายและทรงคุณค่า เพราะฉะนั้นการอธิบายชุดสะสมจึงมีความสำคัญ พิพิธภัณฑ์ทั่วโลกจะให้นักวิจัยเข้าไปสำรวจชุดสะสมและตีความอธิบายโบราณวัตถุและศิลปวัตถุของชุดสะสมที่มีอยู่ ซึ่งจะทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนั้นไม่ตาย และเป็นพิพิธภัณฑ์ที่คนเข้าไปชมงานอยู่เสมอ ในแง่มุมของคนที่สนใจการจัดการพิพิธภัณฑ์แบบมีส่วนร่วม พิพิธภัณฑ์จะไม่อยู่อย่างโดดเดี่ยวแต่ต้องมีความสัมพันธ์กับชุมชนและคนที่อยู่รอบข้าง พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่ห้องแสดงเพียงอย่างเดียวซึ่งจะต้องมีส่วนในการอนุรักษ์และการเก็บรักษาซึ่งใช้ความรู้เฉพาะทางมากๆ ไม่ใช่มีตัวตึกแล้วเอาโบราณวัตถุมาใส่ แต่ต้องมาจากโบราณวัตถุศิลปวัตถุที่เป็นชุดสะสมแล้วสร้างตัวอาคารหรือตัวตึกเพื่อสร้างสถานะและภารกิจของพิพิธภัณฑ์”

เบื้องต้นการสร้างพิพิธภัณฑ์ ผศ.ดร.บัณฑิต แนะนำว่า ควรจะมองจากชุดสะสมการให้คุณค่าและความสำคัญ

“ตัวอย่างของพิพิธภัณฑ์ที่ได้รับการจัดการอย่างดี จะมีภัณฑารักษ์หรือคิวเรเตอร์ที่เลือกชุดสะสมที่เก่ง แล้วก็ยังมีจริยธรรมในการได้มาของชุดสะสมว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่? ซึ่งคนที่ทำงานพิพิธภัณฑ์ควรที่จะรับรู้และปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แนวทางการจัดการพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่มีวิธีการจัดการแบบร่วมสมัยมีวิธีการมากมายกว่าการจัดแสดงเฉยๆ หรือเป็นห้องวางของเฉยๆ”

ก่อนตบท้ายอย่างจริงจังว่า หลักสูตรการจัดการวัฒนธรรมและหลักสูตรการจัดการพิพิธภัณฑ์ของไทยต้องคิดใหม่ทำใหม่ ก่อนที่จะสายไปกว่านี้

 

Leave a comment