ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
28 สิงหาคม 2559 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/451079

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช
ได้มีโอกาสสัมภาษณ์นักธุรกิจสาวสวยหน้าตายิ้มแย้มอารมณ์ดี ที่ดูเฮลท์ตี้ นันทิยา เหมอังกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท กูร์เมท์ วัน ฟู้ดส์ เซอร์วิส ผู้นำเข้าอาหารชั้นนำจากประเทศยุโรปอย่างไวน์ ตับบด เนื้อ คาเวียร์ ชีส เนย นม เนื้อ ผัก ผลไม้ เพื่อเจาะกลุ่มโรงแรมและร้านอาหารระดับพรีเมียม จากการพูดคุยก็ดูเป็นสาวร่าเริงสุขภาพดี ก่อนที่เธอจะบอกว่า เมื่อ 2 ปีก่อน เธอเจ็บป่วยปางตายต้องเข้ารับการผ่าตัดตับถึง 2 ครั้ง อยู่ห้องไอซียูนานถึง 2 เดือน น้ำหนักลดลงฮวบฮาบ 10 กว่ากิโลกรัม จนตัวเธอเองก็คิดว่าอาจจะไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลเสียแล้ว ส่วนคนรอบข้างนั้นก็คิดไม่ต่างจากเธอเรียกว่าขวัญเสีย จิตตกกันทั้งครอบครัว
เธอเล่าย้อนอดีดให้ฟังว่า ปกติแล้วเธอเป็นคนดูแลรักษาสุขภาพเป็นอย่างดี แถมยังเป็นคนเสพติดการออกกำลังกายอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทุกวันตอนเช้าเธอจะปั่นจักรยานวันละ 4 กิโลเมตร หรือไม่ก็ว่ายน้ำ โดยใช้เวลาออกกำลังกาย 45-60 นาทีทุกวัน ถ้าเป็นวันอาทิตย์เธอจะเข้าฟิตเนสอย่างน้อย 4-5 ชั่วโมง เป็นประจำ ซึ่งทำแบบนี้มา 10 กว่าปีแล้ว คือสัปดาห์หนึ่งต้องออกกำลังกายไม่น้อยกว่า 4-5 วัน
“ก็ยอมรับนะว่าป็นคนชอบกิน คือกินเก่ง กินไม่เยอะ แต่กินจุบจิบ ตามใจปาก แล้วก็กินอาหารเสริมเยอะ วิตามินต่างๆ กินเยอะมาก ข้อเสียอีกอย่างก็คือเวลาไม่สบายอะไรจะใจร้อนอยากหายเร็วๆ จึงกินยาทันทีไม่รอว่าเดี๋ยว 2-3 วันค่อยกินยา ค่อยไปหาหมอ ไม่เอาไม่รอ ถ้ารู้สึกปวดหัวกินยาทันที รู้สึกเป็นไข้อัดยาเข้าไปเลยไม่รอใจร้อนไม่อยากป่วย กินยาดักไว้ก่อนก็เลยเป็นคนกินยาเยอะเอะอะกินยา” เธอเล่าย้อนอดีตให้ฟัง

ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นผู้ที่มีสุขภาพดี ไม่คยเจ็บป่วยอะไรมากมาย ไม่เคยต้องเข้าโรงพยาบาล ไม่มีล้มหมอนนอนเสื่อใดๆ ที่สำคัญก็คือตรวจสุขภาพประจำปีอยู่ตลอดเวลา ยังนึกสบายใจว่ตัวเองนั้นสุขภาพดีเนาะ ไม่เจ็บป่วยแบบคนอื่นเขาโชคดีจริงๆ
แต่แล้วความดีใจก็เปลี่ยนมาเป็นประหลาดใจ เนื่องจากเมื่อเดือน ต.ค. 2557 เธอก็เริ่มป่วย โดยเริ่มจากเหนื่อยอ่อนเพลีย โดยปกติทุกปีเธอจะตรวจสุขภาพประจำปีประมาณเดือน มี.ค.ของทุกปี แต่ปีนั้นงานยุ่งก็เลยไปตรวจช้ากว่าที่เคยเป็น โดยไปตรวจเอาเดือน พ.ค. ซึ่งเธอเพลียๆ ชอบกล ยังคิดถามตัวเองในใจว่า เอ๊ะ หรือว่าเธอนั้นออกกำลังกายมากไปหรือเปล่า
พอเดือน พ.ค.ไปตรวจสุขภาพอย่างละเอียด ก็พบว่าเธอไปเจอก้อนเนื้อที่ตับขนาด 5.5 เซนติเมตร และอีก 1.6 เซนติเมตร ในตับอ่อน และก้อนเนื้อขนาด 1.8 เซนติเมตร ที่หน้าอก “โอ้โห! ตกใจหมดเลย จิตตกมากๆ อะไรกันเนี่ย เจออะไรกันเยอะแยะ ที่ผ่านมาก็แข็งแรงดี ไม่สูบบุหรี่ ดื่มไวน์บ้างนิดหน่อย เป็นได้ขนาดนี้เลยเหรอ โดยเฉพาะที่ตับนี่บอกเลยว่ากลัวมาก ก็เลยไปตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง วิ่งเข้าวิ่งออกโรงพยาบาลอยู่ 2 เดือน โดยไปตรวจ 2 โรงพยาบาลเลย เพื่อให้แน่ใจกันพลาด” เธอเล่าอย่างกังวลถึงเหตุการณ์ตอนนั้น
โดยผลตรวจสรุปออกมาว่าก้อนเนื้อที่ตับใหญ่ 5.5 เซนติเมตรนั้นไม่เป็นอะไรเป็นแค่ปานแดง ถ้าเราไม่ไปเจออุบัติเหตุรุนแรงอะไรก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไปเจออุบัติเหตุหนักๆ จะทำให้เลือดออกที่ตับใหญ่ได้ อันนี้ไม่ต้องกังวลมาก ส่วนที่หน้าอกนั้นก็เป็นแค่ซีสธรรมดาไม่ต้องซีเรียส แต่ไอ้ที่ตับอ่อน 1.6 เซนติเมตร นั่นน่ะซีเรียสกว่าเพราะก้อนเนื้อท่าจะไม่ดี เราไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชน เขาต้องเรียกแพทย์ที่รามาฯ มาเป็นที่ปรึกษา เขาให้ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจวางยาสลบส่องกล้องไปตัดชื้นเนื้อออกมา และผลการตรวจออกมาว่าน่าจะกลายเป็นมะเร็งได้ต้องรีบรักษา เพราะไม่งั้นมันอาจจะส่งผลลามไปที่สมองได้ เพราะมีตัวที่เชื่อมกันไปที่ต่อมใต้สมอง
แพทย์ส่งเคสของเธอไปปรึกษากับหมอดังที่โรงพยาบาลที่สิงคโปร์ ซึ่งเขาสรุปกันมาว่าควรจะต้องตัดตับอ่อนของเธอออกไป 40 เปอร์เซ็นต์ เพื่อป้องกันการลุกลาม เพราะเนื้อร้ายนี้ไปเกยอยู่ที่ม้ามด้วยอาจจะต้องไปขลิบที่ม้ามออกไปด้วยเช่นกัน ซึ่งม้ามนั้นเป็นตัวกรองฝุ่น แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องตัดม้ามออกไปด้วย
หมอที่โรงพยาบาลที่สิงคโปร์ก็แนะนำว่า ที่ประเทศไทยก็มีแพทย์ท่านหนึ่งเก่งมากอยู่โรงพยาบาลเก่าแก่ที่เป็นโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่ง เขาให้ชื่อมา เธอก็ติดต่อไป แต่หมอก็คิวแน่นมากๆ ต้องรอคิวว่างอีกนานหลายเดือน แต่กรณีของเธอนั้นรอนานขนาดนั้นไม่ได้ ก็พยายามวิ่งเต้นหาคนรู้จักมีผู้ใหญ่ที่เคารพับถือท่านช่วยด้วยอีกแรง ในที่สุดก็ได้คิวหมอมาผ่าตัดให้ภายในอีก 2-3 วันต่อมา

ปรากฏว่าการผ่าตัดผ่านไป มีผลข้างเคียงคือตัวบวมมากน้ำหนักขึ้นวันละ 1 กิโลกรัม มันบวมขึ้นทุกวันจนตัวจะแตก เดินไปเข้าห้องน้ำยังไม่ได้ แถมยังปวดแผลรุนแรงมาก ปวดหลัง ปวดทั้งตัวเลย จนนอนไม่หลับหมอต้องให้มอร์ฟีนวันละหลายครั้ง ขอหมอว่าให้ยาแบบแรงสุดๆ มาเลยจะได้หายปวด มันปวดแบบจะทนไม่ได้เหมือนหัวเหมือนตัวจะระเบิดแบบนั้นเลย อยู่โรงพยาบาล 7 วัน อาการเริ่มทรงตัว แต่ไม่ดีขึ้น วันที่ 8 เกิดปวดขึ้นมาอีกเพราะเลือดมันคั่งอยู่ข้างในตัวเรา ถ่ายออกมาเป็นเลือดนองเต็มเตียงเลย ความดันก็ตกเหลือ 40-60 ของเสียเริ่มระบายออกมาเป็นเลือดสีแดงๆ ไปหมดดูน่ากลัว จนน้องสาวของเธอนั้นร้องไห้โฮด้วยความตกใจ ตอนนั้นอยู่ห้องพิเศษต้องมีพยาบาลเฝ้าดูอาการตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ให้คลาดสายตาเลย
ตอนนั้นเธอเริ่มเบลอ จนถึงขั้นต้องปั๊มหัวใจ แล้วก็ฉีดยาปั๊มหัวใจเฝ้าอาการอย่างต่อเนื่อง จนผ่านไป 3 วัน อาการเริ่มดีขึ้น เริ่มเบื่อโรงพยาบาลมากขอหมอไปรักษาตัวที่บ้านแทน หมอก็อนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่ให้นอนรักษาตัวอยู่ที่บ้านห้ามไปทำงานตลอด 1 เดือน ให้เฝ้าระวังอาการนะ ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด
พอกลับมาอยู่บ้านก็กินอะไรไม่ได้ เริ่มเพลีย กินอะไรนิดอะไรหน่อยก็อาเจียนพุ่งออกมาเลย โรคแบบนี้คนโบราณเขาเรียกเป็นฝีในท้อง “เราก็ขอไปอยู่ที่คอนโดคนเดียว มันสะดวกสบายดีไม่ต้องให้ใครยุ่งคอยตามเฝ้า เพราะคิดว่ามันไม่น่าจะมีอะไรร้ายแรงแล้ว ก็ไม่จ้างพยาบาลมาเฝ้า เราอยากอยู่คนเดียว ก็คิดว่าน่าจะดีแล้วนะ อวดเก่งด้วยมั้งนะ สุดท้ายไม่รอด อาการแย่ลงอีก แล้วอาเจียนตลอดเวลา กินอะไรไม่ได้ แค่วันที่ 4 ที่กลับมาบ้านก็เลยโทรตามแฟนมาช่วย มาถึงเขาเห็นสภาพเราก็อุ้มไปโรงพยาบาล”

ตอนนั้นย้ายไปที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกที่เธอไปตรวจครั้งแรกที่พบเนื้อร้ายต่างๆ ปรากฏว่าหมอมาร่วมวินิจฉัยพร้อมกัน 6 คน ตอนนั้นเธอเริ่มเพลียพูดอะไรไม่ออก ได้ยินหมอบอกกับแฟนว่าถ้ามาโรงพยาบาลช้ากว่านี้ 3 ชม. ไม่รอดแน่ๆ เพราะในร่างกายเหลือเลือดอยู่ในตัวแค่ 40 เปอร์เซ็นต์ และเหลือน้ำในร่างกายแค่ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
น้ำหนักตัวเริ่มลดลง เจ็บปวดเนื้อตัวไปหมด ใครมาโดนตัวไม่ได้ แม้แตะเบาๆ ก็เจ็บไปหมดเลย ผอมฮวบฮาบแค่ 3-4 วัน น้ำหนักหายไปเกือบ 10 กิโลกรัม น้ำหนักเหลือไม่ถึง 40 กิโล กล้ามเนื้อไขมันไม่มี เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกไม่มีแรงจะเดิน ขณะนั้นสภาพจิตใจเธอย่ำแย่มากเพราะป่วยมาเกือบเดือน เพิ่งออกจากโรงพยาบาลแค่ 2-3 วัน ป่วยอีกแล้ว ทั้งที่คิดว่าเป็นคนแข็งแรงและอดทน แต่ใจนั้นวูบเลย ไม่ไหวแล้ว หมดกำลังใจสุดๆ ไปเลย
หมอสรุปว่ามีการอักเสบจากการผ่าตัด จึงต้องขอผ่าอีกครั้งว่ามันเกิดอักเสบตรงไหน เพราะอะไร หมอที่โรงพยาบาลเอกชนก็โทรหาหมอที่ผ่าตัดเราครั้งแรก ปรากฏว่าหมอคนนั้นไม่ว่างกำลังจะเดินทางไปเกาหลี 3 วัน ต้องรอหมอกลับมาก่อน ซึ่งหมอที่โรงพยาบาลตรงนี้บอกรอนานขนาดนั้นไม่ทันแน่ ต้องผ่าภายในวันพรุ่งนี้เป็นอย่างช้า ก็มีการถกเถียงกันระหว่างหมอ 2 โรงพยาบาล

“คือหมอที่เอกชนบอกว่าหมอที่ผ่าครั้งแรกควรจะมาเป็นผู้ผ่าตัดดูอาการ เพราะเป็นผลงานของเขา แต่หมอคนเดิมไม่ว่าง เถียงกันไปมา หมอคนแรกบอกว่าถ้าหมอที่เอกชนที่นี่ผ่า เขาจะไม่รับผิดชอบนะหากเกิดอะไรขึ้น หมอทางนี้ก็เลยบอกให้คนไข้ตัดสินใจเองว่าจะรอหมอคนแรกไหม เราก็เริ่มเบลอแล้ว สุดท้ายแฟนเราก็เลยตัดสินใจไม่รอ ให้หมอที่นี่ผ่าเลย” เธอเล่าแบบเหนื่อยใจ
พอผ่าไปก็พบว่าข้างในเน่าอักเสบจากการผ่าครั้งแรก คือผ่าไม่เรียบร้อยประกบแผลไม่สนิทเย็บไม่ดี มันเกิดอักเสบมีหนองท่วมข้างในท้อง ลำไส้ติดเชื้อไปด้วย พอผ่าครั้งที่ 2 นี่ต้องผ่าลำไส้ที่ติดเชื้อไปอีก 30 เซนติเมตร ม้ามที่เคยตัดไปแค่ 40 เปอร์เซ็นต์ คราวนี้ตัดไปทั้งอันเลย ตับอ่อนตัดไปอีกหน่อยเหลือแค่ 40 เปอร์เซ็นต์ ตอนนั้นคิดว่าคงไม่รอดแน่แล้ว ถอดใจ
ผ่าครั้งที่ 2 นี่อยู่ไอซียูอีก 2 อาทิตย์ ให้เลือดให้น้ำเกลือให้ออกซิเจนระโยงระยางไปหมด เจาะเส้นเลือดเพื่อให้น้ำเกลือจนแขนพรุนไปหมด ผ่านไป 2 อาทิตย์ อาการเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังเดินไม่ได้ ต้องมาหัดเดินมาฝึกหายใจใหม่ เพราะน้ำเหลืองท่วมปวด เวลาเดินนี่เจ็บมาก หมอบังคับให้เดินไม่งั้นแผลจะเป็นพังผืด กินอะไรไม่ได้ ต้องให้อาหารทางสายยาง กินอะไรอาเจียนออกหมด ออกจากไอซียูมาอยู่ห้องธรรมดาอีก 2 อาทิตย์ เฉพาะค่ายากับค่าน้ำเกลือหมดไป 3 แสนกว่าบาท หมดค่ารักษาผ่าตัดไป 2 ครั้ง รวม 3 ล้านกว่าบาท

หลังจากนั้นกลับมาอยู่บ้านร้องไห้ดีใจ คิดว่าจะไม่ได้กลับบ้านเสียแล้ว อยากกินอะไรแซ่บๆ ก็กินไม่ได้ กินอะไรไม่อร่อยเหมือนเดิม เดินก็ไม่ถนัด ขับรถเองไม่ได้ แฟนเลยหาคนขับรถให้เพราะกลัวเราเจ็บป่วยเป็นอะไรอีก เพราะถ้าไปเจออุบัติเหตุปานแดงที่ตับใหญ่จะทำให้เลือดไหลไม่หยุด ทีนี้ต้องระวังตัวมากๆ
ผลจากการไม่มีม้ามแล้ว ก็คือเจอฝุ่นควันมากๆ ไม่ได้จะไม่สบายทันทีเพราะไม่มีตัวกรองฝุ่นแล้ว จะเหนื่อยเพลียง่าย ออกกำลังกายหนักๆ ไม่ได้ ไม่อยากอาหาร กินอะไรก็ไม่อร่อย กินได้นิดเดียวอิ่มล่ะ ชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ร่างกายเปลี่ยนไปมาก
“ทางบ้านก็จะฟ้องหมอคนแรกที่ผ่าตัดผิดพลาด ก่อนผ่าก็ถามหมอว่าจะทำการรักษาอย่างไรผ่ารูปแบบไหน หมอบอกเรื่องผ่าเดี๋ยวไปดูกันหน้างานตอนเปิดแผล ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ หมอมั่นใจสูงมาก แต่ผู้ใหญ่ที่ท่านช่วยขอไว้ว่าอย่าฟ้องเลย เราเกรงใจผู้ใหญ่ก็เลยไม่ฟ้อง ที่รู้สึกแย่คือคนไข้จะตายหมอยังจะไปเกาหลีให้รอกลับมา ซึ่งถ้ารอคงตาย บางทีโรงพยาบาลใหญ่ๆ ก็ขาดความใส่ใจกับคนไข้เท่าที่ควร” เธอกล่าวอย่างเสียความรู้สึก
ตอนนี้จะมีปัญหาเรื่องเจ็บหลังๆ บวมบ่อยๆ เป็นผลมาจากตับ ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ต้องดูแลตัวเองมากๆ เลยตอนนี้ ฝากบอกเลยว่าต่อให้มีเงินมากมายแค่ไหน แต่ถ้าอยากกินแล้วกินไม่ได้ กินไม่อร่อย เงินที่มีอยู่นี่ก็แทบจะไม่มีความหมายอะไร เมื่อก่อนกลัวอ้วน ตอนนี้ไม่กลัวเลย อยากกินมากๆ แต่กินไม่ได้ ต้องให้ฮอร์โมนอยากอาหาร ซึ่งเราก็ไม่ได้ผลเท่าไหร่เลย ตอนนี้ชีวิตก็ไม่เต็มร้อยเหมือนเดิม “เห็นคนกินแล้วบ่นอ้วน เรางี้อยากจะบอกกินไปเถอะค่ะ อย่ากลัว พอกินไม่ได้แล้วจะรู้สึกมีปัญญากินๆ ไปเลย อ้วนช่างมันเหอะ”
บทเรียนที่ได้คือความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐจริงๆ ตอนนี้ไม่โลภเหมือนแต่ก่อน บริษัทกำไรน้อยก็ไม่เครียดล่ะ รู้จักพอมั่งแล้ว จนรวยไม่สำคัญเท่ากับสุขภาพดีนะ ไม่เจอกับตัวจะไม่รู้เลย
