วิชา-วิสันต์ สังฆอารี เราคือเงาของกันและกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2559 เวลา 11:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/450967

วิชา-วิสันต์ สังฆอารี เราคือเงาของกันและกัน

โดย…ภาดนุ ภาพ… วิศิษฐ์ แถมเงิน

สองหนุ่มหน้าตาดีวัย 35 ปี ฌอน-วิชา สังฆอารี และ ซัน-วิสันต์ สังฆอารี เป็นพี่น้องฝาแฝดที่สนิทสนมกันมากที่สุดคู่หนึ่งเลยก็ว่าได้ ถึงแม้รูปร่างหน้าตาของสองหนุ่มจะดูคล้ายกันมาก แต่เมื่อเติบโตขึ้นพวกเขาก็มีความชอบและการใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนกัน

ฌอนเลือกเรียนต่อปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจที่สหรัฐ เมื่อเรียนจบก็กลับมาดูแลธุรกิจของครอบครัวซึ่งสืบทอดมาจากรุ่นคุณพ่อ โดยรั้งตำแหน่งรองผู้จัดการบริษัท พี อินเตอร์เวิลด์ฯ ซึ่งเป็นโรงงานปะผ้าดิบสำหรับเครื่องหนัง

ส่วนซันเลือกเรียนปริญญาโททางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่ออสเตรเลีย พอเรียนจบก็ทำงานในบริษัทต่างชาติและบริษัทในเมืองไทยรวมทั้งเป็นนายแบบเดินแฟชั่นโชว์เสื้อผ้าแบรนด์ต่างๆ และล่าสุดยังเริ่มทำธุรกิจสกินแคร์ แบรนด์กา-เอ้ (Gaea) และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของตัวเองอีกด้วย

ลองไปฟังสองหนุ่มพูดถึงกันและกันดูหน่อยซิ แล้วจะรู้ว่าสายใยแห่งความผูกพันของการเป็นฝาแฝดนั้น ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้สามารถมาทำลายความรักและความหวังดีที่ทั้งคู่มีให้กันได้เลย

 

ฌอนพูดถึงซัน

“เราสองคนเป็นพี่น้องฝาแฝดที่สนิทกันมาก ชอบแกล้งกันมาตั้งแต่เด็กๆ เลย แถมยังแข่งขันกันทุกเรื่อง ทั้งเรื่องเล่นกีฬาและเรื่องเรียนแต่เรื่องเรียนผมอาจจะสู้ซันไม่ได้ นิสัยของซัน ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าคือพระอาทิตย์ เขาจะเป็นคนใจร้อน ขี้โวยวาย มีความเป็นตัวเองสูง ด้วยความที่เป็นพี่ ผมก็เลยต้องใจเย็นกว่า ตอนเด็กๆเรามีเรื่องทะเลาะกันตลอด แต่พอโตขึ้นซันก็ใจเย็นลง อาจจะเพราะต้องแยกกันไปเรียนที่ต่างประเทศ แยกกันไปทำงาน ก็เลยทำให้เขานิ่งขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น”

ฌอน บอกว่า เขากับน้องชายจะเหมือนเป็นเพื่อนกันมากกว่าเป็นพี่น้อง ทุกอย่างต้องเท่าเทียมกันเสมอ ทั้งเรื่องอาหาร เสื้อผ้า และอื่นๆ ถ้าฌอนได้แบบไหน ซันก็ต้องได้แบบนั้นด้วยต่างคนต่างไม่ยอมกัน แม้ซันจะใจร้อน แต่ก็เป็นคนหัวไว เรียนเก่ง จนฌอนมักจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับซันอยู่เสมอ

“ตั้งแต่เด็กจนโตมา เวลาที่ผมป่วย เช่น เป็นหวัด ซันก็จะเป็นหวัดไปด้วย คือผมสามารถไปแพร่เชื้อให้เขาได้ (หัวเราะ) แต่พอเราแยกย้ายไปเรียนต่อคนละทวีป ผมไปเรียนสหรัฐ ซันไปเรียนออสเตรเลีย เราก็ไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่ มีคุยทาง msn chat กันบ้างในยุคนั้น แต่เราจะมีเซนส์ว่าอีกคนเป็นยังไง อย่างเวลาที่ผมป่วยก็จะรู้ข่าวจากคุณแม่อีก 2 วันว่าซันก็ป่วยเหมือนกัน เป็นไข้เหมือนกันเลย แปลกนะเวลาอยู่ด้วยกันจะเฉยๆ แต่เวลาที่ต้องห่างกันก็จะรู้สึกคิดถึงกัน บ้านเรามีพี่น้อง4 คน คือ พี่สาว 2 คน และผมกับซันซึ่งเราจะสนิทกันเป็นพิเศษ

ล่าสุดตอนที่ผมแต่งงาน การจัดงานมันก็ต้องมีธีมใช่มั้ย ด้วยความที่ซันเป็นนายแบบ เขาก็เลยจัดมินิแฟชั่นโชว์ในงานแต่งให้ด้วย ซึ่งเรื่องนี้ผมรู้สึกประทับใจมากเพราะถือเป็นวันสำคัญในชีวิตผมเลย และที่เซอร์ไพรส์ก็คือ ซันมาเดินแบบเองด้วย นี่แหละครับน้องชายผม

เรื่องขำขันของเขาก็มีนะ ซันจะเป็นคนที่โก๊ะๆ หน่อย ส่วนใหญ่ก็ผมนี่แหละที่แกล้งเขา (หัวเราะ) เด็กๆ ผมจะซนมาก ไม่ค่อยตั้งใจเรียน ส่วนซันจะเป็นเด็กเรียนดี พอผมโดนครูเรียกทำโทษ ผมก็จะมาหลอกซันว่าครูเรียกให้ไปหา แล้วเขาก็จะถูกครูทำโทษแทนผมทุกทีเพราะเราหน้าเหมือนกัน (หัวเราะ) เขาก็ทำหน้างงๆ เดินกลับมาบอกว่า เอ๊ะ ครูลงโทษเขาทำไม” (ยิ้ม)

ฌอน ทิ้งท้ายว่า การที่เติบโตมาพร้อมกันแม้จะทะเลาะกันบ้าง ความคิดไม่ตรงกันบ้าง แต่ยังไงซะทั้งคู่ก็ยังเป็นพี่น้องที่รักและห่วงใยกันเสมอ เรื่องที่ฌอนเป็นห่วงซันที่สุดเรื่องเดียวก็คือ อยากให้ซันดูแลสุขภาพให้ดีๆ เพราะการที่ซันกินคลีนและควบคุมอาหารมากไป ร่างกายอาจจะได้สารอาหารไม่เต็มที่ จึงอาจเป็นสาเหตุให้เจ็บป่วยบ่อยๆ ได้

ซันพูดถึงฌอน

“ผมคิดว่าความสัมพันธ์ของเราสองคนเป็นเหมือนเพื่อนสนิทที่รู้ใจมากกว่าเป็นพี่น้องเราโตมาด้วยกัน คุยกันทุกเรื่อง แม้จะห่างกันแค่ไหน แต่พอกลับมาเจอกันแค่แป๊บเดียวก็ต่อกันติด ฌอนเป็นคนที่ผมสามารถปรึกษาได้ทุกเรื่อง เพราะความคิดเขาโตกว่าผม เขาจึงสามารถให้มุมมองในเชิงที่ผมไม่เคยคิดมาก่อนได้

ปกติแล้วผมเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองนะ ถ้าคนอื่นมาพูดอะไร ผมก็จะรับฟังบ้าง ไม่รับฟังบ้าง แต่ถ้าฌอนพูด ผมก็จะนำไปตรึกตรองดู แล้วพบว่าสิ่งที่เขาพูดมามันถูกต้อง ผมเลยมั่นใจในตัวเขา เพราะเรื่องบางเรื่องที่ผมต้องตัดสินใจ ผมไม่สามารถปรึกษาคุณพ่อคุณแม่ได้ แต่เมื่อมีฌอนเป็นที่ปรึกษา ผมก็จะรู้สึกอุ่นใจที่มีเขาอยู่”

ซัน บอกว่า แม้ตนเองจะแยกมาอยู่นอกบ้าน แต่ก็ยังรู้สึกอุ่นใจที่มีฌอนคอยอยู่ดูแลคุณพ่อคุณแม่และดูแลธุรกิจของครอบครัว ซึ่งฌอนเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของเขาเลยก็ว่าได้

“พูดแล้วก็เหมือนผมเห็นแก่ตัวนะ แต่ฌอนก็เต็มใจที่จะดูแลคนในครอบครัวให้ ซึ่งทุกวันเสาร์เราจะนัดกันไปกินข้าวนอกบ้านพร้อมหน้าพร้อมตากันเสมอ แล้วเราก็จะสลับกันเลี้ยงข้าวคุณพ่อคุณแม่ แต่ส่วนใหญ่ฌอนจะเป็นคนเลี้ยงนะ (หัวเราะ) พูดง่ายๆ คือเขาเป็นพี่ชายที่แสนดีของผมเลยล่ะ

แต่เรื่องที่แสบๆ ของฌอนก็เยอะนะโดยเฉพาะสมัยเรียนมัธยม เขาจะเป็นตัวป่วนเลยล่ะ ชอบทำเรื่องบ้าๆ บอๆ จนถูกครูลงโทษหรือโดนเพื่อนๆ ด่าตลอด พอเขาก่อเรื่องปั๊บ เขาก็จะเงียบ คือเราเรียนห้องเดียวกันไง ด้วยความที่หน้าตาเราเหมือนกัน ผมก็จะโดนครูทำโทษตลอด ทั้งที่ผมไม่รู้เรื่องเลยก็บ่อย” (หัวเราะ)

ซัน บอกว่า แม้ตอนเด็กๆ ทั้งคู่จะทะเลาะกันเองบ่อยๆ แต่หากซันเกิดไปมีเรื่องทะเลาะกับใคร ฌอนก็จะเข้ามาช่วยทันที เรียกว่าเขาสามารถแกล้งซันได้คนเดียว แต่คนอื่นห้ามมาแกล้ง ไม่งั้นเขาจะไม่ยอม

“สิ่งที่ผมเป็นห่วงฌอนก็คือ เรื่องสุขภาพเหมือนกันครับ แต่จะกลับด้านกัน เขาเป็นห่วงผมเรื่องควบคุมอาหารมากเกินไป ส่วนผมก็เป็นห่วงเขาในเรื่องกินอาหารมากเกินไป(หัวเราะ) จะเห็นว่าตอนนี้เขาตัวอวบกว่าผมเยอะ กินทุกอย่าง ยิ่งตอนนี้เพิ่งแต่งงานด้วยภรรยาทำอาหารอร่อยให้กินทุกวันโอ้โห ทีนี้ยิ่งอ้วนใหญ่ ผมเลยอยากให้เขาหาเวลาออกกำลังกายบ้าง อยากให้เขาดูแลตัวเองด้วย ไม่ใช่ดูแลแต่คนอื่น เพราะสุขภาพมันซื้อไม่ได้นะ

อีกเรื่องที่เป็นห่วงก็คือ คุณพ่อกำลังจะขยายโรงงานให้ใหญ่ขึ้นเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ แต่ต้องใช้เงินเยอะ ผมเลยกลัวว่าฌอนจะเครียดเรื่องเงินลงทุน และยังห่วงเรื่องการทำงานของเขาด้วย เพราะครอบครัวเราจะเน้นการบริหารงานแบบเอาตัวลงไปคลุกคลี ผมจึงอยากให้เขาใช้วิธีบริหารธุรกิจโดยไม่ต้องลงแรงมากนัก เปลี่ยนวิธีให้เงินทำงานแทนเรา ซึ่งฌอนก็ค่อยๆ ปรับตัวอยู่ แต่น่าจะเป็นเรื่องยากหน่อยตรงที่คุณพ่อยังติดวิธีการบริหารแบบเดิมๆ อยู่ ก็คงต้องให้เวลาเขาค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปทีละนิด และคอยให้กำลังใจเขาต่อไปครับ”

 

Leave a comment