ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
05 กันยายน 2559 เวลา 06:56 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/452511

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นถือเป็นหนึ่งในนโยบายที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งเป้าหมายเอาไว้ และเมื่อไม่นานมานี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งได้ให้ความเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งจะเป็นเขี้ยวเล็บที่เสริมแข็งแกร่งในการทำงานกับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่เพิ่งมีการก่อตั้งไปก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดให้วิธีการพิจารณาคดีด้วยระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็วตามที่กำหนดในกฎหมายและข้อบังคับของประธานศาลฎีกา นอกจากนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลอาจมีคำสั่งให้คู่ความที่ดำเนินกระบวนการพิจารณาไม่ถูกต้อง ดำเนินกระบวนการพิจารณาให้ถูกต้องได้ภายในระยะเวลาและเงื่อนไขที่ศาลเห็นสมควรกำหนดด้วย
ที่สำคัญ มาตรา 10 บัญญัติเกี่ยวกับกรณีที่ผู้ต้องหาหลบหนีว่า “ในการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ในกรณีผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดีหรือระหว่างการพิจารณาของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ
ในกรณีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย ถ้าจำเลยหลบหนีไปในระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ มิให้นำบัญญัติมาตรา 98 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ”
อนึ่ง มาตรา 98 ของประมวลกฎหมายอาญาเป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยการกำหนดอายุความในกรณีที่ผู้ต้องหาหลบหนีหลังจากศาลพิพากษาเป็นที่สุด ดังนี้ 1.โทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุก 20 ปี มีอายุความ 20 ปี 2.โทษจำคุกกว่า 7 ปี แต่ยังไม่ถึง 20 ปี มีอายุความ 15 ปี 3.โทษจำคุกกว่า 1 ปี ถึง 7 ปี มีอายุความ 10 ปี 4.โทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีลงมาหรือโทษอย่างอื่น มีอายุความ 5 ปี
ดังนั้น การที่มาตรา 10 กำหนดให้ไม่ต้องนำมาตรา 98 ของประมวลกฎหมายอาญามาบังคับใช้ เท่ากับว่าถ้าผู้ต้องหาหลบหนีจะไม่หยุดการนับอายุความเอาไว้ จนกว่าจะได้ตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีอีกครั้ง
ไม่เพียงเท่านี้ มาตรา 11 ยังระบุเพิ่มเติมจากที่มาตรา 10 กำหนดว่า “ในการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตาม พ.ร.บ.นี้ ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยที่หลบหนีไปในระหว่างที่ได้รับการปล่อยชั่วคราว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าเป็นการหลบหนีในระหว่างการพิจารณาของศาล ไม่ว่าศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ก็ตาม ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการติดตามหรือจับกุมจำเลยรายงานผลภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควร”
การพิจารณาของศาลจะเป็นระบบ 3 ศาล ได้แก่ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา
กำหนดให้การฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมีข้อความที่เป็นการกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นความผิดคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และต้องระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่ากระทำความผิด พร้อมทั้งชี้ช่องพยานหลักฐานให้ชัดเจนเพียงพอที่จะดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อไปได้
ศาลมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานหรือบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ หรือดำเนินการอื่นใดเพื่อประโยชน์แก่การพิจารณา รวมทั้งมีอำนาจสั่งให้ประธานและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) หรือหน่วยงานหรือบุคคลใดตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม แล้วรายงานให้ศาลทราบและจัดส่งพยานหลักฐานดังกล่าวต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด
ส่วนการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษานั้นจะต้องทำภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาชั้นต้นหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น เช่นเดียวกับการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ก็ต้องทำภายในหนึ่งเดือน
โดยการพิจารณาและวินิจฉัยจะดำเนินการด้วยองค์ผู้พิพากษาที่ประธานศาลฎีกาแต่งตั้ง ซึ่งประกอบด้วยรองประธานศาลฎีกา 1 คน และผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาอีกอย่างน้อย 3 คน การวินิจฉัยให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้บังคับตามความเห็นของฝ่ายที่เห็นควรรับฎีกา
ทั้งหมดนี้อาจกล่าวได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการกวาดล้างขบวนการทุจริต โดยศาลจะเข้ามาทำงานในเชิงรุกมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา