ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
07 สิงหาคม 2559 เวลา 13:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/447253

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์
7 ส.ค. 2559 ได้กลายเป็นวันประวัติศาสตร์ของไทยอีกวันหนึ่ง เพราะเป็นครั้งแรกที่เปิดให้คนไทยได้มีโอกาสเลือกอนาคตประเทศไทยด้วยตัวเอง ผ่านการโหวตรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของไทย
ขณะนี้ทุกฝ่ายที่มีส่วนได้เสียกับเรื่องนี้ จับตามองว่าผลโหวตจะออกมาในรูปไหน แต่สำหรับภาคเอกชนและนักธุรกิจไม่สนใจผลของประชามติ แต่สนใจเรื่องปัญหาความไม่สงบมากกว่า กลัวการชุมนุมทางการเมือง การเมืองในท้องถนน เกิดความวุ่นวาย ความกังวลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศ บางประเทศถึงกับออกคำเตือนประชาชนที่จะเดินเข้ามาในประเทศไทยให้ระมัดระวัง ทำนองปลอดภัยไว้ก่อน
ขณะนี้เอกชนมองข้ามช็อตไปถึงปลายทางประชาธิปไตยแล้ว ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการสำรวจความเห็นภาคเอกชนส่วนใหญ่มองว่าการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นกระบวนการขั้นต้นที่จะนำไปสู่การเลือกตั้ง ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ต่างมองไปที่ปลายทางว่า รัฐบาลได้ยืนยันว่าไม่ว่าผลประชามติจะออกมาอย่างไร ก็จะต้องมีการเลือกตั้งในช่วงกลางปีหน้าตามโรดแมปของรัฐบาลที่วางไว้
“ถ้าเป็นไปตามโรดแมปเดิมที่รัฐบาลยืนยันกับสังคมโลกว่าจะเลือกตั้งปีหน้าแน่ๆ ก็เป็นผลดีต่อภาคธุรกิจ ซึ่งภาคธุรกิจก็กำลังจับตาอยู่ นักลงทุนเชื่อมั่นก็จะเริ่มขยายการลงทุน” ธนวรรธน์ กล่าว
ธนวรรธน์ กล่าวว่า หากการลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็คงต้องติดตามว่ารัฐบาลจะมีการร่างใหม่ในรูปแบบใด และร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะมีหน้าตาอย่างไร ทำให้ภาคธุรกิจยังมองภาพไม่ชัด ซึ่งนักลงทุนต้องรอดูทิศทางและท่าทีของรัฐบาลก่อน ส่งผลให้การลงทุนใหญ่ๆ ต้องชะลอการตัดสินใจออกไปเพื่อรอดูการเลือกตั้งในปีหน้าก่อน ทำให้เศรษฐกิจไทยคึกคักน้อยลง แต่ยังไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลนัก
เช่นเดียวกับ เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่คาดหวังให้รัฐบาลบริหารประเทศตามโรดแมปที่วางไว้ ไม่ว่าผลการลงประชามติจะออกมาในรูปแบบใด หากรัฐบาลควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดความไม่สงบได้ ก็จะไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมแน่นอน
“นักลงทุนต่างชาติเองก็มองเหมือนนักลงทุนไทย สนใจโรดแมปมากที่สุด ต้องการให้มีการเลือกตั้งในปี 2560 สำหรับข้อกังวลในการลงประชามติเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรดูแล” ประธาน ส.อ.ท. กล่าว
อรุณ จิรชวาลา กรรมการ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ผลกระทบต่อเรื่องการผ่านร่างประชามติไม่มีอะไรที่น่าห่วงไม่ว่าผลจะออกมาว่า ผ่านหรือไม่ผ่านก็ตาม เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่เขามองไปที่การเลือกตั้งตามโรดแมป ฉะนั้นถึงจะผ่านหรือไม่ผ่านก็ไม่เป็นประเด็นนัก ตลาดเงินตลาดทุนก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไร ขอแค่มีการเลือกตั้งแน่ๆ ก็พอ ส่วนตัวคิดว่าตลาดไม่ได้ให้ความสำคัญกับการผ่านร่างรัฐธรรมนูญมากนัก ขอแค่การเมืองยังสงบกิจกรรมทางเศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา
เช่นเดียวกับ อธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เห็นว่า นักลงทุนไม่ได้กังวลมากนัก ยกเว้นกรณีที่มีความวุ่นวายก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เชื่อว่าจะไม่มีเหตุการณ์วุ่นวาย เพราะทุกคนเริ่มเข้าใจและปรับตัวกับการเมืองได้
อธิป กล่าวว่า นักลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ ผู้ประกอบการที่มีความพร้อมลงทุน ซื้อที่ดินมาแล้ว และมีแรงกดดันเรื่องการเติบโตของรายได้กับยอดขาย ก็จะเดินหน้าลงทุนตามแผนเดิม ไม่ได้กังวลเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ แต่รายที่ไม่พร้อมทั้งในแง่แบงก์ไม่ปล่อยกู้ หรือยังมีสต๊อกมากก็จะยังชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ และเร่งขายโครงการเดิมเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะการเร่งออกโครงการใหม่ในเวลาที่ไม่พร้อม จะมีความเสี่ยงในระยะยาว
สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนระยะยาวและพื้นฐานเศรษฐกิจไทยอาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากการลงประชามติ แต่สำหรับผู้ที่ทำธุรกิจที่กระทบกับปัจจัยระยะสั้น มีความกังวลในเรื่องนี้พอสมควร อิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เห็นว่า หากคนไทยส่วนใหญ่ลงมติเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ให้ความสำคัญกับประชาธิปไตย อย่าง ยุโรป สหรัฐอเมริกา จะผ่อนคลายเรื่องการปกครองทางการเมืองไทยเป็นข้ออ้างชะลอการเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยลง
ทั้งนี้ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะกระทบให้นักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพตลาดที่รักความเป็นประชาธิปไตยชะลอเดินทาง ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าภาพรวมท่องเที่ยวไทยโตก้าวกระโดด เป็นตลาดที่มาจากเอเชีย อย่าง จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และอาเซียน เดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศร่วมกัน ทดแทนตลาดหลักกลุ่มยุโรป สหรัฐอเมริกาที่มีกำลังซื้อสูงเดินทางมาเที่ยวไม่เติบโตเต็มศักยภาพที่ควรจะเป็น
“ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีความอ่อนไหวต่อทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีความเชื่อมโยงกับสภาพสังคม เศรษฐกิจ และมีหลายปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทาง ไม่เจาะจงเฉพาะปัญหาใดปัญหาเดียว เรื่องภาพรวมเศรษฐกิจโลกชะลอตัวถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ยุโรป อเมริกาเดินทางลดลง แต่ต้องยอมรับว่าตลอด 2 ปีที่ผ่านมา การปฏิรูปทางการเมืองไทยที่เกิดขึ้น กลุ่มชาติดังกล่าวบางส่วนใช้เป็นข้ออ้างไม่มาเที่ยวไทย” อิทธิฤทธิ์ กล่าว
ในขณะที่ เจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กลับเห็นว่า ไม่ว่าผลการโหวตประชามติร่างรัฐธรรมนูญออกมาในทิศทางใด จะม่ไส่งผลกระทบต่อภาพรวมการเดินทางท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ และภาพรวมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย เพราะไม่ถือเป็นวาระพิเศษ นักท่องเที่ยว ต่างชาติมีความเข้าใจถึงสถานการณ์การเมืองไทย และ 2 ปีที่ผ่านมาเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองนิ่ง ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยกลับเติบโตอย่างขีดสุดในช่วง 10 ปีที่ไทยมีปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง
สำหรับธุรกิจกลุ่มอ่อนไหวมากกับสถานการณ์บ้านเมืองคือกลุ่มตลาดทุน ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัท หลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ ประเมินว่าการทำประชามติ จะไม่ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินทุนต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าเม็ดเงินต่างชาตินี้จะเคลื่อนไหวไปตามปัจจัยภายนอกมากกว่า ส่วนปัจจัยการเมืองคาดส่งผลกระทบเพียงเชิงจิตวิทยาต่อนักลงทุนในประเทศเท่านั้น
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาตคาดว่า การทำประชามติเป็นปัจจัยบวกต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าและดัชนีหุ้นไทยใน 6 เดือน ด้วยเป้าหมายดัชนี 1,550 จุด และถัดไปที่ 1,620 จุด