ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
29 สิงหาคม 2559 เวลา 20:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/451321

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
หลังจากเกิดการชักเย่อกันอยู่หลายสัปดาห์ระหว่าง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เกี่ยวกับการนำคำถามพ่วงที่ว่าด้วยการให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ
ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะ กรธ.สรุปให้รัฐสภาลงมติเลือกนายกฯ แต่ สว.ไม่มีสิทธิเสนอชื่อให้ใครเป็นนายกฯ ในทุกขั้นตอน เท่ากับว่า สว.จะทำหน้าที่แค่การร่วมลงมติเท่านั้น ซึ่งสวนทางกับแนวความคิดของ สนช. ที่ระบุว่า สว.ควรเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสนอชื่อนายกฯ ในทางใดทางหนึ่ง
โอกาสนี้โพสต์ทูเดย์ จึงได้สนทนา “สมชาย แสวงการ” สมาชิก สนช.และเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สนช. เพื่อสอบถามความรู้สึกในนามคณะ กมธ.ในฐานะที่เป็นตัวแทน สนช.ไปหารือกับ กรธ. แต่ผลสุดท้ายไม่ได้เป็นอย่างที่ สนช.ตั้งความหวัง
“เราเคารพความเห็นของ กรธ.อย่างที่เราได้พูดทุกครั้ง จริงๆ แล้วไม่มีอำนาจของ สนช. แม้แต่นิดเดียวภายหลังเสร็จสิ้นการทำประชามติ อำนาจขอเสนออยู่แค่การเสนอคำถามพ่วง ซึ่งหมดหน้าที่ไปแล้ว แต่เมื่อ กรธ.สอบถามมายัง สนช. เพื่อให้มาเล่าเจตนารมณ์ของคำถามพ่วงเป็นอย่างไร เราก็ไปเล่าให้ กรธ.ฟัง”
“ผลที่ออกมาอย่างนี้ไม่ได้ทำให้ กรธ.กับ สนช.แตกแยก หรือมีความขัดแย้งกันอย่างแน่นอน ส่วนตัวหลายคนเป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน ยังกินข้าวด้วยกัน ทำงานด้วยกัน เราแลกเปลี่ยนความเห็นทางวิชาการทั้งหมด ใน กรธ.กับ สนช.ก็คุยกัน ยกหูโทรศัพท์ว่าใครมีความเห็นอย่างไร แตกต่างกันทางข้อกฎหมายไม่เป็นไร แต่เราเห็นตรงกันในเรื่องการเดินหน้าปฏิรูปประเทศภายใน 5 ปี”
ต่อมา สมชาย บอกเล่าถึงการไปหารือกับ กรธ. เมื่อหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาก่อนที่ กรธ.จะมีบทสรุปไว้อย่างน่าสนใจ
“วันที่ไปประชุมร่วมกับ กรธ. เราไม่มีประเด็นแตกต่างกันมาก ไม่ได้ขอคืบเพื่อให้เป็นศอก ไม่ขอศอกให้เป็นวา แต่อย่าทำให้คืบให้ลงมาเหลือแค่หนึ่งนิ้ว ตัวแทนของคณะ กมธ.ได้เล่ากับ กรธ.อย่างนี้ กรธ.ถามว่าเป็นมติของที่ประชุม สนช.หรือไม่ พวกเราตอบไปว่าไม่ใช่ เพราะถ้าเอามติที่ประชุม สนช.มาจะเหมือนกับเป็นการเอามติของ สนช.มาบีบ กรธ.”
“มติของคณะ กมธ. ซึ่งมาจากผู้แทนของคณะ กมธ. ใน สนช. 17 คณะ ถ้าเอาเรื่องนี้เข้ามาให้ที่ประชุม สนช.ตัดสิน ความเห็นของสมาชิก สนช.ที่มีความหลากหลายอาจไปกระทบกับ กรธ.จนอาจเกิดความเข้าใจไม่ตรงกัน”
“เราอธิบายให้ กรธ.ฟังว่าเราไม่อยากให้เกิดวิกฤตกลับไปเมื่อก่อน วันที่ 22 พ.ค. 2557 โดยต้องการให้ทุกอย่างเดินหน้าไปได้โดยไม่มีข้อจำกัดในตัวเอง”
ทำไมตอน สนช.ตั้งคำถามพ่วงถึงไม่กำหนดให้ชัดเจนลงไปเลยว่าให้ สว.ร่วมเสนอชื่อนายกฯ ได้? สมชาย ตอบว่า จริงๆ เราก็เขียนชัดแล้วนะว่า “พิจารณาให้ความเห็นชอบ” เราก็เขียนมาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ใช้คำนี้ ดูอย่างการกำหนดวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 กำหนดไว้ว่าในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เปิดทางให้ สส.และ สว.สามารถร่วมกันเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

“ที่ผ่านมาประเทศเคยเกิดกับดักจากอุบัติเหตุทางกฎหมายของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2500 จนทำให้ประเทศไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้มาแล้ว ดังนั้น ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ส่วนหนึ่งเพื่อการปฏิรูปและส่วนหนึ่ง เพื่อแก้ไขปัญหาในอดีตไม่ให้เกิดซ้ำอีก ควรเขียนกฎหมายที่เปิดกว้างให้สำหรับการแก้ไขปัญหาได้”
จากนั้นสมาชิก สนช.รายนี้มองในภาพรวมว่า แม้ในอนาคต สว.จะเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกนายกฯ แต่โอกาสที่เกิดสถานการณ์ที่นายกฯ มาจากการนำเสียงของ สว. 250 คน มาบวก สส. 126 คน เพื่อลงมติยังมีความเป็นไปได้ยาก เพราะจะทำให้นายกฯ คนนั้นเป็นนายกฯ เสียงข้างมากในรัฐสภาแต่เป็นเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรทันที และมีผลให้การบริหารประเทศเดินหน้าไม่ได้
“ถ้ามีข้อกังวลว่า 376 คะแนน ซึ่งเป็นเสียงในการเห็นชอบบุคคลให้เป็นนายกฯ จะมาจาก สว. 250 คน และ สส. 126 คน และจะเป็นนายกฯ เสียงข้างน้อยที่ไม่มีเสถียรภาพ ประเด็นนี้เราก็กังวลเช่นกัน เพราะมีเสียงแค่นี้มันไปไม่ได้หรอก รัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มีอยู่ในสภา 126 คน ทำหน้าที่บริหารประเทศไม่ได้”
“ทันทีที่เปิดประชุมสภาเสนอนโยบาย คุณจะถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ คุณถูกโหวตคว่ำตั้งแต่วันแรกทันที งบประมาณคุณไม่มีทางเสนอได้ สส.ไม่ให้ความร่วมมือเข้าประชุมสภาคุณก็เปิดสภาไม่ได้ แบบนี้ประเทศก็ติดกับดักเดินหน้าไม่ได้ เราก็พูดกันภายนอกว่าใครที่เสนอว่าให้นายกฯ มาจากเสียง สว. 250 คน และไปบวกเสียง สส. 126 คน แล้วเป็นนายกฯ ก็คือ พานายกฯ ท่านนั้นไปตาย”
“ยิ่งกว่านั้นไม่มีทางที่นายกฯ จะได้เสียงสนับสนุน สว. ครบ 250 คน เพราะวิธีการได้มาซึ่ง สว.ไม่เหมือนกัน หรือสมมติว่ามี สส. 251 คน และบวกกับ สว. 200 คน รวมเป็น 451 คะแนน ก็ชนะแล้วในรัฐสภา แต่ถามว่านายกฯ คนนี้อยู่ได้หรือไม่ ก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน เพราะเสียงแค่ 251 คน ในสภาจะทำให้การบริหารจัดการงานในสภามันตึงเกินไป รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยรู้ดี โดยต้องหาเสียงในสภาให้ได้มากกว่า 300 คน”
สมชาย วิเคราะห์ถึงการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตว่า การจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตไม่ได้แค่ผูกโยงกับที่มานายกรัฐมนตรีอย่างเดียวแต่จะเชื่อมไปถึงระบบการเลือกตั้ง สส. ที่เรียกว่าระบบจัดสรรปันส่วนผสมด้วย ดังนั้นแนวโน้มที่จะเห็นคือ พรรคการเมืองขนาดกลางจะเยอะขึ้นและอาจจะมีพรรคขนาดเล็กส่วนหนึ่ง ส่วนพรรคการเมืองขนาดใหญ่อย่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยก็ยังจะคงอยู่ต่อไปแต่จำนวนน่าจะลดลง
“ลองดูทิศทางการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปเขียนกติกาบังคับว่าให้พรรคการเมืองต้องไปเสนอชื่อว่าที่นายกฯ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งในวันสมัครรับเลือกตั้ง ทำไมการเสนอชื่อนายกฯ ถึงทำได้เฉพาะพรรคการเมืองที่มี สส. 25 คนเท่านั้น ทำไมพรรคการเมืองอื่นถึงเสนอไม่ได้”
ช่วงท้าย สมชาย สรุปว่า “ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ มาจนถึงปัจจุบันเราควรจะผ่านมันไปได้แล้ว ใครอาจจะมายุแหย่ก็ตาม แบ่งสงครามสี ปี 2540 เราล้มเพราะเศรษฐกิจประเทศอื่นวางเป้าหมายในการแข่งขันทางเศรษฐกิจกันแล้ว แต่เรากลับมาแข่งกันเอง มันถอยหลัง เพื่อนเขาเดินหน้าไปแล้ว ถึงเวลาแล้วที่ประเทศต้องเดินหน้า”