ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
21 สิงหาคม 2559 เวลา 10:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/449742

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ
แม้ว่าประเด็นคำถามพ่วงจะผ่านประชามติเห็นชอบจากประชาชนแล้ว แต่ขณะนี้กลับเป็นปัญหาของการตีความที่นอกเหนือจากตัวอักษร แต่ต้องการให้ตีความตามเจตนารมณ์บางคนบางกลุ่มที่ว่า “ต้องการให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติให้ความเห็นชอบ”
ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้วิเคราะห์ประเด็นคำถามพ่วงต่อการตีความตามตัวอักษรและเจตนารมณ์ ซึ่งจะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ไชยันต์ แสดงทรรศนะว่า “ตามรัฐธรรมนูญกับคำถามพ่วงกรณีนายกรัฐมนตรีคนนอก” จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเปิดสภาแล้วไม่สามารถตกลงได้ตามรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอได้จึงจะเปิดกว้างขึ้น เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 88 กำหนดในการเลือกตั้งทั่วไป ให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแจ้งรายชื่อบุคคล ซึ่งพรรคการเมืองนั้นมีมติว่าจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกฯ ไม่เกิน 3 รายชื่อ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง และให้ กกต.ประกาศรายชื่อบุคคลดังกล่าวให้ประชาชนทราบ
ทว่า ความสลับซับซ้อนมากกว่านั้น คือ หลังเลือกตั้ง เมื่อมีการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกฯ พรรคการเมืองก็จะมีสิทธิเสนอชื่อบุคคลตามที่ได้มีการแจ้งเอาไว้ โดยเงื่อนไขพรรคที่จะเสนอจะต้องมี สส.ไม่น้อยกว่า 5% ของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส.จาก 500 คน
ทั้งนี้ พรรคการเมืองจะต้องมี สส.ไม่น้อยกว่า 25 คน ถึงจะมีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ ได้ และต้องมีเสียงรับรองจากสมาชิกของสภาผู้แทนฯ ไม่ต่ำกว่า 1 ใน 10 หรือเท่ากับ 50 คน และเมื่อพรรคประเภทที่มี สส. 25 คนขึ้นไป คือ พรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่จะสามารถเสนอชื่อแคนดิเดต
นายกฯ และจึงจะแข่งขันกันได้
ไชยันต์ ขยายต่อว่า เมื่อแข่งขันไม่ได้หรือมีปัญหาในขั้นตอนการโหวต จึงต้องหันไปหา สว. 250 เสียง เมื่อ สว.ปลดล็อก ก็จะมีพรรคขนาดเล็กที่จะมี สส.ต่ำกว่า 25 คน เสนอรายชื่อนายกฯ เข้ามาได้ ดังนั้น กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งการเสนอชื่อนายกฯ จะต้องมาจากเสียงของ สส.ในขั้นตอนแรก
แต่หากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปตีความในคำถามพ่วงที่ สว.สามารถมีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ ได้ตั้งแต่รอบแรก ไชยันต์ ก็ตั้งคำถามกลับมาว่า หาก สว.มีสิทธิเสนอชื่อตั้งแต่รอบแรกแล้ว สัดส่วนของ สว.ต้องร่วมกันเข้าชื่อกัน หรือ สส.ร่วมกับ สว.ให้ได้จำนวน 25 คน กับรับรอง 50 คนด้วยหรือไม่ เหมือนเงื่อนไขเดียวกับ สส.
“ถ้าไม่มี ก็ถามอีกว่า สส.เป็นบ้าอะไร มันไม่แฟร์ เพราะหาก สส.กับ สว.จะมีอำนาจเลือกนายกฯ กัน สามารถมารวมกันได้หรือไม่ ซึ่งมันหลายขยัก เช่น จากเดิม สส. 500 คน รวม สว.อีก 250 คน เท่ากับ 750 คน ต้องคำนวณกันใหม่อีก”
อาจารย์ไชยันต์ วิเคราะห์ว่า การตีความให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ นั้นเข้าใจว่ามี 2 เหตุผล 1.เมื่อเหล็กกำลังร้อนยิ่งต้องตี เพราะกระแสประชาชนมา เลยต้องเขียนรัฐธรรมนูญชัดเจนเลย ว่า สว.สามารถเอาคนนอกเข้ามาเลย ซึ่งเป็นการมองในแง่ของมหภาค ดูว่าประชาชนต้องการอะไร ประเภทที่หวังดีต่อประเทศซะเหลือเกิน 2.คือเกมระหว่างคนที่ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อรองรับ พล.อ.ประยุทธ์ กับคนที่แก้เกมด้วยการไม่ต้องตั้งพรรค และหวังว่าตัวเองจะได้เข้าไปเป็น สว. แล้วเสนอชื่อนายกฯ คนนอกเข้าไป ซึ่งเป็นคนสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มตั้งพรรค กับกลุ่มสองคือกลุ่มที่หวังจะเข้าไปเป็น สว. โดยคนสองกลุ่มนี้แข่งขันกัน
“ในทางกลับกัน ในรอบแรกถ้าตกลงว่าชื่อนายกฯ มาจากพรรคการเมือง แล้วก็ตกลงกันได้ จะทำให้ผิดแผน สว.ทันที ซึ่ง กรธ.ก็ต้องเสี่ยง แต่เป็นการเสี่ยงที่ภาพสวย”
กรณีที่ สว.ไม่มีสิทธิเสนอชื่อได้ในรอบแรก และต้องบีบให้สองพรรคใหญ่มาเจอกันที่จะจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งสภาวการณ์ที่บีบให้สองพรรคใหญ่มาเจอกัน เท่ากับว่าสองพรรคนี้ต้องรักษาผลประโยชน์ที่เรียกว่า ผลประโยชน์ของผู้แทนราษฎร
“เพราะพวกคุณต้องเหนื่อยลงพื้นที่หาเสียงมาด้วยกัน และเข้าใจกันว่าต้องภาคภูมิใจที่เป็นผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วทำให้มันเข้มแข็ง ซึ่งสภาวะนี้พูดถึงเกียรติยศศักดิ์ศรีของผู้แทนฯ และพิสูจน์ให้เห็นว่าเราอยู่กันได้ ไม่ใช่เอาคนอื่นมาช่วย”
อาจารย์ไชยันต์ กล่าวอีกว่า การที่สองพรรคใหญ่จะมาจับมือกัน ส่วนพรรคเล็กและพรรคย่อย ให้ไปเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไปได้ยากและไม่เคยเห็น ขณะเดียวกันที่ผ่านมาสองพรรคใหญ่ก็ไม่เคยต้องตกอยู่ในสภาวะที่ถูกเงื่อนไขต่างๆ รุมเร้า ซึ่งถ้าประชาธิปัตย์และเพื่อไทยจับมือได้ทุกคนจะแฮปปี้หมด พวกมวลชนก็ไม่เคลื่อน ปัญหาไม่มี
ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยเองจะเป็นที่ยอมรับต่อพรรคประชาธิปัตย์ ก็ต่อเมื่อแสดงความชัดเจนว่าเป็นอิสระต่อ “ชินวัตร” หรือ “ทักษิณ” และถ้าจะให้ดีพรรคเพื่อไทยจะรับพรรคประชาธิปัตย์ได้มากขึ้นก็ต่อเมื่อเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคที่ไม่ใช่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถ้าแลกหมัดกันมันก็ได้ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ปฏิรูปทุกอย่างก็ยังเป็นไปได้
ส่วนกรณีการเปิดโอกาสให้ สว.เข้าไปมีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีในรอบที่ 2 หลังจากที่เปิดสภาแล้วเกิดปัญหานั้น ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ร่างมา และตามคำถามพ่วง คือ สว.จะเข้ามามีสิทธิเลือกนายกฯ นั้น ต้องเลือกภายใต้เงื่อนไขแรกก่อน คือ เปิดให้การเมืองเล่นก่อน เมื่อไม่ได้จึงค่อยขยายเพื่อเปิดทางเลือก เหมือนที่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าไปเลือกคนดีๆ ก่อนถ้าไม่ได้แล้วค่อยมาว่ากัน นี่คือเจตนารมณ์ที่เหมือนกัน แต่ถ้าเปิดฉากตั้งแต่แรกไปกันคนอื่นเขาคิดว่าจะไปกันใหญ่
“ผมยังสนับสนุนไม่ให้ สว.มีสิทธิที่จะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ต้องปล่อยให้พรรคการเมืองเขาเล่นเกม พอวันหนึ่งที่มันหานายกฯ จากพรรคการเมืองไม่ได้ แล้วไปเอานายกฯ คนนอกเข้ามา ประชาชนก็จะบอกว่าเพราะนักการเมืองเปิดทางให้ไปเอากันมาเองไง เพราะนักการเมืองอยากจะเป็นรัฐมนตรี จึงไปเอาทหารมาเอง แบบนี้ก็ดีแล้ว เพราะมันจะเป็นการผสมนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนนอกมาจากนักการเมือง ซึ่งที่ว่านี้มันไม่ใช่การสร้างกติกาปูพื้นให้เปิดทางให้นายกฯ คนนอกเข้ามา มันจะแย่แล้วเวลาพังมันก็จะพังหมดเลย”
อาจารย์ไชยันต์ กล่าวอีกว่า เมื่อเปิดสภาแล้วนักการเมืองแตกกันมาก ก็จะเข้าทาง สว. เหมือนกับประเทศอังกฤษ สมัยก่อน ค.ศ. 1832 คนอังกฤษยังไม่มีสิทธิเลือกตั้งกว้างขวาง มีบางเขตเลือกตั้งมี 6 ครัวเรือน เลือก สส. 1 คน ดังนั้น พรรคการเมืองไม่เป็นเอกภาพ คนที่ได้ประโยชน์ที่สุดคือ กษัตริย์อังกฤษ เล่นการเมืองชักใย แต่เมื่อมีการปฏิรูปพรรคการเมืองเข้มแข็งขึ้น กษัตริย์ก็เข้ามาแทรกแซงไม่ได้ ที่เปรียบเทียบไม่ได้เกี่ยวกับกษัตริย์ไทย แต่ให้ตั้งข้อสังเกตว่า สว.มาจากการแต่งตั้งเปรียบเหมือนกษัตริย์อังกฤษในยุคนั้น ซึ่งจะเล่นเกมการเมืองได้ต่อเมื่อมีความแตกแยกและพรรคการเมืองอ่อนแอ
อาจารย์ไชยันต์ ยังกล่าวอีกว่า ถ้านักการเมืองอยากจัดตั้งรัฐบาลเท่ากับว่าพรรคการเมืองต้องไปประนีประนอมกันเอง ซึ่งก็ดี เท่ากับ คสช.บรรลุเป้าหมาย ที่ทำให้พรรคการเมืองประนีประนอมกันได้ ถ้าพรรคใหญ่ 2 พรรคจับมือกัน หรือพรรคใหญ่ยอมรับให้พรรคใดพรรคหนึ่งเป็นรัฐบาลและผลัดกัน โดยที่ไม่ยอมให้เอานายกฯ คนนอกเข้ามา และไม่ยอมให้ สว.มีอิทธิพลมาก ซึ่งถือว่าดีแล้ว เท่ากับปรองดอง
“ไม่ใช่ว่าพอพรรคหนึ่งขึ้นก็ไปหามวลชนมาแซะให้พังทุกอย่าง ตอนนี้จะอภิสิทธิ์ออกมาบอกว่าไม่ต้องมี สว.เขาก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะเจตนารมณ์เดิมไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธนะว่าจัดตั้งรัฐบาลได้แล้วจะอยู่ได้นานขนาดไหน บ้านเมืองจะเป็นยังไง ยุ่งขนาดไหน ผมว่ามันจะยิ่งไปกันใหญ่ ถ้ารีบไปตั้งพรรคการเมือง หรือพยายามจะให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ ก็ดี ถ้าหาหลักวิชาการมาอธิบายก็หาได้ แต่ถามว่าเป้าหมายหลักของประเทศไทยคืออะไร”
เสนอ สว.มีสิทธิลงชื่อถอดถอน
ทั้งนี้ อาจารย์ไชยันต์ ได้เปิดประเด็นนอกจากคำถามพ่วงที่จะให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อในขั้นตอนไหนอย่างไร และร่วมโหวตอย่างไรด้วยการตั้งคำถามที่ว่า “ถ้ากล้าให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ แล้วเขากล้าที่จะให้อำนาจ สว.ลงคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจด้วยหรือเปล่า”
ไชยันต์ เชื่อว่า การลงคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจอาจจะตามมา ไม่อย่างนั้น สว.มีแต่คะแนนเลือกนายกฯ เพราะกว่าจะเลือกนายกฯ ได้และมาจัดตั้งรัฐบาล ใช้เสียง 376 คะแนนขึ้นไป แต่เวลาล้มรัฐบาลจะใช้ 251 คะแนนอย่างนั้นหรือ รัฐบาลที่ไหนจะมีเสถียรภาพ
“วันดีคืนดี 251 สส. แค่ครึ่งเดียว แล้วก็แซะรัฐบาลออก แต่ขณะเดียวกันถ้าให้ สว.มีสิทธิทั้งเลือกนายกฯ และมีสิทธิเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ แบบนั้นก็ไม่ต้องมี สส.แล้ว ผมก็กำลังอยากรู้ว่า สนช.จะส่งอะไรให้ กรธ. ทั้งมีสิทธิไม่ไว้วางใจด้วยไหม หรือจะให้มีสิทธิเลือกนายกฯ ตั้งแต่รอบแรกหรือรอบสอง กรธ.จะยอมแค่ไหน”
อาจารย์ไชยันต์ กล่าวอีกว่า นอกจากที่ กรธ.ต้องตัดสินใจแล้ว ก็ต้องเจอด่านศาลรัฐธรรมนูญด้วยที่จะสกรีนขั้นสุดท้าย ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะต้องมาดูรัฐธรรมนูญหลังจากใส่คำถามพ่วง เพราะไม่เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญเลย
ไชยันต์ มองว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ดูว่าเมื่อประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว คำถามพ่วงใส่แล้วสอดคล้องไม่ขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ศาลจะต้องดูเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ ถามว่าคำถามพ่วงตกลงมันคืออะไรกันแน่ แท้จริงแล้วมันหมกเม็ดเอาไว้ ส่วนตัวเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเจอโจทย์อย่างน้อย คือ ถ้า สว.มีสิทธิเลือกนายกฯ แต่ไม่มีสิทธิที่จะไม่ไว้วางใจ แค่นี้ก็จะเกิดปัญหาในอนาคตทันทีที่รัฐบาลตั้งยาก แต่ล้มง่าย กับรัฐบาลตั้งยากล้มยากด้วย ซึ่งศาลต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
“ผมไม่เข้าใจว่า สนช.ทำงานกันยังไง ตอนยกมือโหวตรู้ เข้าใจหรือไม่ หรือเข้าใจแค่ผักถั่วธรรมดา แล้วจะมาเสนอเพิ่มเติมตอนนี้เรื่องอะไรกันแน่ ทำไมไม่คุยให้เรียบร้อยก่อน ในเมื่อบอกว่าไม่ใช่นักการเมือง ไม่มีผลประโยชน์ ตอนนี้สิ่งที่ทำได้คือต้องยึดตามลายลักษณ์อักษรคำถามพ่วง จะทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ แล้วก็ให้ กรธ.ตัดสินใจจากนั้นก็โยนไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา จะสวยกว่าเยอะ แต่มันก็จะหนัก หากให้ สว.มีทั้งอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะถ้า สว.เอาก็จะลำบากมากเลย แต่ปัญหาจะไม่เกิดถ้านักการเมือง พรรคการเมือง เข้มแข็งกว่านี้ ให้เกิดภาพการตรวจสอบถ่วงดุล”
ทิ้งเรือแป๊ะลงเรือใบ
ไม่ว่าบทสรุปที่จะแก้รัฐธรรมนูญโดยที่จะเอาคำถามพ่วงไปใส่นั้นจะออกมาอย่างไร อาจารย์ไชยันต์ ได้ตั้งถามกลับไปยังผู้มีอำนาจขณะนี้ ทั้งรัฐบาลและ คสช. ว่า “เป้าหมายระยะสั้น ระยะยาวมีอะไรบ้าง คิดไว้อย่างไร จะเอาอะไร เป้าหมายประเทศคืออะไร หรือจะเป็นการปฏิรูป การปรองดอง ซึ่งทหารไม่จำเป็นต้องเข้าไปด้วยตัวเอง”
อาจารย์ไชยันต์ ยอมรับว่า แน่นอนว่าการปฏิรูปต้องใช้เวลา รัฐบาลและ คสช.เองไม่จำเป็นต้องเข้ามาบริหารเอง คุมอยู่ข้างนอกได้ หรือเป้าหมายเรื่องปรองดองที่ คสช. รัฐบาลแกล้งเป็นตาอยู่ให้การเมืองจูบปากกันเอง แต่ถ้าจูบไม่ได้ ค่อยเข้ามา ต้องทำงานแบบวางแผน วางเส้นทาง ต้องการอะไร ต้องลงทุนอะไร แล้วทำอะไร ถ้าจะปล่อยให้คนรอบข้างมาทำ มาพยายามปูทาง มันก็แย่
ไชยันต์ มองว่า ถ้า 2 พรรคจูบปากกันได้ โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็นนายกฯ แต่ประเทศชาติสงบ นี่คือเป้าหมาย และถ้าเป้าหมายที่ต้องการมีอำนาจแล้วประเทศสุ่มเสี่ยงจะทำอย่างไร แต่ถ้าเป้าหมายเหมือนที่เคยอ้างว่ามีโรดแมป มีขั้นตอน ปรองดอง ให้ในหลวงอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง เหมือนที่ลงท้ายประกาศ คสช.ฉบับที่ 1 เพราะหากจำได้ก่อน 22 พ.ค. ถูกบีบมากกับมาตรา 7 วันนี้ถ้าเป้าหมายของรัฐบาลคือ ปรองดอง ถ้าปรองดองกันได้มันจะแก้อะไรไม่ยาก ประเด็นเบื้องสูงหรือประเด็นอะไรที่จะให้เป็นความขัดแย้งก็จะไม่ถูกหยิบยกขึ้นมา
“ตอนนี้เรือแป๊ะมาได้ครึ่งทาง ตาม sea map แล้ว และกำลังเปลี่ยนจากเรือแป๊ะมาลงเรือใบ ผมอยากจะฝากถึงขบวนการเรือแป๊ะ ด้วยกาพย์ยานี ‘ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ ใฝ่ใจเอาใส่ห่อ มิหลงใหลใครขอดู จะใคร่ลงเรือใบ ดูน้ำใสและปลาปู สิ่งใดอยู่ในตู้ มิใช่อยู่ใต้ตั่งเตียง บ้าใบ้ถือใยบัว หูตามัวมาใกล้เคียง เล่าท่องอย่าละเลี่ยง ยี่สิบม้วนจำจงดี’”
อาจารย์ไชยันต์ สำทับภาพในอนาคตว่า วันนี้ถ้ายังไม่รู้ผลการเลือกตั้งไม่ว่าจะออกมาไม้ไหน แต่เชื่อว่าคนอย่างอาจารย์วิษณุ เครืองาม แก้ได้หมด แต่ถ้าเรารู้ว่าจะเกิดอะไรเราจะดักทางได้ เพราะคนที่ไปการับคำถามพ่วง ไม่เคยคิดเลยว่าตั้งรัฐบาลโดย สว.ช่วยตั้งมันง่าย แต่เวลาล้ม สว.ช่วยอะไรไม่ได้ ตรงนี้ไม่ได้คิดเลย
อย่างไรก็ดี วันนี้กระแสรับรัฐธรรมนูญกับคำถามพ่วงไม่ได้ดูอะไร คิดแต่เรื่องใหญ่ๆ ที่จะเอาใครไม่เอาใคร รังเกียจใครเท่านั้นเอง ตอนนี้ไม่แน่ประชาชนที่รับคำถามพ่วงพอฟังเหตุผล หรือผลที่จะเกิดขึ้นตามมาอาจจะไม่สนับสนุนแล้วก็ได้ แต่ทำอะไรไม่ได้ แต่ทหารต้องเล่นเป็นคือไม่เอาพวกนี้นะ
“เรื่องของตัวนายกฯ วันนี้จะไปบอกให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เป็นก็ไม่ได้ แต่เมื่อวันหนึ่งในสภามันเดินไม่ได้ ประชาชนจะเรียกร้องเอง แล้วจะได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชน ซึ่งการทำงานที่มาจากประชาชนสนับสนุนเขาจะสามารถคุมรัฐมนตรีได้ แต่ไม่ใช่ไปสร้างเงื่อนไขตั้งแต่ตอนนี้ รอจังหวะให้คุณมาเป็นอัศวินม้าขาวดีกว่า ต้องกล้าปล่อยให้พรรคการเมืองกล้าเล่น และวันนี้คนที่เหมาจะเป็นนายกฯ มีเยอะ เช่น สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ศุภชัย พานิชภักดิ์ แต่ไม่ว่าใครจะขึ้นมานั้นจะต้องให้ทหารแบ็กอัพ เพราะถ้าทหารไม่แบ็กอัพก็จะอยู่ไม่ได้”
อาจารย์ไชยันต์ กล่าวอีกว่า ถ้านายกฯ มาจากพรรค 2 พรรคใหญ่ สุดท้ายก็ยังต้องอยู่ภายใต้เงื้อมเงาของทหารในรูปของ สว.250 คน นอกเสียจากว่าพรรคการเมืองจะสามารถดำรงคงอยู่ในสูตรตู้ปลาของเสียง 500 คน ปลาจำนวนนี้จัดพื้นที่ของมันเองได้ เท่ากับว่าบ้านเมืองเข้าสู่ระบบปกติแล้วซึ่งเกิดยาก แต่ถ้าเกิดได้นั่นคือความสำเร็จ คสช. คือนักการเมืองกลับมาทำงานได้ตามปกติไม่ได้จะฆ่ากัน หรือจะเอากันให้ตาย แปลว่าการคลายรัฐธรรมนูญก็จะคลายได้เร็ว เช่น โปรตุเกส ตุรกี หลังจากรัฐประหาร ทหารก็ออกแบบรัฐธรรมนูญให้มีองค์กรของตนเองเข้ามาคุม โดยใช้เวลา 5 ปี พออยู่ตัวนิ่งแล้วการเมืองอยู่ได้ก็ค่อยๆ นิ่งแล้วแก้รัฐธรรมนูญประชาชนก็ไม่ได้ว่าอะไร ถ้าของเราการเมืองอยู่ด้วยกันได้เร็ว ก็แก้รัฐธรรมนูญได้เร็วไม่ใช่เรื่องใหญ่ ปาฏิหาริย์มีอยู่จริงในประเทศไทยเสมอ ถ้าพรรคการเมืองไม่จูบปากกันก็จะตายทั้งคู่ก็ได้ จะอีกกี่ปีก็ไม่รู้
ส่วนพรรคการเมืองที่กลัวว่ากองเชียร์จะโกรธ อาจจะไม่โกรธก็ได้เพราะเขาไม่ต้องตีกัน และลึกๆ ประชาชนน่าจะแฮปปี้ แต่ในเงื่อนไขการจูบปากต้องไม่ใช่เรื่อง “นิรโทษกรรม” ไม่เช่นนั้น คสช.จะผิดตั้งแต่ต้น
เปรียบเส้นทาง “พฤษภาทมิฬ” ถ้า “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯคนนอก
เมื่ออดีตอาจย้อนรอยกลับมาได้เสมอ คงจะไม่ผิดหากนำเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อเดือน พ.ค. 2535 หรือ “พฤษภาทมิฬ” มาเป็นโมเดลที่จะเป็นบทเรียนให้เหตุการณ์ในตอนนี้กับประเด็นที่มานายกรัฐมนตรี (คนนอก)
“ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไม พล.อ.สุจินดา คราประยูร ต้องมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นเกมของพรรคการเมืองหมดเลย ซึ่งอาจจะมีทหารเกี่ยวข้องบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเกมที่พรรคการเมืองต้องการที่จะปัดแข้งปัดขาพรรคอื่นไม่ให้มาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะตอนนั้นพรรคสามัคคีธรรมมาเป็นที่ 1 เขามีหุ่นเชิด คือคุณณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม
แต่ว่ามีข่าวปล่อยว่าคุณณรงค์ เป็นบุคคลต้องห้ามเข้าประเทศ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเกมทหารหรือพรรคการเมือง แต่ในท้ายที่สุดเขากัน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ทั้งที่จะได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เกมในปัจจุบันนี้ คือการช้อนขึ้นมา คือการสร้างทางให้คุณประยุทธ์ หรือทหารให้ได้ขึ้นมาเป็นนายกฯ เพราะดูว่าน่าจะยาว เพราะหลายคนดูจากคะแนนเสียงประชามติถึงกับพูดว่าคงจะอยู่ยาวแล้วล่ะ ทั้ง สนช. สปท. ก็ขึ้นมาเป็น สว.”
ไชยันต์ ไชยพร นักวิชาการเชี่ยวชาญปรัชญาการเมืองคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปรียบเทียบความพยายามปูทางนายกรัฐมนตรีคนนอก ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.อ.สุจินดา คราประยูร
อาจารย์ไชยันต์ ได้อธิบายพร้อมให้เหตุผลเปรียบเทียบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยพฤษภาทมิฬ ซึ่งเป็นเส้นทางที่มาของ พล.อ.สุจินดา สู่ถนน นายกฯ คนนอก เจ้าของคำพูดที่ว่า “เสียสัตย์เพื่อชาติ” กลับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งประชาชนต้องออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง กับเส้นทางของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่กำลังมีคนรอบข้างหรือกลุ่มผลประโยชน์พยายามปูทางไว้รอว่า เส้นทางของทั้ง 2 คนนี้ ไม่คล้ายกัน แต่พวกกลุ่มผลประโยชน์ในยุคปัจจุบันกำลังพยายามให้เป็นเช่นนั้น
อาจารย์ไชยันต์ อธิบายต่อว่า การที่รัฐธรรมนูญฉบับมีชัย กำหนดว่านายกฯ ต้องมาจากรายชื่อของพรรคการเมือง อีกทั้งยังเปิดกว้างว่า คนที่มาเป็นนายกฯ ไม่ต้องเป็น สส.ก็ได้ ทำให้ไม่มีเซอร์ไพรส์ คือ ไม่มีแบบ พล.อ.สุจินดา เพราะเมื่อเลือกตั้งแล้ว ไม่สามารถหานายกฯ ขึ้นมาได้ จึงมีกระบวนการเสนอชื่อขึ้นมา ซึ่งคนที่อยู่ในเกมการเมืองไม่ใช่ประชาชนวงนอกจะมองเห็นว่า แต่ละขั้นตอนจะเป็นยังไง รัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามที่จะออกแบบมา ไม่ให้ไอ้โม่งมาอยู่แล้วซึ่งก็ดีแล้ว
“แต่ตอนนี้การที่คุณไพบูลย์ นิติตะวัน ออกมาแสดงเจตนารมณ์ที่จะตั้งพรรคการเมือง ผมว่ามันเร็วเกินไปแล้ว ประชาชนก็รู้ว่าคิดอะไร และสุดท้ายเมื่อต้องเสนอชื่อแล้วผ่าน เท่ากับว่าประชาชนให้อาณัติอีกรอบหนึ่ง แต่ถ้าประชาชนไม่เลือกให้อาณัติ ทั้งที่มีชื่อทหารอยู่ก็ชัดเจนว่าประชาชนไม่เอาถูกหรือไม่ เราต้องยอมให้เกมในสภามันเดิน ให้ สส.เขาตกลงกันว่านายกฯ จะมายังไง แต่เมื่อเลือกไม่ได้จริงๆ ก็ให้ประชาชนเขาเห็นกันเอง แล้วแสดงให้เห็นว่าคนนอกไม่ได้รีบร้อนมาเป็นนายกฯ มันต้องเปิดโอกาส เพราะตามรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดระยะเวลาการจัดตั้งรัฐบาลเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับอื่น มันยังมีเวลา”

บทเรียนพฤษภา’35 ชูนายกฯ
การปูทางขณะนี้ทุกอย่างวางให้ พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่ อาจารย์ไชยันต์ ฉายภาพว่า ถ้าทหารเขาเรียนบทเรียนจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ไม่จำเป็นต้องเป็น พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้ ทหารเขาฉลาดขึ้นเยอะ เขาต้องระมัดระวังจากบทเรียน ไม่คิดว่าเขาต้องการอำนาจแต่อาจด้วยเป้าหมายอื่นที่พูดลำบาก ทหารเองก็ลับลวงพราง เมื่อพฤษภาทมิฬเป็นรุ่น จปร.5 มันชัดเจน แต่ทหารตอนนี้ไม่มีรุ่นลำบากเครือข่ายมีแนวดิ่งลงมาเยอะ
“ผมไม่เข้าใจว่าทหารที่เกษียณแล้ว ทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ซึ่งคุณไพบูลย์ ก็เหมาะที่จะเป็นนายกฯ มาก ทั้งการทำงาน การพูดจาเป๊ะๆ แต่ประเด็นวันนี้ที่ทหารเหล่านี้บริหารงานได้เพราะเขามีกองทัพ แต่ถ้าถึงเวลาเลือกตั้งแล้วเขากลายเป็นนายกฯ ในเวลานั้น กองทัพก็อยู่ส่วนของกองทัพ ผบ.ทบ.ก็อยู่ในส่วนของเขา สว.ก็ว่าไป วันนั้นที่ทหารเกษียณแล้วขึ้นมาเป็นนายกฯ เกิดบริหารงานประเทศไม่ดี กองทัพเขาก็ไม่ฟัง ผมไม่เข้าใจและคิดว่าเป็นไปไม่ได้ สมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยังต้องต่ออายุ ผบ.ทบ.เลย เมื่อเกษียณเท่ากับขาคุณลอยแล้ว แล้วจะไปทำอะไรได้ ไม่เข้าใจจริงๆ”
เมื่อถามว่า จิ๊กซอว์ที่วางตำแหน่งนายกฯ คนนอกในขณะนี้ไม่จำเป็นต้องเป็น พล.อ.ประยุทธ์หรือ อาจารย์ไชยันต์ กล่าวว่า เป็นก็ได้ไม่เป็นก็ได้ แต่ปัญหาคือ หากเป็นทหารที่เกษียณแล้วจะคุมกองทัพได้อย่างไร สมัย พล.อ.เปรม ต่ออายุ ผบ.ทบ. และถามว่า พล.อ.เปรม ถูกทำรัฐประหารกี่ครั้ง ทั้งช่วงวันที่ 1 เม.ย. 2524 และ 9 ก.ย. 2528 เวลานั้นที่ พล.อ.เปรม อยู่ได้คือ กองทัพแตกแยก ทั้งสาย พล.อ.ชวลิต สาย จปร.5 และสายยังเติร์ก ซึ่งต้องอยู่ท่ามกลางความแตกแยกนี้
“แต่การปฏิวัติ 22 พ.ค. 2557 เขาทำให้ทหารไม่แตก เขายังมีเอกภาพไม่ว่าทหารแตงโม ทหารสับปะรด ซึ่งวันนี้คุณเป็น คสช. มีกองทัพ มีอำนาจพิเศษ กฎหมายพิเศษต่างๆ มันดี มันฟังก์ชั่น แต่วันข้างหน้าที่คุณจะไปนักการเมืองสิ่งเหล่านี้ไม่มีเลย ความเป็นเอกภาพของทหารมันคือ หอกข้างแคร่ดีๆ นี่เอง ไม่อย่างนั้นก็ต้องทำให้ทหารแตก”
อาจารย์ไชยันต์ ฉายภาพต่อไปว่า เมื่อถึงเวลาที่กองทัพต้องล่มสลายไปกับนายกรัฐมนตรีที่บริหารไม่ถูกใจประชาชน กองทัพไม่ยอมแน่ ตัวอย่างอเมริกาใต้เมื่อถึงเวลาก็ปฏิวัตินายมันเองทั้งนั้น ไม่ว่าตอนนี้จะวางเด็กตัวเองเข้ามายังไงวันหนึ่งเขาต้องเลือกประโยชน์กองทัพ ไม่ให้กองทัพเสียหาย เช่น ผมเองอยู่จุฬาฯ แล้วถูกแต่งตั้ง ต่อสายมาจากผู้บริหารคนเดิมๆ พอถึงเวลาที่ต้องเลือกรับใช้นาย กับเลือกทำเพื่อจุฬาฯ ที่เกี่ยวข้องกับคนที่อยู่ต่ำกว่าผมลงไปอีกมาก ก็ต้องเลือกที่จะไม่เอานาย ผมรักษาผลประโยชน์จุฬาฯ ก่อน มันเสี่ยงมากและนึกภาพไม่ออก หากทหารเกษียณจะเข้ามา
ในอนาคตประยุทธ์บริหารประเทศไม่ได้ 100%
“สมัยพฤษภาทมิฬ ดูๆ แล้ว พล.อ.สุจินดา ใจแข็งไม่พอ คนข้างๆ ก็ชะเลียจนเละไปหมด ในสมัยนั้นข้อเสียคือประชาชนมีฝ่ายเดียว แต่ตอนนี้รอบนี้ดีอย่างคือ ประชาชนมี 2 ฝ่าย คือหากเสื้อแดงเริ่มเล่นเกมก่อน เสื้อเหลืองก็ไม่สนับสนุน พอเสื้อเหลืองออกมาเสื้อแดงก็ออกมาต้าน ดังนั้นจึงยากที่จะเป็นพวกเดียวกัน และถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จะได้ขึ้นมาเป็นนายกฯ คงจะไม่เหมือนสมัยพฤษภาทมิฬ เพราะคนไม่ได้เซอร์ไพรส์มากแล้ว เพราะ พล.อ.ประยุทธ์เองก็ไม่ได้ปฏิเสธและพูดอยู่ทุกวัน
ถ้าประยุทธ์จะรับตำแหน่งจริงๆ โอกาสการทำงานให้สำเร็จเหมือนขณะนี้เป็นไปไม่ได้ 100% นึกภาพไม่ออก ถ้าตั้งรัฐบาลโดยมีเสียง สว. 250 เสียง สส. 100 กว่าเสียง ถามว่าตั้งรัฐบาลแล้วไม่ต้องให้พวก สส.ที่สนับสนุนมาเป็นรัฐมนตรีอย่างนั้นหรอ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ณ ตอนนั้นมันไม่ใช่ที่จะมีพวกทหารเข้าไปนั่งทุกกระทรวง แค่ สว.คุมเกม ทหารอยู่ข้างนอกแล้วรอเวลาพูดไม่รู้เรื่องแล้วค่อยว่ากันอีกที ดีกว่าสวยกว่า ให้ระบบรันไป แล้ว สว.คุมอยู่ห่างๆ ทั้งนโยบาย ไม่อย่างนั้นจะโหวตล้ม แต่นายกฯ ต้องไม่ใช่ทหาร หาก พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาก็ต้องระวังเป็นหุ่นเชิด”