ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
24 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/444536
โดย…ธนพล บางยี่ขัน
นับถอยหลัง 15 วันสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางบรรยากาศที่หลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ชี้แจงให้ชัดเจนว่าหากไม่ผ่านประชามติจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ล่าสุด “เครือข่ายพลเมืองผู้ห่วงใย” ออกมากระทุ้ง คสช. ที่มีหลายฝ่ายทั้งนักวิชาการ เอ็นจีโอ และนักการเมืองหลายพรรคร่วมลงชื่อ
องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ ถึงท่าทีจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดจนการเคลื่อนไหวร่วมกับเครือข่ายพลเมืองผู้ห่วงใย โดยระบุว่า การร่วมลงชื่อกับทางกลุ่มเพราะเห็นว่าจุดยืนของเครือข่ายฯ ไม่ต่างจากที่ตัวเองคิด และไม่รู้ว่ามีใครร่วมลงรายชื่อบ้าง รู้คร่าวๆ ว่ามีนักวิชาการ นักการเมือง และคนที่เห็นตรงกัน
“ก่อนหน้านี้เคยไปร่วมงานเสวนากับคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มีอาจารย์บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อาจารย์โคทม อารียา อาจารย์สุริชัย หวันแก้ว หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่ออะไรกัน เข้าใจว่าเขาคงจะจัดเสวนาไปสักระยะ จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วผู้ประสานงานกลุ่มโทรมาหาผม สอบถามว่าสนใจที่อยากจะลงนามในเอกสารที่จัดทำหลังจากปรึกษาหารือกันหรือไม่ ก็มีการส่งมาทางไลน์เมื่อเราเห็นด้วยก็ร่วมลงนาม”
“ผมไม่รู้ว่าใครลงบ้าง ไม่ได้ปรึกษาใคร เห็นจุดยืนตรงกันก็ลงชื่อ มาเห็นชื่อคนอื่นก็ตอนเป็นชื่อในหนังสือพิมพ์ลงแล้ว การตัดสินใจก็ดูที่เนื้อหาสาระเห็นด้วยลงนาม จริงๆ คุณอภิสิทธิ์ เป็นคนพูดเรื่องทำนองนี้เแรกๆ โดยเฉพาะถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชาชนควรทราบอนาคตจะเป็นอย่างไร ทางเลือกจะเป็นอย่างไร ตอนนั้นคนก็อาจจะยังไม่เข้าใจ วันนี้คนเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ มีหลายกลุ่ม องค์กร หลายภาคส่วน มีความเห็นสอดคล้องกัน”
ถามว่าการที่หลายพรรคการเมืองร่วมลงชื่อเป็นการส่งสัญญาณหรือการต่อรองอะไรหรือไม่ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอบว่า ไม่ได้ส่งสัญญาณหรือต่อรองอะไร เป็นเรื่องการแสดงความคิดเห็นของสมาชิกพรรคการเมืองต่างๆ ที่เขาเห็นด้วยกับกลุ่มนี้ก็ไปร่วมลงนามมากกว่า มันไม่มีเหตุผลอะไรในเรื่องการต่อรอง เพราะเป็นการเรียกร้องอย่างเปิดเผย เรียกร้องด้วยเหตุผล ไม่ต่อรองว่าไม่ได้อย่างนั้นต้องได้อย่างนี้
ถามต่อว่า จะมีการเคลื่อนไหวก้าวที่สอง ก้าวที่สามต่อจากนี้หรือไม่ องอาจ กล่าวว่า กลุ่มนี้เขาแสดงออก เคลื่อนไหวมาระดับหนึ่ง ส่วนเขาจะมีก้าวอะไรต่อไปเราไม่ทราบ จริงๆ ก็ไม่ได้วางแผนอะไรไว้ นำเสนอข้อมูล พูดด้วยเหตุผล หากมีโอกาสรับฟังเหตุผลซึ่งกันและกันก็จะเป็นประโยชน์มากกว่าที่จะต้องไปทำอะไรที่จะเป็นปัญหาต่อบ้านเมือง
ในกรณีที่ข้อเรียกร้องไม่ได้รับการตอบสนองจาก คสช.จะทำอย่างไร องอาจ กล่าวว่า เราก็ต้องตัดสินใจว่าทำอย่างไรให้เขาเห็นความตั้งใจ ส่วนจะทำอะไรนั้นก็จะดำเนินการตามกรอบของกฎหมาย ไม่สร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง ขณะนี้สังคมเราเดินมาถึงจุดที่เราควรจะแสดงออกด้วยเหตุด้วยผล เราต้องไม่เป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาบ้านเมือง ไม่เอาตัวเราเองไปเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาบ้านเมือง
ทั้งนี้ ในกรณีหาก คสช.ประกาศทางเลือกแล้วเราเห็นด้วยก็สนับสนุน แต่ถ้าเขาประกาศทางเลือกแล้วเราไม่เห็นด้วย คิดว่ามันเป็นทางเลือกที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม เราก็ต้องแสดงออกต่อสาธารณะให้เห็นว่าทางเลือกที่ถูกต้องเหมาะสมกว่ามันควรจะเป็นแบบไหน อย่างไร
ถามว่า ทางเลือกที่เหมาะสมในกรณีที่ประชามติไม่ผ่านคืออะไร องอาจ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญใหม่ต้องมีเนื้อหาสาระสมบูรณ์มากกว่าที่ผ่านมา ทั้งยุคของ มีชัย ฤชุพันธุ์ หรือ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หลายส่วนของร่างรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับ มีส่วนดีอยู่บ้าง เราสามารถหยิบยกส่วนดีมาได้บางส่วนมาประกอบกับสิ่งที่จะทำให้รัฐธรรมนูญมีความสมบูรณ์มากกว่า
“ถ้าเราอยู่บนหลักการที่หยิบเอาส่วนดีของรัฐธรรมนูญมาประกอบกันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วสร้างกระบวนการของการทำให้รัฐธรรมนูญใหม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน ตรงนี้ก็จะทำให้การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่เป็นภาระต่อประเทศในอนาคต ถ้ารัฐธรรมนูญเกิดขึ้นมาแล้วเนื้อหาสาระมีข้อเสียมากกว่าข้อดี การได้มาไม่ได้รับการยอมรับก็จะสร้างปัญหาต่อประเทศในอนาคต ถ้าเราแก้สองส่วนนี้ได้ ทำให้กระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญได้รับการยอมรับ สอง เนื้อหาสาระคนทั่วไปเห็นด้วยก็จะทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้”
“วันนี้คนในสังคมถ้าเราไม่ถือทิฐิมานะมีอคติกัน เราก็พอมองออกว่าสิ่งไหนควรจะเป็น ควรจะมีอยู่ในรัฐธรรมนูญ หรืออันไหนที่ขาดไปควรจะเอามาเพิ่ม อันไหนที่ดีอยู่แล้วควรจะรักษาไว้เป็นต้น”
องอาจ ประเมินว่า เสียงเรียกร้องมีพัฒนาการดีขึ้นเรื่อยๆ จากคนไม่กี่คน จากเสียงไม่กี่เสียง ขณะนี้ก็กลายเป็นเสียงที่กว้างขวางมากขึ้น คนก็เริ่มเห็นด้วยมากขึ้น ประชาชนควรมีทางเลือก ประชาชนไม่ควรไปลงประชามติโดยไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น
ถามว่า หาก คสช.เดินหน้าจัดทำประชามติโดยยังไม่มีคำตอบว่ากรณีประชามติไม่ผ่านจะเป็นอย่างไรต่อนั้น อนาคตจะเป็นอย่างไร องอาจ กล่าวว่า ปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือรัฐธรรมนูญจะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม เพราะกระบวนการจัดทำประชามติเอียงไปทางด้านข้างของคนมีอำนาจและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในการใช้กลไกรัฐออกไปพบปะพูดคุยถึงเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญ
แน่นอนที่สุด แม้ผู้ที่ออกไปชี้แจงจะไม่ไปบอกให้รับหรือไม่รับ แต่เขาเป็นผู้ร่างก็ต้องบอกข้อดี ซึ่งกฎหมายเปิดโอกาสให้เขาทำสิ่งเหล่านั้นได้ ขณะที่ผู้ที่เห็นต่างจากรัฐธรรมนูญหรือเห็นแย้ง ไม่มีโอกาสที่มีกลไกรัฐไปอธิบายความต่อพี่น้องประชาชนได้ เหมือน กรธ.
อีกทั้งกฎหมายประชามติมีข้อห้ามที่มีโทษรุนแรงจำคุก 10 ปี ทำให้คนจำนวนไม่น้อยไม่อยากสุ่มเสี่ยงกับการแสดงความเห็นหรือเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับประชามติหรือรัฐธรรมนูญ เฉพาะคำพูดที่ว่าบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงก็ทำให้เกิดการตีความได้
“กระบวนการทำประชามติไม่ได้เปิดโอกาสให้มีการเคลื่อนไหวรณรงค์เป็นธรรมเท่าเทียม อาจนำไปสู่การไม่ยอมรับผลของประชามติ เมื่อไม่ได้รับการยอมรับ ผลประชามติก็ส่งผลกระทบต่อรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นและใช้กันในบ้านเมือง รัฐธรรมนูญก็อาจกลายเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง เกิดคลื่นใต้น้ำในสังคมเพิ่มเติมมากขึ้น ซึ่งไม่ควรจะเป็น
ถ้าเราทำให้ผลของการทำประชามติได้รับการยอมรับแต่ต้น ปัญหาก็ไม่เกิดขึ้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ทำไมพวกเราเรียกร้องให้การทำประชามติมีเคลื่อนไหวโดยธรรมชาติ ส่วนใครจะทำผิดกฎหมายประชามติก็ไปดำเนินการตามกฎหมาย จะเห็นว่า บรรยากาศช่วงที่ผ่านมา ง่ายที่จะแสดงความคิดเห็นด้วยกับเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญว่าดี ส่วนฝ่ายเห็นแย้งเห็นต่างมีโอกาสที่จะแสดงออกน้อยมาก ตรงนี้จะกลายเป็นปัญหาต่อไปหลังจากผลประชามติออกมาแล้ว”

ถามว่า หากกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. จะร่างใหม่เองหรือตั้งคณะบุคคลขึ้นมาร่างใหม่ จะได้รับการยอมรับหรือไม่ องอาจ กล่าวว่า ปัญหาไม่อยู่ที่ใครเป็นคนร่าง แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่เนื้อหาและกระบวนการร่างที่ต้องการการมีส่วนร่วมของประชาชน ถ้าทำให้กระบวนการได้รับการยอมรับจากประชาชน และมีเนื้อหาสาระที่ดีก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้
สำหรับกลไกการร่างก็มีหลายวิธีที่จะทำให้คนมีส่วนร่วม ถ้าคนส่วนมากไม่ยอมรับก็ไปไม่ได้ไกล และก่อให้เกิดปัญหาตามมา ดังนั้นต้องป้องกันตั้งแต่แรกดีกว่าปล่อยให้เดินต่อไปแล้วเกิดปัญหา
“ผมคิดว่าเรื่องการทำประชามติ เรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่อาจเรียกได้ว่าเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เกี่ยวข้องกับทุกคน เพราะฉะนั้นการตัดสินใจออกไปใช้สิทธิรับหรือไม่รับ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญ นอกจากเนื้อหาสาระของตัวร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องพิจารณาว่า มีข้อเสียข้อดีอย่างไรแล้ว เราควรจะต้องพิจารณาถึงผลกระทบว่าการใช้สิทธิออกเสียงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะมีผลไปในทิศทางใดอย่างไรต่อไปหรือไม่
ตรงนี้จะเป็นหัวใจสำคัญอยากให้ทุกฝ่ายช่วยพิจารณาว่า ทำอย่างไรหากเราจะคิดถึงผลการทำประชามติ ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์บ้านเมืองระยะยาว ไม่ใช่ผลเฉพาะหน้าของใครคนใดหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือเพื่อที่จะดำเนินการที่ทำให้ผลการออกเสียงไม่เป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย”
ปชป.เคลียร์ภารกิจก่อนประกาศจุดยืนรธน.
สำหรับจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่แม้จะออกมาวิจารณ์ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อเสียมากกว่าข้อดี แต่ก็ยังไม่ได้ออกมาประกาศชัดเจนว่า “รับ” หรือ “ไม่รับ” ประเด็นนี้ องอาจ ชี้แจงว่า ประเด็นสาธารณะปกติในพรรคก็มีความเห็นทั้งสอดคล้องและแตกต่างกันบ้าง สำหรับประเด็นร่างรัฐธรรมนูญก็เหมือนกันมีทั้งคนเห็นชอบและไม่เห็นชอบแตกต่างกันไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่สามารถประชุมพรรคได้ จึงไม่มีอะไรที่ออกมาเป็นมติพรรคอย่างเป็นทางการ มีเพียงความคิดเห็นของหัวหน้าพรรคหรือแกนนำบางส่วนที่ออกมาสู่สาธารณะ แต่ความเห็นหัวหน้าพรรคก็เปรียบเสมือนจุดยืนพรรคกลายๆ เพราะคนที่เป็นหัวหน้าพรรคก็ถือเป็นคนที่ได้รับการยอมรับในพรรค จุดยืนการแสดงออกของหัวหน้าพรรคจึงเหมือนเป็นจุดยืนของพรรคกลายๆ แม้จะไม่ใช่มติพรรคทีเดียว
ที่ผ่านมา หัวหน้าพรรคแสดงออกชัดเจนว่าไม่ยอมรับ คำถามพ่วงที่ให้ สว.มีส่วนเลือกนายกฯ ในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญก็เห็นว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี แต่การแสดงจุดยืนเรื่อง “รับ” หรือ “ไม่รับ” ยังไม่แสดง เพราะมีภารกิจเรียกร้องอีกหลายเรื่องก่อนถึงวันลงประชามติ
“ถ้าเราไปบอกว่ารับหรือไม่รับแล้ว เราก็ไม่ต้องไปทำภารกิจอะไรเพิ่มเติม เช่น ภารกิจที่เราควรจะแสวงหาทางเลือกให้ประชาชน ในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ซึ่งเรายังมีภารกิจที่จะทำก่อนถึงวันที่ 7 ส.ค. ซึ่งพรรคพยายามทำต่อเนื่องตลอดมาในวาระต่างๆ รวมถึงการร่วมไปลงนามกับกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย ก็ถือเป็นการพยายามปฏิบัติตามภารกิจของเรา ดังนั้นการแสดงจุดยืนรับหรือไม่รับ จึงยังไม่แสดงออกมาเพราะเรายังมีภารกิจที่อยากเดินหน้าในเรื่องอื่นๆ”
ถามว่า มีกระแสข่าวว่าวันที่ 25 ก.ค.พรรคประชาธิปัตย์เตรียมจะแถลงจุดยืน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เท่าที่ทราบ คุณอภิสิทธิ์มีภารกิจตลอดทั้งวันที่ 25 ก.ค. แต่ก่อนหน้านี้ หัวหน้าพรรคเคยพูดว่าจุดยืนเรื่องรับหรือไม่รับก็จะแสดงออกในโอกาสที่เหมาะสมนั้น ซึ่งก็คาดว่าน่าจะอยู่ที่สัปดาห์หน้า
อย่างไรก็ตาม คงประกาศเป็นมติพรรคไม่ได้เพราะประชุมพรรคไม่ได้ ก็คงจะเป็นจุดยืนหัวหน้าพรรคท่านก็จะพูดคุยซาวเสียงกับคนในพรรคว่าคนในพรรคมีความเห็นว่าอย่างไร สมาชิกพรรค กรรมการบริหาร เห็นอย่างไร ซึ่งโดยทั่วไปสมาชิกก็จะไม่ไปแสดงความเห็นแย้งถ้าเป็นมติพรรค แต่คราวนี้เนื่องจากไม่ใช่มติพรรคก็ต้องดูว่าเหตุผลที่หัวหน้าพรรคจะให้ว่าเป็นอย่างไร
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า การตัดสินใจนอกจากจะดูเนื้อหาสาระในร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็ยังมีมิติอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะเรื่องรัฐธรรมนูญก็คือการเมือง ต้องพิจารณาจากหลายมิติด้วยกัน
ถามว่า พรรคการเมืองถูกมองว่าออกมาคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงนี้จะทำให้นักการเมืองถูกตรวจสอบเข้มข้น องอาจ กล่าวว่า ไม่มีนักการเมืองคนไหนกังวลเรื่องนี้ ต้องยอมรับว่านักการเมืองส่วนมากไม่ได้คิดเข้ามาโกง แต่คนหมู่มากก็อาจมีบางส่วนไปประพฤติทุจริตทำในสิ่งไม่ถูกต้อง ซึ่งกฎหมายจะออกมาจัดการกับนักการเมืองที่โกงขนาดไหน ไม่มีนักการเมืองไปคัดค้านเรื่องเหล่านั้น เราพร้อมยอมรับได้
“นักการเมืองส่วนมากตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของบ้านเมืองมากกว่าตั้งใจจะเข้ามาทุจริต ผมเชื่อว่านักการเมืองส่วนมากไม่ได้กังวลตรงนี้ เราเองก็เห็นด้วยกับเรื่องการปราบปรามทุจริต ทั้งโดยนักการเมือง ข้าราชการ พ่อค้า เพราะการทุจริตส่วนมากเกิดขึ้นได้จากสามส่วนร่วมมือกัน ผมคิดว่าไม่ใช่นักการเมืองออกมาคัดค้านหรือเห็นแย้งรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญจะมาปราบทุจริต”
องอาจ กล่าวว่า ส่วนที่เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีข้อเสียมากกว่าข้อดี เช่น หมวดสิทธิเสรีภาพประชาชน หมวดของโครงสร้างดุลอำนาจทางการเมือง รวมทั้งกลไกในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ได้รับการโฆษณาชวนเชื่อ แต่เท่าที่ศึกษายังมีหลายส่วนที่ยังเป็นช่องโหว่ ช่องว่างที่อาจก่อให้เกิดการทุจริตได้
สำหรับการขึ้นเวทีดีเบตนั้นหากใครเชิญมาก็พร้อมไปร่วม และไม่คิดว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้ง ถ้าเราไม่คิดไปขัดแย้งก็ไม่ขัดแย้ง ก็คิดไปพูดเนื้อหาสาระในจุดยืนมุมมองของเรามากกว่า อีกทั้งคิดว่าจะเป็นประโยชน์ ประชาชนจะได้รับฟังข้อเปรียบเทียบระหว่างคนที่เห็นด้วยกับคนเห็นต่างจะได้รับฟังว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
“ผมไม่เชื่อว่าจากวันนี้จนไปถึงวันออกเสียงประชามติจะเกิดความขัดแย้งรุนแรงอะไรเกิดขึ้น โดยเฉพาะความขัดแย้งรุนแรงที่จะเกิดขึ้นจากผู้เห็นขัดแย้งในรัฐธรรมนูญ เพราะคนที่เห็นต่างเรื่องรัฐธรรมนูญเขาก็แสดงออกด้วยเหตุด้วยผลมากกว่าที่จะแสดงออกที่จะไปใช้ความรุนแรงใดๆ หรือไปก่อความวุ่นวายให้บ้านเมืองเกิดปัญหา เป็นการแสดงออกเชิงเหตุผล เชิงสัญลักษณ์บ้าง”
องอาจ ประเมินว่า โค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติไม่น่าจะมีความรุนแรง และบรรยากาศก็คงไม่ต่างจากที่ผ่านมาเท่าไหร่ การแสดงออกก็น่าจะยังไม่เป็นไปอย่างเสรี เท่าเทียม เพราะถ้าจะเป็นก็คงจะเป็นมาแต่ต้น ไม่คิดว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงท้าย และเชื่อว่าไม่น่าจะเกิดความรุนแรงใดๆ

เบื้องหลัง-เบื้องหน้า รอยร้าว ปชป.-สุขุมพันธุ์
หลังประชาธิปัตย์งัดไม้แข็งประกาศตัดสัมพันธ์กับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ปล่อยให้การบริหารงาน กทม.นับจากนี้เป็นเอกเทศไม่เกี่ยวพันกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่นั่นก็ไม่อาจเป็นการปฏิเสธความรับผิดชอบกับทุกคะแนนเสียงที่เลือกผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ยิ่งเวลานี้เงื่อนงำทุจริตที่เผยออกมาหลายเรื่องกำลังย้อนกลับมาทำลายความน่าเชื่อถือของประชาธิปัตย์มากขึ้นเรื่อยๆ
องอาจ ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ กทม. ออกตัวว่า พรรคประชาธิปัตย์ ตระหนักดีว่า เมื่อตัดสินใจส่งผู้สมัครไม่ว่าจะระดับใด ผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของคนคนนั้น ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อพรรคอยู่แล้ว ถ้าเขาทำในสิ่งที่ดีเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม พรรคก็จะได้อานิสงส์ แต่ถ้าเขาทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหา พรรคเองก็ต้องได้รับผลกระทบจากปัญหาต่างๆ เหล่านั้นด้วย
ในกรณีของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ก็เช่นกัน พรรคส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. และพี่น้องประชาชนให้การสนับสนุนเลือกผู้สมัครของเรา เพราะฉะนั้นเมื่อมีใครก็ตามออกมาพูดถึงปัญหาการบริหารงานของ กทม. พรรคและหัวหน้าพรรคก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ อะไรที่เป็นปัญหา เราก็พยายามสอดส่องไม่ให้เกิดปัญหา ปกติการบริหาร พรรคจะไม่ยุ่งปล่อยให้เขาทำตามนโยบายที่เคยหาเสียงแต่อะไรที่เป็นปัญหา พรรคก็ต้องเข้าไปดูว่าปัญหาจะแก้ไขปรับปรุงได้อย่างไร เพื่อให้กลับมาสู่ครรลองที่ควรจะเป็น
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขยายความต่อว่า ครั้งนี้ก็เช่นกันเมื่อมีคนออกมาพูดถึงการทุจริตของการบริหารงานใน กทม. ผู้ที่ออกมาเปิดเผยเป็น วิลาศ จันทรพิทักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าพรรคก็เรียกข้อมูลมาดูและพยายามเชิญ ผู้ว่าฯ กทม. มาชี้แจงเพื่อดูกันว่าปัญหาต่างๆ จะแก้ไขอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหา แต่หัวหน้าพรรคก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ว่าฯ กทม.
“เมื่อเราใช้ความพยายามถึงที่สุดเพื่อพูดคุยแก้ปัญหา เพราะมองว่าเรื่องทุจริตเป็นเรื่องสำคัญ ก่อให้เกิดความเสียหายผลกระทบอย่างมาก เมื่อเราไม่สามารถพบปะแก้ปัญหาได้ ก็เป็นเหตุผลที่ออกมาแสดงจุดยืนของพรรคผ่านแถลงการณ์ไปว่าเราปล่อยให้การทำงานของผู้ว่าฯ กทม. เป็นเอกเทศ พรรคไม่เกี่ยวข้อง และออกมาขอโทษประชาชน ที่ออกมาสนับสนุนผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ในการรับเลือกตั้งที่ผ่านมา”
พรรคพยายามทำดีที่สุดในการแก้ปัญหา แต่เมื่อเราแก้ไขไม่ได้เราก็ต้องขอโทษพี่น้องประชาชนทำอย่างอื่นได้มากกว่านี้ไม่ได้เลย พรรคจะประชุมพรรคก็ไม่ได้ เรียกมาคุยก็ไม่มา ก็ไม่รู้จะทำยังไง สส. สก. สข. ก็ไม่มี เราก็พูดความจริงกับประชาชน เราก็ตัดสินใจลำบากที่ออกมาแบบนี้
“เราไม่อยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างออกมาแบบนี้ เราคิดว่าทางออกที่ดีกว่า คือได้มีโอกาสพบปะพูดคุยเพื่อประโยชน์ประชาชนร่วมกัน แต่เมื่อเราทำไม่ได้ความเป็นพรรคการเมืองก็ไม่สามารถปล่อยให้คาราคาซังอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่งั้นก็จะสร้างผลกระทบต่อทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงต้องออกมาพูดความจริงกับประชาชนว่าข้อเท็จจริงคืออะไร”
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องน้ำท่วมนั้น ทางพรรคก็พยายามหาทางช่วยเหลือประชาชนให้ได้มากที่สุด เช่นพื้นที่ที่มีปัญหา มีกลไกของพรรคทำอะไรได้ ก็เข้าไปดำเนินการ แจ้งข้อมูลข่าวสารไปยังผู้บริหาร กทม. แต่เมื่อเราประกาศให้การบริหารงาน กทม.เป็นเอกเทศ โอกาสที่จะไปทำอะไรได้ก็น้อยลง
ถามว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้สัมพันธ์ระหว่างประชาธิปัตย์ และ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ุ ขาดสะบั้นจนยากจะคุยกันได้นั้น องอาจ กล่าวว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการความเข้าใจผิดอะไรบ้างอย่าง เมื่อไม่มีโอกาสได้พูดคุย มันก็ไม่สามารถยุติความเข้าใจผิดเหล่านั้นได้ สอง แนวทางการบริหารและการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ระหว่างพรรคกับผู้บริหาร กทม. แตกต่างกัน ในระยะหลังก็ทำให้เป็นปัญหา
ทั้งนี้ ในส่วนของการทำงานพรรคเคยนำเสนอบางเรื่อง บางเรื่องก็ทำได้ บางเรื่องก็ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ส่วนเรื่องการเข้าใจผิดกันนั้น เราก็ไม่รู้ว่าแต่ละฝ่ายคิดยังไง เข้าใจผิดอะไร แต่ไม่ว่าจะคิดยังไงแต่ละฝ่ายต้องมาพูดคุยกัน
“ทุกวันนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทำไมท่านผู้ว่าฯ ถึงไม่ยอมมาคุยกับหัวหน้าพรรค”
ถามว่าปัญหาที่ขาดการสื่อสารกับพรรคเคยเกิดตั้งแต่ช่วงปลายสมัยวาระแรกของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ มีสัญญาใจอะไรก่อนที่พรรคจะตัดสินใจส่งลงชิงตำแหน่งสมัยที่ 2 หรือไม่ องอาจ กล่าวว่า ไม่มี ถึงขนาดสัญญาใจเป็นการให้เกียรติคนของพรรคไปทำงาน ให้ทำงานได้อย่างมีอิสระอยู่แล้ว
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการทำตัวห่างพรรคไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สำคัญคือทำงานให้เกิดประโยชน์สุขกับประชาชน กทม. ตรงนี้เป็นปัจจัยสำคัญ จะเข้าพรรคไม่เข้าพรรคไม่ใช่หัวใจ จึงไม่ได้มีอะไรสัญญาใจ ให้เกียรติคนทำงาน
“วันที่เราตัดสินใจส่งคุณชายลงสมัครครั้งที่สอง เรามั่นใจว่า เขาจะสามารถทำงานให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนส่วนรวมได้ต่อไปอีก”
ส่วนเงื่อนงำการทุจริตที่ถูกขุดคุ้ยอยู่เวลานี้กำลังกระทบกับภาพลักษณ์ของประชาธิปัตย์ที่ให้ความสำคัญเรื่อง การปราบทุจริตนั้น องอาจ กล่าวว่า นี่ทำให้พรรคอยู่เฉยไม่ได้ แต่ขณะนี้เราคุยกันไม่ได้ จะไปต่อเรื่องอื่นก็ไม่ได้ ยังไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องสปิริตการพักงานหยุดปฏิบัติหน้าที่เพราะไม่สามารถคุยกันได้ และเรื่องสปิริตไม่ใช่เรื่องที่จะไปบอกได้เป็นเรื่องที่ต้องรู้ตัวเอง
องอาจ ย้ำว่า พรรคไม่ได้มีคำสั่งให้ใครทำ หรือสั่งเบรกการดำเนินการตรวจสอบเรื่องทุจริตการบริหารงานใน กทม.เพื่อหวังผลอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ไม่เป็นความจริง เพราะหากใครรู้จักคุณวิลาศ ก็จะรู้ว่าเขาเป็นตัวเขาเองอยู่แล้ว
ถามว่าส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงของพรรคมากน้อยแค่ไหน องอาจ กล่าวว่า เราแถลงออกไปชัดเจน ว่าพรรคปล่อยคุณชายบริหารงานเป็นเอกเทศ ประชาชนก็เข้าใจประชาธิปัตย์มากขึ้น วันนี้ประชาชนยิ่งเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเป็นยังไง เราพูดความจริงกับประชาชน ขอโทษประชาชน ไม่อยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้น ก็ขอโทษประชาชนที่ให้การสนับสนุนเรา
“เราเชื่อว่าเมื่อคนกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบจากการบริหารงาน ไม่พอใจ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องออกมาพูดความจริงกับประชาชน ว่าพรรคพยายามทำอะไรบ้าง เมื่อเขาได้ฟังข้อเท็จจริงจากเราเขาจะเข้าใจว่าทำไม มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร”
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คงพูดยากว่ากระทบกับคะแนนเสียงมากน้อยแค่ไหน หรือจะมีผลกระทบกับการรักษาเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.สมัยหน้าหรือไม่ เรื่องนี้ขึ้นกับช่วงระยะเวลานั้นๆ ว่าผู้สมัครจะแข่งกับใคร นโยบายเป็นอย่างไร บรรยากาศการเมืองขณะนั้นเป็นอย่างไร สามส่วนนี้เป็นหัวใจสำคัญที่จะกำหนดการตัดสินใจของประชาชนที่จะให้การสนับสนุนใครอย่างไร
องอาจ เปิดเผยว่า ยังไม่มีการวางแผนถึงขั้นเตรียมส่งใครลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งผู้ว่าฯ กทม.มีกำหนดครบวาระปีหน้า แต่ คสช.ยังอยู่ไม่รู้ว่าจะมีเลือกตั้งหรือเปล่า เพราะดูจากท้องถิ่นทั่วประเทศ เมื่อการบริหารองค์กรปกครองท้องถิ่นครบวาระก็ให้รักษาการไปก่อนบ้าง ดังนั้นเราไม่รู้ว่าจะเลือกตั้งปีหน้าหรือ อีก 2-3 ปี สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปพอสมควรต้องไปดูช่วงใกล้ๆ
“ในความเป็นพรรคการเมืองแน่นอนที่สุดไม่ประสงค์อยากให้เกิดปัญหาใดๆ กับการทำงาน ที่ไปส่งผลกระทบกับประชาชน แต่เมื่อมีการทำงานใดๆ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบประชาชน หรือไม่ชัดเจน พรรคก็มีภารกิจที่จะต้องทำให้เกิดความชัดเจน เพราะฉะนั้น เมื่อทุกอย่างเกิดความชัดเจนประชาชนก็จะเข้าใจเราให้โอกาสเราได้ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนต่อไป”
ถามว่าเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับประชาธิปัตย์หรือไม่ องอาจ กล่าวว่า ทุกๆ การทำงานล้วนแต่เป็นบทเรียนไม่ว่าการทำงานนั้นจะเป็นบวกหรือลบก็ตาม การทำงานอะไรก็ตามที่เป็นผลบวกกับพรรค เราก็เก็บมาเป็นบทเรียนที่จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมมากขึ้น อะไรที่เป็นการทำงานที่เป็นผลลบ เราก็ต้องเก็บมาเป็นบทเรียนไม่ให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นอีก