“ประชามติ” วัดพลังสองขั้วอำนาจการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/445837

"ประชามติ" วัดพลังสองขั้วอำนาจการเมือง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เหลือเวลาอีกเพียงสัปดาห์เดียวก็จะเข้าสู่โหมดสำคัญสำหรับคนไทยทั้งชาติต่อการชี้ชะตาอนาคตประเทศไทยในวันที่ 7 ส.ค. เพื่อลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมคำถามพ่วงท้าย และแน่นอนว่าหน่วยงานเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้คงหนีไม่พ้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

“สมชัย ศรีสุทธิยากร” กกต.ด้านกิจการบริหารจัดการการเลือกตั้ง เปิดใจกับโพสต์ทูเดย์ โดยยืนยันหนักแน่นถึงความพร้อมการทำประชามติ จะเรียกว่า 100% ก็ว่าได้ แม้งานไม่ครบ 100% แต่ก็ 100% แต่ละขั้นตอน ดังนั้นในภาพรวมไม่น่ามีปัญหาอะไรสำหรับการเตรียมการทำประชามติ ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

สมชัย ขยายความว่า การเตรียมการเรื่องต่างๆ เป็นไปตามกำหนดการที่ได้วางไว้ และหลายเรื่องเร็วกว่ากำหนดการ เช่น การพิมพ์บัตร เดิมกำหนดว่าวันสุดท้ายของการพิมพ์และส่งให้ต่างจังหวัด คือ วันที่ 28 ก.ค. แต่กำหนดการที่ทำได้จริง คือ วันที่ 27 ก.ค. ฉะนั้นถือว่า กกต.มีความพร้อม และวันที่ 7 ส.ค. มีการทำประชามติแน่นอน

กกต.ฝีปากกล้า ยอมรับสิ่งน่าเป็นห่วงช่วงโค้งสุดท้าย เกรงว่าประชามติจะไม่จบ เพราะการทำประชามติจะต้องเป็นการทำแล้วจบ เพราะใช้เงิน 2,000 กว่าล้านบาท เพื่อให้ประชาชนคิดตัดสินใจว่าอยากเห็นทิศทางบ้านเมืองเป็นอย่างไรในอนาคต ประชามติไม่รู้ว่าประชาชนคิดเห็นอย่างไร ดังนั้น ถามทุกคนในประเทศคิดอย่างไร เมื่อถามแล้วก็ควรจบ ไม่ใช่ไม่จบ

“ที่ผมเป็นห่วงผลประชามติออกมาแล้ว จัดประชามติเสร็จแต่ไม่จบ ไม่จบแปลว่าอะไร สมมติฝ่ายรับชนะ ฝ่ายไม่รับก็จะโวยวายอีกว่าโกง ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นสากล ไม่ยอมรับผลการทำประชามติ ปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง แต่ถ้าฝ่ายไม่รับชนะ ก็คือต้องไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ไม่ใช่อย่างนั้น ฝ่ายรัฐบาลที่ไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็อาจจะร่างตามใจชอบอีก ซึ่งไม่จบ ต้องเอาอารมณ์ความรู้สึกของคนในสังคมที่ไม่รับ เอาเหตุผลที่พูดคุยกันช่วงรณรงค์ประชามติว่าเป็นอย่างไร ของมีชัยไม่ดีอย่างไร เอาข้อมูลดังกล่าวไปแก้ไขปรับเพื่อให้สังคมเกิดการยอมรับมันจะจบ

แต่ถ้ารับไม่รับตามใจชอบ คำตอบไม่จบ และสร้างความไม่พอใจรอบใหม่เกิดขึ้น ถ้าไม่รับแล้วกลายเป็นว่าไม่เปิดโอกาสให้รัฐบาลไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ไปเดินขบวนไล่รัฐบาลอีกก็กลายเป็นกระบวนการสร้างเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นมาใหม่ มันอาจจะไม่จบ หรืออาจจบโดยความวุ่นวาย จบด้วยการเดินขบวน เสียเลือดเนื้อ หรืออาจจบโดยรัฐประหารอีก มันไม่จบ ดังนั้น ไม่ว่าจะรับหรือไม่รับต้องจบ”

นอกจากปัญหาดังกล่าวแล้ว อีกหนึ่งอุปสรรคเวลานี้ ซึ่งสมชัยยอมรับว่าเป็นหัวใจสำคัญ คือ การตัดสินใจของประชาชนบนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ชอบไม่ชอบ รวมถึงคำถามพ่วงจะเห็นชอบหรือไม่ก็แล้วแต่ ปัญหาคือประชาชนต้องยอมรับว่าแม้รัฐธรรมนูญจะแจกทุกบ้านหรือไม่ก็ตาม หลายคนถามว่ารัฐธรรมนูญไม่แจกทุกบ้าน ประชาชนเลยไม่มีข้อมูลตัดสินใจ ส่วนตัวบอกว่าต่อให้แจกทุกบ้านประชาชนใช่ว่าจะรู้หรือเข้าใจรัฐธรรมนูญ

สมชัย ระบุว่า เรื่องของการจะให้คนเกิดความเข้าใจจะต้องมีเวที มีการออกสื่อ เพื่อให้ประชาชนเกิดความสนใจ ตอนนี้มีรายการเยอะแยะทางสื่อ แต่เชื่อว่าประชาชนยังไม่สนใจ ประชาชนใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ดูหนัง ละคร รายการดีเบตต่างๆ ที่มีมากมายเต็มไปหมด ส่วนตัวไม่เชื่อว่าประชาชนจะสนใจดู อาจจะมีจำนวนหนึ่งสนใจจริงๆ ดังนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ตัดสินบนพื้นฐานการระดมของคนที่เห็นประโยชน์ไปในทางใดทางหนึ่ง

กกต.ด้านกิจการบริหารจัดการเลือกตั้ง ยกตัวอย่างเช่น คนเห็นว่า “รับดี” ก็จะไปพูดกับคนใกล้ชิดกับประชาชน กับคนที่เขาสามารถมีอิทธิพลเหนือได้ หรือคนบอก “ไม่รับดี” ก็จะใช้กลไกตัวเองไปพูดกับคนอื่นที่สามารถมีอิทธิพลเหนือได้ ประชาชนตัดสินใจบนพื้นฐานของการบอกกล่าวของกลุ่มคนเหล่านี้ ก็จะทำให้เกิดภาพการลงประชามติบนพื้นฐานความไม่รู้

ขณะเดียวกัน ประชามติจะไม่ใช่การถามความเห็นประชาชนเกี่ยวกับเรื่องรับไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ประชามติคือการประลองกำลังของฝ่ายการเมืองว่าฝ่ายการเมืองที่เป็นพรรคสองขั้ว ทั้งประชาธิปัตย์ เพื่อไทย บวกด้วย นปช. กับฝ่าย กปปส. และประชาชนที่นิยมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

“ต้องดูว่าเมื่อกลายเป็นแบบนี้ ผลการลงประชามติ คือ การวัดความนิยมฝ่ายใดจะมีกำลังมากกว่ากัน ประชาธิปัตย์บวกเพื่อไทยบวก นปช. เป็นซีกหนึ่ง และ กปปส.บวกกลุ่มนิยม พล.อ.ประยุทธ์ อีกกลุ่มหนึ่ง”

สมชัยยังให้ความเห็นต่อประเด็นการมาใช้สิทธิของประชาชนจะสามารถพิสูจน์อะไรได้หรือไม่นั้น ไม่สามารถคาดการณ์หรือกะเกณฑ์ประชาชนได้ และไม่รู้ว่าสองขั้วการเมืองจะมีอิทธิพลโน้มน้าวจูงใจคนให้ออกมาใช้สิทธิได้มากน้อยเพียงใด ผลการทำประชามติถ้ามองเชิงหน้าที่ กกต.บอกได้เพียงว่าคนเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญมีเท่าไร แต่ผลการลงประชามติในเชิงการเมือง ถ้าไม่พูดในนาม กกต. มันคือการวัดพลังของสองขั้วนี้

“ทั้งสองฝ่ายคงต้องพยายามระดมคนให้เต็มที่อยู่แล้ว แต่ผมไม่เชื่อว่าจะโน้มน้าวให้คนออกมาใช้สิทธิได้อย่างถล่มทลาย มันเป็นการวัดหลายๆอย่าง เพราะผลการลงประชามติจะเป็นการวัดสองขั้ว ซึ่งภาคกลางไม่เกี่ยว และที่ไม่แสดงท่าที เพราะภาคกลางเป็นภาคที่ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ ฉะนั้น พรรคใหญ่สองพรรคเท่านั้นที่เคลื่อนไหว”

ทั้งนี้ ส่วนตัวไม่รู้ว่าทั้งสองขั้วจะระดมคนได้มากน้อยแค่ไหน แต่ภาคกลางกับประชาชนที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดมีจำนวนเท่าไหร่ไม่รู้ และภาคกลางมีลักษณะมาในทางเห็นชอบด้วยซ้ำ แต่คนกลางไม่อยู่ในซีกใดซีกหนึ่ง อาจจะมีประมาณ 30-40% ของคนทั้งประเทศ เทไปทางไหนไม่รู้ การเทไปทางไหนจะเกิดผลในทางแพ้ชนะทันที

สมชัย ย้ำเสียงหนักแน่นว่า เมื่อทั้งสองฝ่ายต้องการแสดงพลังในการไปโน้มน้าวถ้าทำภายใต้กรอบกฎหมายถือว่าไม่มีความผิด ส่วนตัวพยายามรักษากติกาว่าใครจะรณรงค์ก็ได้ ให้ใครไปเลือกยังไง ตัดสินใจ หรือโน้มน้าวจูงใจ ได้ทั้งหมด แต่ขออยู่ภายใต้กรอบกติกา คือ ไม่เท็จ ไม่หยาบคาย ไม่ปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง

“ผมรักษากติกานี้มาโดยตลอด ฉะนั้นการให้สัมภาษณ์ทุกครั้ง ใส่เสื้อผิดไหม ไม่ผิด ติดป้ายหน้าบ้านผิดไหม ไม่ผิด โพสต์ในเฟซบุ๊กหรือตั้งสเตตัส ไม่ผิด บอกตลอดเวลา แต่ถ้าโพสต์ในสิ่งที่ผิดจากข้อเท็จจริง ผมบอกว่าผิด แต่ให้เอาออก แต่หากต้องการเดินรณรงค์ไม่ผิดกฎหมายผม แต่อาจจะไปเข้าข่าย คสช. เรื่องการชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ส่วน กกต.ดูแค่ พ.ร.บ.ประชามติ ฉะนั้นไม่ผิดกฎหมายประชามติ”

สมชัย ยังได้วิเคราะห์ หากอยากให้เหตุการณ์ทุกอย่างไม่พัฒนาสู่ปัญหา ไม่ใช่ผลคะแนนที่มาลง แต่ขึ้นอยู่กับสปิริตของแต่ละฝ่าย ซึ่งเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด เพราะคะแนนต่างกัน 1-2 คะแนนไม่เกี่ยว คนมาใช้สิทธิมากน้อยไม่เกี่ยว พวกนั้นเป็นข้ออ้าง แต่ทั้งหมดไม่ได้มองจำนวนผู้มาใช้สิทธิ หรือจำนวนคะแนนที่ชนะกันมากน้อย แต่มองถึง “สปิริต” ผู้คนในแต่ละฝ่าย ว่ามีไหมที่จะยอมรับผลประชามติ แพ้เป็นแพ้

สมชัย ยังได้เปรียบเทียบให้เห็นภาพ เหมือนกับการแข่งกีฬา เมื่อแข่งแล้วผลออกมา แม้จะเกิดการตุกติกกันในเกมบ้าง กรรมการวางตัวไม่เป็นกลางบ้าง อะไรก็แล้วแต่สมมติ แต่เมื่อผลออกมาจบยอมรับ แล้วไปฟิตตัวแข่งใหม่ อยากให้ไปดูวอลเลย์บอลหญิง แพ้ก็แพ้ แต่แพ้แล้วคนปรบมือ อยากให้คิดแบบนั้น

อย่างไรก็ตาม สปิริตจะเกิดขึ้นต่อเมื่อถ้าฝ่ายรับชนะ ฝ่ายไม่รับยอมรับผลโดยไม่มีเงื่อนไข และถ้าฝ่ายไม่รับชนะ ฝ่ายรัฐบาลเองก็ต้องยอมรับเอาความคิดประชาชนไปเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ในทิศทางที่ประชาชนต้องการ นี่คือสปิริต ไม่ใช่ว่าฝ่ายไม่รับชนะ รัฐบาลตามใจตัวเองร่างตามใจชอบ มันก็จะไม่จบ ซึ่งเป็นสปิริตที่ต้องเกิดขึ้นของแต่ละฝ่าย ซึ่งไม่รู้ว่าบ้านเมืองนี้จะมีสปิริตหรือไม่

“ผมคิดว่ายังมีสปิริตไม่มากเท่าที่ควร สังคมไทยยังไม่มีสิ่งนี้มากนัก ยังมองประโยชน์ตัวเองเป็นหลักมากกว่า ที่กล้าพูดแบบนี้ เพราะดูจากวิธีการนำเสนอแต่ละฝ่ายที่ออกมาในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมานี้ ทุกคนเอาแต่ได้ คืออะไรก็ตามที่พูดแล้วฝ่ายตัวเองเป็นประโยชน์ก็จะพูดทำนองแบบนั้น หรือเอาด้านที่เป็นบวกของตัวเองเข้ามาสนับสนุนตัวเอง ยกตัวอย่าง เวลาผมบอกว่าอะไรไม่ผิด แล้วผมบอกคนเดียวโดยไม่เป็นมติ กกต. เวลาเขาไปทำจะอ้างว่าอาจารย์สมชัยบอกไม่ผิด แล้วคุณมาบอกว่าผิดได้อย่างไร

พอเหตุการณ์ที่สอง อะไรก็ตามที่ผมบอกว่าผิด อันนี้แจกไม่ได้ ผิดกฎหมาย เป็นปัญหา ข้อความอันเป็นเท็จ เขาจะบอกว่าเป็นมติ กกต.หรือยัง เป็นความเห็นอาจารย์สมชัยคนเดียว ดังนั้น ไม่เชื่อ นี่คือตัวอย่างที่ให้เห็นถึงสปิริตที่ไม่เกิดขึ้นของกลุ่มคนต่างๆ ในเรื่องของดำเนินการออกเสียงประชามติ คือคิดเพียงแต่ประโยชน์ตัวเองฝ่ายเดียว ถามว่าสังคมไทยมีสปิริตต่างๆ ในเรื่องเหล่านี้แล้วหรือยัง คำตอบ คือ ยัง”

สมชัย ยังทิ้งท้ายฝากไปถึงข้าราชการว่าไม่สามารถโน้มน้าวจูงใจให้คนลงประชามติได้ หากเป็นเอกชน จะ YES หรือ NO ไม่ว่า แต่ถ้าเป็นข้าราชการต้องใช้ตำแหน่งหน้าที่ เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัย แสดงจุดยืนไม่รับหรือรับได้ ไม่มีปัญหา จะโพสต์ในเฟซบุ๊กหรือทำท่ารับไม่รับได้ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม แต่ถ้าเมื่อไหร่อาจารย์มหาวิทยาลัยไปเลกเชอร์ในห้องเรียน หรือไปออกข้อสอบทำให้เกิดการโน้มน้าวจูงใจคนในลักษณะจะต้องเป็นไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งไม่สามารถทำได้ แม้กระทั่งนอกเวลาราชการ เพราะข้าราชการวางตัวไม่เป็นกลาง

“นายอำเภอ ผู้ว่าฯ ไปพูดในงานแต่งงานขอให้รับก็ผิด แต่ถ้าเป็นเอกชนไม่ได้จำกัดแบบนั้น เอกชนถ้าเป็นนักการเมืองจะโพสต์สเตตัสแบบไหน หรือชักชวนคนแบบไหนก็แล้วแต่ ตราบใดไม่กล่าวสิ่งเป็นเท็จ หรือใช้ถ้อยคำหยาบคายโน้มน้าวจูงใจ ถ้าไปพูดในตลาดเป็นเท็จ สื่อไม่นำเสนอก็ไม่เป็นไร หากว่าผ่านสื่อก็เป็นปัญหา หากคุณไปเดินตลาดใส่เสื้อโหวต YES หรือ NO แล้วปรากฏว่ามีการด่าทอเกิดขึ้นหรือรุมทำร้าย โต้เถียง มันจะกลายเป็นเรื่องก่อความวุ่นวาย ดังนั้น การเผยแพร่ข้อความเท็จ หยาบคาย ก้าวร้าวรุนแรง ปลุกระดม ผ่านสื่อทุกชนิดเพื่อโน้มน้าวจูงใจคนให้ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งถือว่าผิด”

ห่วงโหวต “ฟรี” แต่ “ไม่แฟร์”

แม้จะพยายามเดินหน้าเพื่อทำให้ทุกฝ่ายเกิดความเข้าใจต่อตัวเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็ยังได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะ กกต.ต่อการเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายเห็นด้วยและเห็นต่างได้แสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ ซึ่ง สมชัย บอกว่า ดีไซน์แรกที่ กกต.คิดดีกว่านี้เยอะ

สมชัย ระบุว่า การออกแบบแรกที่ กกต.เสนอเข้าไป ออกแบบให้มีการจดองค์กรที่ประสงค์รณรงค์ในสองซีก ทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ให้ทุกจังหวัดเปิดรับองค์กรเหล่านี้ ไปจดและประกาศตัวเองว่าอยู่ซีกไหน โดยให้จดแบบนี้ทั้งประเทศ และ กกต.ยังได้เตรียมงบประมาณสนับสนุนให้แต่ละฝ่ายทั้งประเทศฝ่ายละ 50 ล้านบาท

ทั้งนี้ โดยให้องค์กรไปทำโครงการเสนอมาว่าจะทำกิจกรรมอะไรบ้าง เช่น โปสเตอร์ ใบปลิว แผ่นพับ ทำคลิปวิดีโอเสนอผ่านทางยูทูบ หรือขึ้นคัตเอาต์ประชาสัมพันธ์อะไรก็ว่าไป จะ YES หรือ NO ก็แล้วแต่ ทำได้สองฝ่ายเท่าเทียมกัน แต่ต้องระบุชื่อหน่วยงานว่าทำโดยใคร ประกอบด้วยสมาชิกใคร ยังไงบ้าง เป็นดีไซน์แต่แรกของ กกต.

สมชัย ระบุว่า เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ตัดเนื้อหาดังกล่าวออกไป รวมถึงงบประมาณ 100 ล้านบาท เลยทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ วันนี้จึงดำเนินการในเงื่อนไขเท่าที่ถูกจำกัดภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ และหากถามว่าพอใจหรือไม่ ส่วนตัวตอบได้ว่ายังไม่พอใจ เพราะคิดว่ายังเป็นการทำประชามติซึ่งเสรีแต่ยังไม่เป็นธรรม ฟรีแต่ยังไม่แฟร์

เพราะเป็นภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ความจำเป็นทางการเมืองของประเทศไทย ว่าฟรีแต่ไม่แฟร์ เนื่องจากสังคมไทยยังไม่ใช่สังคมปกติ ถ้าเป็นสังคมปกติเหมือนประเทศที่เป็นประชาธิปไตยทั่วไป ถ้าทำแบบนี้ไม่แฟร์ แต่ภายใต้สังคมซึ่งอยู่ภายใต้รัฐประหารที่ต้องดูแลบ้านเมืองให้เกิดความสงบเรียบร้อย การปล่อยให้แฟร์อาจจะเกิดกระบวนการในการทำให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองเกิดขึ้น และทำให้บ้านเมืองกลับไปสู่ภาวะซึ่งหลายคนไม่ปรารถนา ดังนั้น ต้องยอมรับว่ากฎกติกาดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ไม่ปกติของบ้านเมือง

ส่วนปัญหาเรื่องการฉีกบัตรรายชื่อผู้มีสิทธิลงคะแนนในขณะนี้ สมชัยมองว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่ที่เจตนาไม่ทราบ แต่ในการจัดการเลือกตั้งทุกครั้ง บัญชีรายชื่อที่ไปติดตามหน่วยก็มีหลุด มีหาย มีฉีก เป็นปกติ แต่คราวนี้ทุกฝ่ายถูกกำชับในการต้องไปดูแลใกล้ชิดและต้องรายงานทันที ดังนั้น เมื่อเป็นในลักษณะนี้ทำให้กลายเป็นว่าเกิดขึ้นในหลายจุดทั่วประเทศ ซึ่งความจริงเป็นเรื่องธรรมดา

สมชัยยืนยันไม่พบเรื่องเจตนาจงใจการฉีกบัตร เพราะไม่เหมือนการเลือกตั้งที่มีลักษณะจงใจเยอะ เช่น หัวคะแนน ดึงไปทั้งใบเพื่อไปทำบัญชีรายชื่อในการแจกเงิน ซื้อเสียง ซึ่งพอเป็นประชามติในเจตนาทางการเมืองแทบจะไม่เห็น เพียงแต่หลายฝ่ายเกร็งกันมาก ต้องแจ้งความดำเนินคดีในทุกๆ เรื่อง

ส่วนเรื่องการดำเนินคดีกับเด็กก็เป็นเรื่องที่ต้องทำตามหน้าที่ กกต.รู้แจ้งความดำเนินคดี แต่ในชั้นอัยการก็ไม่ฟ้องอยู่แล้ว ถ้าไม่ทำเลยก็จะผิดฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ตำรวจเองก็เกร็งรายงานอย่างเข้มงวด แต่จริงๆ แล้วถ้าเป็นเรื่องไม่เจตนา หรือเป็นการกระทำโดยเด็กต่างๆ พอไปถึงขั้นตอนก็หลุดหมด

สมชัยยังได้อธิบายเหตุผลการแจกข้อมูลล่าช้า เนื่องจาก กกต.ได้ทำสัญญากับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย ว่าจะต้องส่งเอกสารสองชิ้น คือ หนังสือแจ้งเจ้าบ้านกับ (บุ๊กเล็ต) หรือจุลสาร โดยให้ถึงมือเจ้าบ้านระหว่างวันที่ 18-22 ก.ค. อันนี้เป็นไปตามสัญญา ซึ่งวิธีการพิมพ์บุ๊กเล็ตจะนำไปวางที่ไปรษณีย์เป็นห่อๆ ทางเขต อำเภอ จะพรินต์หนังสือแจ้งเจ้าบ้าน แล้วยกเป็นตั้งไปที่ไปรษณีย์ แล้วไปรษณีย์ก็นำสองอย่างมาประกบกันแล้วส่งเจ้าบ้าน

ทั้งนี้ แต่วิธีการไม่ได้กำหนดในรายละเอียดว่าจะต้องแม็กหรือกิ๊บรวมกัน เพียงแต่บอกให้ส่งพร้อมกัน ดังนั้น แนวปฏิบัติของแต่ละไปรษณีย์จึงแตกต่างกันไป นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น บางไปรษณีย์ยอมทำงานเยอะในขั้นต้น เพื่อให้เกิดงานง่ายขั้นท้าย แต่บางไปรษณีย์ไม่ทำแบบนี้ คือ สบายขั้นต้น เลยกลายเป็นว่าตอนนี้มีสิ่งแตกต่าง คือบางบ้านได้หนังสือแจ้งเจ้าบ้าน แต่ไม่ได้บุ๊กเล็ต แต่บางบ้านได้สองอย่างพร้อมกัน ซึ่งตรงนี้เป็นอะไรที่ขาดการพูดคุยกันโดยละเอียดระหว่าง กกต.กับไปรษณีย์ เพราะข้อสัญญาเขียนไว้ว่าให้ส่งสองอย่างพร้อมกัน ไม่ได้บอกให้แม็ก แต่อย่างไรก็ตาม หนังสือแจ้งเจ้าบ้านส่งครบแน่นอน

ปฏิรูปลงคะแนนสู่ยุคดิจิทัล

ถือว่าครั้งแรกของ กกต.กับการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ร่วมกับการทำออกเสียงประชามติ โดยเฉพาะแอพพลิเคชั่นรายงานผล ซึ่งสมชัย กล่าวอย่างมั่นใจว่า เป็นครั้งแรกในประเทศและยังเป็นประเทศแรกๆ ของโลกด้วย โดยจะใช้เป็นต้นแบบในอนาคตสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปอีกด้วย

สมชัย บอกว่า ความจริงยังมีอีกหลายอย่างยังไม่ได้โชว์ เพราะที่รู้กันแล้วมี 4 แอพพลิเคชั่น คือ ดาวเหนือ ตาสับปะรด ฉลาดรู้ประชามติ และ rapad report ซึ่งใช้รายงานผล ซึ่งมาจากที่ส่วนตัวมองว่าสามารถใช้เครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ที่ประชาชนมีอยู่แล้ว เช่น สมาร์ทโฟนในการสื่อสารกับ กกต.

นอกจากนี้ มองว่าถ้าเป็นฝ่ายอยากรู้ อยากได้อะไร แล้วให้ไอเดียต่างๆ เหล่านี้ไป ซึ่งเตรียมการเป็นปี มองตั้งแต่ปฏิวัติ ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ พัฒนาไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น แอพพลิเคชั่น “ดาวเหนือ” บอกหน่วยออกเสียงเลือกตั้งอยู่ที่ไหน

แอพพลิเคชั่น “ตาสับปะรด” เป็นเครื่องมือสอดส่องดูแลการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์และเที่ยงธรรม เป็นหูตาให้กับ กกต. แอพพลิเคชั่น “ฉลาดรู้ประชามติ” จะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “ฉลาดเลือกผู้แทน” เพราะฉะนั้นข้อมูลที่อยู่ในแอพฉลาดเลือกผู้แทนก็คือว่า อยู่เขตไหน ใครเป็นผู้สมัคร ผู้สมัครมีประวัติยังไง

นอกจากนี้ อาจจะมีให้ข้อมูลกฎหมายเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ส่วนแอพพลิเคชั่น rapad report จะใช้เพื่อการรายงานผลการเลือกตั้งจริงๆ ซึ่งประเทศไทยใช้เป็นประเทศที่เท่าไหร่ของโลก ต้องบอกว่าแรกๆ แต่ก็มีประเทศอื่นใช้ เช่น สเปน แต่ของไทยได้ลดต้นทุนทั้งหมดรวมค่าแรงคนไม่เกิน 4 ล้านบาท

“แต่ของสเปนใช้เงิน 360 ล้านบาท แต่ก็ต้องยอมรับว่าของเรายังดีสู้เขาไม่ได้ ของเขา 3 ชั่วโมงจบจริงๆ รายงานผลได้ 99% และมีระบบสำรองหากเกิดขัดข้องขึ้นมาจะทำอย่างไร หรือหากเกิดเหตุผิดพลาดฉุกเฉิน เพราะฉะนั้น มันคนละสเกลงาน แต่ถ้าถามว่าเชิงผลที่เกิดขึ้นของเราก็ประมาณ 60-70% ไม่เท่าของเขา แต่ก็เป็นการเริ่มต้นในการดำเนินการเพื่อพัฒนาต่อไปในการเลือกตั้ง ถ้าเราทำได้ก็สร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนได้ว่า ประชาชนจะรู้ผลอย่างรวดเร็ว”

สมชัย ยอมรับว่า แต่เลือกตั้งครั้งหน้าคงไม่ถึงขั้นไม่ต้องกาบัตร แม้จะมีเทคโนโลยีหลายตัวเข้ามาช่วยจัดการเลือกตั้ง แต่เรื่องการจดทะเบียนทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งช่วยให้คนนอกสิทธิเขตจังหวัดสามารถแจ้งความจำนงได้โดยไม่ต้องไปที่เขตและอำเภอ และมีความนิยมพอสมควรโดยเฉพาะคราวนี้มีถึง 1.5 แสนคน

“ตัวนี้เวลาเลือกตั้งจริงให้จดทะเบียนสำหรับคนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ต้องการเลือกตั้ง เป็นการต่อยอดการเลือกตั้งทั้งล่วงหน้า นอกเขต นอกราชอาณาจักร เป็นโปรแกรมที่ต้องพัฒนาต่อไปสู่แอพพลิเคชั่นบนมือถือ แต่ครั้งนี้ยังต้องเข้าทางเว็บไซต์ นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ Electing Risk Management (erm) ระบบจัดการความเสี่ยงเลือกตั้ง”

อย่างไรก็ดี ตอนนี้ erm ยังอยู่ในขั้นทดลองใช้ เพราะฉะนั้น ปัจจัยใช้ในการรายงานยังคงจำกัดอยู่แค่ 3 ตัว แต่การเลือกตั้งจริงอาจพัฒนาไปจนถึงขั้นเต็มสเกล อีกสองเรื่องที่ตั้งใจไว้ คือ ใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับการออกเสียงประชาชนในหน่วยที่มีความพร้อม ซึ่งตั้งธงว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะมีหน่วยที่มีความพร้อมในการใช้เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ประมาณ 200 หน่วย จาก 9.5 หมื่นหน่วย

ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของประเทศไทยในการใช้เครื่องอิเล็กทรอนิกส์เป็นครั้งแรก ซึ่งเตรียมการไว้ในการรองรับว่าจะเอาอุปกรณ์ที่ไหน จะมีการเตรียมระบบงานคนอย่างไร ถ้าเป็นไปตามแผน การเลือกตั้ง ปี 2560 ที่เกิดขึ้น จะมีหน่วยที่สามารถใช้เครื่องดังกล่าวเป็นทางเลือก ไม่บังคับ จะกาบัตรหรือไปกดปุ่มก็ได้ ซึ่งอยู่ในแผนการ และที่อยู่ในแผนการอีกเรื่อง ให้คนไทยในต่างประเทศได้ใช้อินเทอร์เน็ตโหวดดิ้ง คือ โหวตผ่านทางอินเทอร์เน็ต

สมชัย บอกว่า จะทำใน 2-3 ประเทศ ที่มีคนไทยในประเทศนั้นไม่มาก และสาเหตุเลือกประเทศที่มีคนไทยไม่มาก เพราะคะแนนที่เข้ามาจะได้ไม่มีผลกระทบ ถ้าทำประเทศใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงพรรคนี้เป็นรัฐบาลเกิดขึ้น ก็จะวุ่นวาย ดังนั้น จะเป็นการนำร่องในประเทศที่มีความพร้อมและกกต.เลือก

ทั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง กกต. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ ในการทำเรื่องนี้ คิดว่าน่าจะทำเสร็จ และพยายามคิดว่าอะไรก็ตามที่ทำให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ และเกิดความสะดวกแก่ประชาชน ซึ่งตั้งใจทำออกมา ถ้าถามว่าทำยากหรือไม่บอกเลยว่ายากมากๆ

“ที่บอกว่ายากมากๆ ไม่ใช่เรื่องของเงินหรือเทคโนโลยี แต่เป็นในเรื่องของคน โดยเฉพาะการฝึกทัศนคติ ในการยอมรับเทคโนโลยี ซึ่งต้องยอมรับว่าคนของ กกต.ไม่คุ้นเคยไม่คุ้นชินกับเทคโนโลยี ดังนั้น ไปผลักดันให้ใช้เทคโนโลยีจะเกิดการไม่เห็นด้วย ดังนั้น ความยากที่เกิดขึ้น เกิดจากที่เราทุบโต๊ะในหลายครั้งต้องทำให้ได้ ถ้าไม่ทุบโต๊ะทำงานไปเรื่อยๆ รอพนักงานเป็นฝ่ายพร้อมและเสนอจะไม่เกิดอะไรเปลี่ยนแปลง”

สมชัย บอกด้วยว่า ระหว่างที่อยู่ในหน้าที่ 5 ปีนี้ จะพยายามให้คน กกต.คุ้นเคยและใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ เป็น และให้ประชาชนเกิดการยอมรับเทคโนโลยี สามารถเข้ามาใช้จัดการเลือกตั้งอย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นประโยคใหญ่สำคัญมาก เพราะคนไม่เชื่อเทคโนโลยี ไม่เชื่อว่าเช้ากดไปแล้วและตอนเย็นจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่

“เราอยากให้ประชาชนเกิดการยอมรับและเชื่อว่าวิธีการดังกล่าวน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพสูงกว่าอยู่แล้ว ความสะดวกสูงกว่า บัตรเสีย 0% แต่ความน่าเชื่อถือมันสร้างยาก ฉะนั้น ต้องค่อยสร้างความเชื่อถือกับประชาชน โดยทดลองเพื่อให้เกิดความสำเร็จในสเกลเล็กก่อนๆ เพื่อให้เกิดความสำเร็จและค่อยขยายออกไป ทุกเรื่องทำไปเพื่อให้งานมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากขึ้น ประหยัดเงิน ความเสียหายต่างๆ ต้องน้อยลงกว่าเดิม”

สมชัย มั่นใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์อะไรมาขวางการทำประชามติ หากเป็นปัญหาบางพื้นที่ เช่น บางหน่วยเกิดภัยธรรมชาติ ไม่สามารถจัดการออกเสียงได้ กกต.สามารถประกาศเลื่อนการออกเสียงเฉพาะในหน่วยนั้นออกไปได้ เพราะเป็นอำนาจของ กกต. ถ้าหากเกิดการขัดขวางหรือเกิดเหตุจลาจลวุ่นวายในบางพื้นที่หรือจังหวัด ก็สามารถเลื่อนออกไปได้ในพื้นที่ดังกล่าว และการเลื่อนก็ขึ้นอยู่กับว่าจำนวนของหน่วยที่เกี่ยวข้องมีมากหรือน้อย

ทั้งนี้ หากว่ามากก็อาจจะมีผลกระทบต่อผลรวมคะแนนประชามติ แต่ถ้าน้อยก็ไม่เกิดผลการเปลี่ยนแปลงอะไร ดังนั้น ส่วนที่จัดนับคะแนนไป เมื่อนับคะแนนแล้ว ประมาณ 3-4 ชั่วโมง หลังจากปิดหีบก็สามารถเสนอผลได้อย่างไม่เป็นทางการให้แก่ประชาชนทราบเป็นการเบื้องต้นได้ ซึ่งผลรายงานดังกล่าวจะอยู่ที่ 95% ของหน่วยคะแนนออกเสียงทั้งหมด ไม่ได้รายงาน 100%

ถ้ากรณีผลรายงานไม่เป็นทางการ แพ้ชนะกันขาด เช่น ชนะเกินกว่า 1 ล้านคะแนนขึ้นไป ผลทางการไม่เปลี่ยน แม้จะมีบางหน่วยที่เลือกไม่เสร็จก็ไม่มีผลกระทบ แต่ถ้าชนะกันในหลักแสนไม่ถึงล้านคะแนน จะต้องรอผลเป็นทางการภายใน 3 วัน หลังจากปิดหีบ ซึ่งผลทางการ กกต.จะเป็นผู้รับรองความถูกต้อง ดังนั้น คนจะรอดูผลอย่างเป็นทางการเมื่อตัวเลขสูสี พลิกกลับไปมาได้ เพราะยังเหลืออีก 5%

สมชัย ยกตัวอย่างเช่น การเลือกตั้งในสิงคโปร์ เวลารายงานไม่เป็นทางการตอน 23.00 น. แต่พอบอกพรรครัฐบาลชนะขาดแล้ว สส.รัฐบาลได้ไป 90% พรรคนี้ได้เป็นรัฐบาลแน่นอน ประชาชนก็ไม่สนใจคะแนนเป็นทางการ เพราะถือว่าจบแล้ว

สมชัย บอกว่าการรายงานผลนับคะแนนลงประชามติน่าจะไม่เกิน 21.00 น. ซึ่งตั้งใจอยากให้จบเวลา 19.00 น. เพราะเดิมคิดว่ารายงานผลเสร็จภายใน 3 ชั่วโมง แต่เท่าที่ตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่แล้ว การนับคะแนนมีสองประเภท โอกาสถูกทักท้วงจากการวินิจฉัยบัตรดีและบัตรเสียต่างๆ จะเกิดขึ้น

“เราคาดว่าหนึ่งหน่วยอาจใช้เวลานับประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วทยอยรายงานเข้ามา หากโชคดี 19.00 น. สามารถรายงานได้ แต่ถ้าช้าไม่น่าจะเกิน 20.00-23.00 น. น่าจะปิดจ๊อบได้”

 

Leave a comment