ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
14 สิงหาคม 2559 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/448482

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญหลังจากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา เท่ากับว่าทิศทางการเมืองนับจากนี้จะเข้าสู่ขั้นตอนของการเปลี่ยนผ่านประเทศอย่างเต็มตัวก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งในปลายปี 2560 หรือต้นปี 2561 ตามที่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กำหนดเอาไว้
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสียงของประชาชนที่แสดงออกผ่านการทำประชามติทั้งสองเรื่องนั้นแฝงไว้ด้วยนัยทางการเมือง ซึ่งในมุมมองของ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” อธิการวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้วิเคราะห์ผ่านโพสต์ทูเดย์ ว่า กำลังเป็นสัญญาณจากประชาชนที่ต้องการให้สามฝ่าย ประกอบด้วย คสช. พรรคการเมือง และภาคประชาชน ปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับความคิดของประชาชนที่แสดงออกผ่านการออกเสียงประชามติ
“พอผลการลงประชามติออกมา ผมคิดว่าเราก็ควรจะเรียนรู้จากสิ่งที่ประชาชนคิดจริงๆ เพราะก่อนหน้านี้เราก็คิดจากอุดมการณ์ คิดจากประสบการณ์ คิดจากความมุ่งมั่นอะไรของเรา แต่ทีนี้ประชาชนให้ความเห็นอย่างนี้ออกมา ผมว่าน่าจะต้องเคารพประชาชน และต้องมาคิดให้เป็นบทเรียนในการสอนเรา
“อย่างภาคประชาชนก็บ่น เพลีย ท้อ ผมคิดในใจว่าภาคประชาชนที่คิดไม่เหมือนประชาชนเอาเสียเลยก็ต้องปรับวิธีเหมือนกัน ไม่งั้นจะมาเรียกตัวเองว่าภาคประชาชนต่อไปมันก็แปลก และก็พรรคการเมืองบางพรรคอย่างน้อยก็สองพรรคใหญ่ ก็ต้องคิดว่าตนนำประชาชนไม่ได้
“ประชาชนที่ลงประชามติไม่ได้ลงตามผู้นำพรรค ผู้ใหญ่พรรค อย่างภาคใต้ ประมาณ 80% ลงรับ ในขณะที่ผู้ใหญ่ของพรรครวมทั้งผู้ใหญ่รุ่นอาวุโสมากๆ บอกว่าไม่รับ มันก็เป็นอะไรที่เราควรจะต้องเรียนรู้ หรือทางอีสาน คนอีสานก็ไม่ได้โหวตตามพรรค แม้เสียงออกมาจะไม่รับมากกว่ารับนิดหน่อย แต่หลายจังหวัดก็รับ เช่น อุบลราชธานี นครราชสีมา อำนาจเจริญ ดังนั้นทั้งสองพรรคต้องกลับไปทบทวนว่าประชาชนจริงๆ เขาคิดอย่างไร
“สำหรับนักประชาธิปไตยก็ต้องคิดนะว่าประชาชนดูเหมือนจะยอมรับการทำงานของ คสช.ในรอบสองปี เราอาจจะตีความได้เหมือนกัน น่าจะลองตีความแบบนี้ดูบ้างว่าประชาชนยอมรับระบอบที่มาแทนที่ประชาธิปไตยอย่างน้อยก็ชั่วคราว เพราะว่ามันนำมาซึ่งความสงบสุขและได้สร้างผลงาน
“เราอาจจะดูเหมือนว่าไม่เท่าไหร่ แต่ว่าสำหรับประชาชนทั่วไปอาจจะคิดว่าเขาก็มีผลงาน เศรษฐกิจก็อาจจะดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในยามที่ภาวะเศรษฐกิจโลกมันเป็นอย่างนี้ และเรื่องการเอาที่ดิน ส.ป.ก.คืนมา การเอาชายหาดคืนมาจากพวกผู้มีอิทธิพล ผมก็คิดว่าคนเชียร์นะ แล้วก็การพักงานนักการเมืองท้องถิ่น ผมว่าคนก็เอานะ
“ผมว่าคนเห็นนะว่าเขากล้าทำ เขากล้าที่จะทำให้คนไม่พอใจ อันนี้ก็อาจต้องตีความเหมือนกันว่าผลนี้มันออกมาเท่ากับว่าคนยอมรับสองปีของ คสช.และยอมรับสิ่งที่ คสช.พยายามไปข้างหน้าด้วยโดยผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รวมทั้งผ่านคำถามพ่วงว่าเขาอาจจะอยากเห็นเมืองไทยหลังจากการเลือกตั้งแล้วอีก 5 ปียังไม่แตกออกเป็นฝักฝ่ายสองฝ่ายรบกันอีก ผมก็คิดว่าเราควรเรียนรู้จากผลเหล่านี้”
อาจารย์เอนก ย้ำว่า “ฝ่ายที่แพ้ก็ไม่ควรเสียใจนะ ควรเป็นโอกาสได้เรียนรู้ แต่ใครเรียนรู้และเอาไปปรับได้มากที่สุดถือว่าดี พิจารณาจนถึงขั้นที่ว่าจะปรับอย่างไรให้ทั้งภาคประชาชนปรับตัวให้ได้มากๆ พรรคเพื่อไทยก็ต้องปรับตัวเองให้ได้มากๆ พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องปรับตัวเองให้ได้มากๆ อย่างนี้จะมีแต่เป็นคุณ ไม่ต้องไปเสียใจหรอก
“ฝ่ายที่ชนะก็อย่าไปลำพอง ผมคิดว่าคนไทยยังเอาประชาธิปไตย คนไทยยังต้องการประชาธิปไตย แต่เขาก็ต้องการประชาธิปไตยที่มันสงบด้วย ประชาธิปไตยที่มันซื่อสัตย์สุจริต ประชาธิปไตยที่มันมีเหตุมีผลด้วย เพราะเราอยู่กับความไม่มีเหตุไม่มีผลมาร่วม 10 ปี
“ผมว่าเราควรตีความว่าตอนนี้ประชาชนต้องการให้เราใช้เหตุผล อย่าไปคิดแต่เรื่องแพ้ชนะอย่างเดียว ผมคิดว่าใครที่คิดได้มากที่สุดเท่าไหร่ คนนั้นจะได้ประโยชน์ และจากนี้ไปฝ่ายที่จะค้านรัฐบาลหรือ คสช.ก็ต้องคิดเหมือนกันว่าประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับพวกนี้ดังนั้นคุณต้องปรับตัวเอง”
จากนั้น อาจารย์เอนกวิเคราะห์ให้เห็นถึงเหตุผลที่ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านประชามติไว้อย่างน่าสนใจ
“คนอาจจะพอใจกับความสงบ สองปีมานี้มันสงบ คนทำมาหากินได้ และความพลุกพล่าน ชุลมุน วุ่นวายลดลงไปเยอะ ที่ต้องเข้าใจว่าที่เราทำม็อบในสมัยก่อน ธุรกิจสำคัญของประเทศ คือ เกษตรกับอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัด แต่เวลาคุณทำม็อบ มันอยู่ในกรุงเทพฯ เวลาคุณทำม็อบตอนนี้ สังคมไทยต้องพึ่งภาคธุรกิจท่องเที่ยวมากที่สุดแล้ว
“เพราะฉะนั้น ความไม่สงบ ความปั่นป่วนทางการเมือง มันเป็นศัตรูกับการท่องเที่ยวมากที่สุดถูกหรือเปล่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในด้านการท่องเที่ยวสูงมาก คุณแค่หยุดสองปีเท่านั้น เห็นหรือไม่ว่าเรตติ้ง
ขึ้นเลย กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่คนมามากที่สุดในโลก และอาหารไทยก็ติดอันดับโลก เมืองที่คนทั้งโลกอยากจะมานอกจากกรุงเทพฯ แล้ว ก็มีพัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่”
เป็นไปได้หรือที่ผลประชามติออกมาแบบนี้ เพราะพรรคการเมืองไม่ได้มีโอกาสไปอธิบายกับสมาชิกพรรค เพราะถูกควบคุมอยู่? อาจารย์เอนก ตอบว่า “มันก็เป็นไปได้ มันก็คงมีผล แต่ผลที่ออกมามันก็ไม่ได้ชนะหวุดหวิดใช่หรือไม่ มันชนะเยอะเหลือเกิน และทางฝ่ายทหารก็ไม่ใช่ว่าไปอธิบายอะไรได้มากมายนะ สิ่งที่ผมพิศวง คือ คนที่ไปรับก็ไม่ได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญ อ่านไม่จบ คนที่ไปไม่รับก็ไม่ได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญ อ่านไม่จบ ร่างรัฐธรรมนูญจะเริ่มมีคนอ่านจริงจังนับตั้งแต่วันที่ผ่านประชามติ จะมีคนไปอ่านแล้วคราวนี้
“ผมคิดว่าทหารก็คาดไม่ถึงกับผลที่ออกมาเหมือนกัน คนไทยเราคิดอย่างไร ฝ่ายนักประชาธิปไตยต้องคิดว่าถ้าจะสถาปนาประชาธิปไตยในประเทศไทย ต้องทำงานหนักกว่านี้ ต้องทำงานดีกว่านี้ ต้องทำงานเที่ยงธรรมกว่านี้ และฝ่ายประชาธิปไตยต้องมาช่วยกันคิดว่าจะเอาบ้านเมืองให้อยู่รอดอย่างไร ไม่ใช่มาคิดแข่งกันอยู่นั่นแหละ ต้องคิดในแง่ที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยมีวิสัยทัศน์อย่างไร เรื่องจะพาประเทศไทยให้ไปสู่ความรุ่งเรือง ไพบูลย์ และสันติสุข และพรรคต้องพร้อมที่จะเปลี่ยน
“อย่างที่ผมเคยพูดกับบางที่ไปแล้วว่าอย่ามัวแต่คุยในหมู่พวกเดียวกันมากไป ถ้าคุยกับหมู่พวกเดียวกันมากไป ก็จะอธิบายทิศทางการลงประชามติครั้งนี้ในแบบที่ไม่ต้องปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไร ก็อยู่กันต่อไป มันมีวิธีคิดได้ทั้งนั้น ยิ่งคุยกับพวกกันเองเนี่ย อ้าวมันโกง มันบังคับ มันไม่เปิดให้คนอื่นได้พูด เพราะฉะนั้นไอ้ที่คิดแบบเดิมของเราถูกเสมอ มันก็คิดต่อไปได้”

ภายหลังวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านประชามติแล้ว อาจารย์เอนก ยังมีมุมมองต่อ คสช.เกี่ยวกับการทำงานในอนาคต โดยสิ่งที่จะทำให้ทหารได้รับการยอมรับมากขึ้น คือ การปฏิรูปประเทศให้เกิดเป็นรูปธรรม
“อย่างที่ผมย้ำ คสช.ต้องไม่ลำพอง ไม่เย่อหยิ่ง และต้องคิดว่าที่ได้คะแนนเสียงมาเพราะทำงานหลายอย่างดี ก็ต้องพยายามทำให้ดีต่อไป 5 ปี มันสงบตามรัฐธรรมนูญ แต่โดยพฤติกรรมมันอยู่ที่ว่าคุณทำดีหรือเปล่า ถ้าคุณทำไม่ดี ไม่มีหลักประกันว่าจะอยู่ได้ 5 ปี อาจออกมาอีกก็ได้ ถูกหรือเปล่า
“ตรงนี้มันก็เป็นความน่าพิศวงของสังคมไทย ไม่เคยเบื่อหน่ายที่จะออกมาเดินตามท้องถนน โอกาสที่จะออกมามันก็ไม่ง่าย แต่มันก็มี พูดถึงตอน 14 ตุลา มันยิ่งเป็นไปได้น้อยกว่านี้เยอะที่คนจะมาเดินท้องถนน ยังมากันเลย ตอนนี้มันก็ยังมาได้อีก ถ้าคุณคิดแต่เรื่องของทหารด้วยกัน ตอบแทน ตบรางวัลกัน ให้บำเหน็จกันด้วยการเอามาเป็นรัฐมนตรี มาเป็น สว.มากๆ เหมือนกับยุคจอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม ก็อย่าประมาท มันอาจจะเกิดอะไรที่คนไม่พอใจขึ้นมาได้
“สิ่งที่ทหารควรทำช่วงนี้ คือ พยายามปฏิรูปอะไรมากขึ้น ก็จะทำให้การยอมรับที่มีต่อ 5 ปีหลังเลือกตั้ง คนก็จะมีความมั่นใจมากขึ้นว่ามันจะเป็นความสามัคคีเพื่อทำให้ประเทศเกิดการปฏิรูป ถ้าแก้ไขปัญหาเรื่องสันติไปแล้ว แต่ถ้าไม่นำไปสู่ความถูกต้อง อีกสักพักคนก็ไม่พอใจ
“ช่วงเวลาที่เหลือควรทำให้คนมั่นใจว่าที่หย่อนบัตรไปให้และมอบฉันทานุมัติไปให้ว่าคุณจะสามารถจัดการกับบ้านเมืองได้ไปอีก 5 ปี คุณมีแนวโน้มว่าจะพาบ้านเมืองไปในทางที่ดีขึ้น เราก็จะรู้สึกว่าที่ให้ฉันทามติไป มันถูกต้องแล้ว คุณก็ควรตอบแทนบุญคุณของประชาชน ผมเรียกว่านี่เป็นของขวัญชิ้นใหญ่ที่ประชาชนให้ ให้คุณมีสิทธิไปจัดการกับบ้านเมืองอีก 5 ปี และรับรองด้วยว่าที่คุณทำมา 2 ปี คนเห็นด้วย
“ปกติคณะรัฐประหารจะได้รับการลบล้างความผิดด้วยกฎหมาย พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่เที่ยวนี้ไม่ใช่ได้แค่นั้น ยังได้จากประชามติเที่ยวนี้ด้วย ซึ่งสามารถตีความได้ว่าประชาชนให้ความเห็นชอบและยังให้ฉันทานุมัติต่ออีก 5 ปีด้วย เพราะฉะนั้น คุณควรนึกถึงบุญคุณของประชาชน ตอบแทนด้วยการทำเรื่องปฏิรูปให้ดี อะไรที่ควรจะต้องปฏิรูปต้องกล้าๆ ปฏิรูป” อาจารย์เอนก ระบุ
ทหารอยู่ต่อได้…แต่ไม่ใช่ตลอดกาล
นอกเหนือไปจากการวิเคราะห์ผลประชามติแล้ว อาจารย์เอนก แสดงทัศนะถึงทิศทางของการเมืองในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล รวมไปถึงโอกาสในการเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งของ พล.อ.
ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ปี 2550 พรรคเพื่อไทยประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ต่อมามีการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งขาด ถ้าดูสถานการณ์ทางการเมืองเวลานี้จะมีโอกาสกลับไปเป็นแบบนั้นได้หรือไม่? อาจารย์เอนก มองว่า “ก็มีนะ ทุกอย่างเราไปบอกร้อยคงไม่ได้หรอก แต่ว่ามันไม่เหมือนตอนปี 2550 เพราะว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ออกมาก็เลือกตั้ง ใครชนะก็ได้เป็นรัฐบาล แต่ตอนนี้มีคำถามพ่วง มันทำให้โอกาสที่จะกลับไปเป็นเหมือนเดิมมันไม่ได้อย่างน้อยก็ 5 ปีใช่หรือเปล่า
“เพราะฉะนั้น อย่างที่ผมเคยพูดไปในบางที่ไปแล้วว่าคุณประยุทธ์เป็นผู้นำที่เราไม่เคยมีคนแบบนี้มานานมากแล้ว คือ เป็นผู้นำที่พร้อมจะขัดใจคน และไม่ยอมที่จะให้ประเทศไทยอยู่ในวังวนอีกแล้ว ทั้งเข็น ทั้งดึง ทั้งผลัก ไปในทางที่เห็นว่าใช่ ผิดหรือถูก ใช่หรือไม่ใช่ ประวัติศาสตร์เท่านั้นที่จะบอกได้ อนาคตเท่านั้นที่จะบอกได้ แต่ว่าอย่างน้อยที่สุดก็คือคุณจะอยู่ในแบบเดิมไม่ได้ ผมว่าผู้นำบางทีก็ต้องมีลักษณะแบบนี้”
พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นนายกฯ ต่อก็ได้ใช่หรือไม่? อาจารย์เอนก ตอบว่า “ถ้าตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ คำถามก็ได้ทั้งนั้น แต่อย่ารีบไปบอกว่าจะเป็นต่อ เพราะคนไทยขี้หมั่นไส้ อย่าไปพูด”
การมีคำถามพ่วงเข้ามาจะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลและการเปลี่ยนผ่านอะไรหรือไม่? อาจารย์เอนก ระบุว่า “มันก็มีผลอยู่แล้ว เพราะต้องให้ทั้ง สส.และ สว.มาให้ความเห็นชอบเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีใช่ไหม โอกาสที่พรรคที่มีเสียงข้างมากจะไม่ได้เป็นรัฐบาลมันก็มีอยู่ โอกาสที่ทั้งสองพรรคจะร่วมตั้งรัฐบาลกับทหารมันก็มีอยู่ อย่าไปคิดว่าไม่ได้ ถ้าคุณคิดถึงเสียงของประชาชนที่ลงมติทั้งรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งเห็นด้วยกับคำถามพ่วงหรือเปล่า
“คุณก็ต้องคิดเหมือนกันว่าประชาชนต้องการอะไร อาจจะตีความได้ความว่าประชาชนต้องการให้มาร่วมกัน ร่วมกับฝ่ายที่ไม่ใช่การเมืองก็ได้ มันตีความได้มากขึ้นเยอะนะ โดยเฉพาะคำถามพ่วงทำให้เกิดความแตกต่างไปเยอะ คำถามพ่วงมีคนรับเกือบ 60% เหมือนกันคิดดูสิ
“เราจะใช้อารมณ์แบบ 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 ก็คงไม่ได้ เพราะประชาชนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นะ เราคุ้นเคยกับประชาชนแบบหนึ่ง แต่เวลามันก็ผ่านมาเยอะแล้ว ที่แล้วมาเราได้แต่เดากัน แต่เที่ยวนี้มันใช้การโหวตและประชาชนออกมาให้ความเห็นแบบนี้ ดังนั้นถ้าคิดแบบถ่อมตัวนะ เราต้องพยายามเรียนรู้จากผลการโหวตครั้งนี้ให้มากที่สุด แต่ถ้ายังคิดว่าประชาชนถูกหลอกอยู่ มันก็คิดได้นะ แต่คิดอย่างนี้มันไม่ทำให้ก้าวหน้า”
คำว่าสืบทอดอำนาจกำลังมีความหมายที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตหรือไม่ จากเดิมที่มองว่าสืบทอดผ่านตำแหน่งนายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง? อาจารย์เอนก ตอบในเชิงหลักการว่า “ผมคิดว่าบทบาทอำนาจของทหารไทย มันเป็นอำนาจในยามพิเศษ ไม่ใช่อำนาจตลอดกาล ถ้าคุณพยายามที่จะเป็นอำนาจปกติ มันก็อยู่ไม่ได้ จอมพลถนอมเป็นมา 10 ปี ก็อยู่ไม่ได้
“ส่วน พล.อ.เปรม ก็ไม่ได้ทำแบบทหารเท่าไหร่นะ พูดแบบให้ความเป็นธรรมนะ ก็เอาพรรคการเมืองเข้ามาทำงานด้วย และใช้นักวิชาการเยอะ รัฐบาลของ พล.อ.เปรม มีทหารหนึ่งในสี่ ถ้าคุณประยุทธ์หรือคนคล้ายคุณประยุทธ์จะมาเป็นผู้นำต่อไป ก็ต้องคิดถึงความสนับสนุนของประชาชนให้มาก”

“แพ้-ชนะ”ไม่เด็ดขาด ปรองดอง เกิดลำบาก
“การสร้างความปรองดอง” เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” อดีตประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ให้แง่คิดที่น่าฟังและชวนให้คิดตามเป็นอย่างยิ่ง
อาจารย์เอนก เริ่มต้นว่า “ความปรองดองเป็นสิ่งสำคัญเสมอ ให้ผมพูดที่ไหน เมื่อไร ผมก็ต้องพูดอย่างนี้ เพราะผมศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย 83-84 ปี มันเต็มไปด้วยเรื่องความขัดแย้งและการปรองดอง มาถึงเวลานี้ มันก็ปรองดองได้นะ เพราะทั้งสองฝ่ายรับรู้แล้วว่าไม่มีใครรอดไปได้”
“ถ้าดำเนินคดีไปเรื่อยๆ ไม่ติดคุก ก็ล้มละลาย ไม่มีใครรอด เราไม่พูด 100% อาจจะมีบ้าง แต่ไม่มากนัก ดังนั้นจะต้องปรองดองกัน แต่อาจจะต้องมาพร้อมกับการปรับตัวของทุกๆ ฝ่ายให้มาก เพื่อจะเป็นเงื่อนไขที่จะให้นิรโทษกรรม ต้องไม่ใช่ให้ฟรี ต้องมีอะไรแลก ซึ่งอันนี้เราก็ไม่รู้นะ เป็นเรื่องที่ต้องว่ากันต่อไป”
“คุณดูสิ คุณจะเห็นคนติดคุกมากขึ้นเรื่อยๆ นะ คดีอะไรต่ออะไรซึ่งเราไม่เคยคิดว่าต้องติดคุกก็เริ่มเห็น นักการเมืองก็โดนหนักเข้าไปเรื่อยๆ นะ”
ทั้งนี้ ในความคิดเห็นส่วนตัวของอาจารย์เอนก ยังไม่สามารถระบุว่าการปรองดองจะสามารถเริ่มได้เมื่อไร เพราะเข้าใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะรับไปดำเนินการเอง แต่ประเด็นหนึ่งที่อาจารย์เอนกวิเคราะห์ได้น่าสนใจ คือ ปัญหาที่ทำให้การปรองดองยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้
“แต่ละฝ่ายต่างมีความรู้สึกอะไรกันอยู่ ฝ่ายหนึ่งมีความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม อีกฝ่ายก็มีความเห็นว่าคุณทำผิดมาก
เกินกว่าจะได้รับนิรโทษกรรมแล้ว คุณต้องถูกลงโทษ และอีกอย่างที่เรานิรโทษกรรมกันมาได้ตลอด เพราะมันมีผู้ชนะ ก็นิรโทษกรรมให้กับผู้แพ้ แต่ตอนนี้มันยังไม่มีผู้แพ้ผู้ชนะ ถ้านิรโทษกรรมแบบนี้ได้มันจะเป็นแบบแรกๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย คือ ไม่มีผู้แพ้ ไม่มีผู้ชนะ ก็มีการปรองดองโดยการให้อภัยหรือนิรโทษกรรมได้ แต่มันไม่ง่าย”
การที่สองฝ่ายยังสาดโคลนใส่กันเป็นอุปสรรคที่ทำให้การปรองดองยังไม่เกิดขึ้นหรือไม่? อาจารย์เอนก ระบุว่า “ก็ต้องปรับ ไม่รู้ว่าจะปรับได้หรือเปล่า อย่างมาเลเซียขัดแย้งเรื่องชาติพันธุ์จนเกิดจลาจลก่อนหน้านี้ จากนั้นก็มีกฎหมายห้ามเอาเรื่องเชื้อชาติมาพูดในที่สาธารณะเลย ถ้าใครพูดก็ถูกจับ มันก็ทำให้ความดุเดือดลดลง ทีนี้ของเราก็อาจต้องทำคล้ายๆ กับที่อยู่ในยุค คสช. แต่เป็นการทำตามกฎหมาย ไม่ให้คุณพูดอะไรบางอย่างที่เป็นการสาดโคลนกัน เพื่อให้การสาดโคลนเบาลงหน่อย เช่น การตัดสินคดีให้เร็วขึ้นหรือไม่รอลงอาญา เป็นต้น ก็อาจช่วยได้บ้าง”
“กฎหมายของเราอิงตามหลักเสรีนิยมแบบฝรั่ง ทีนี้ฝรั่งด่ากันแต่ไม่โกรธกัน และมันแยกเนื้อหาที่พูดกับคนพูด แต่ของเรายังไปไม่ถึงขั้นนั้นเพราะมันมีความเคืองใช่ไหม”
“ผมยังไม่มีความคิดที่ชัดเจนนะ ผมคิดว่าเราไม่เอาเผด็จการแน่ๆ นะ คนไทยไม่เอาแน่ๆ ผมก็ไม่เอาแน่ๆ แต่ประชาธิปไตยแบบไหนที่มันพอดีพอเหมาะสอดคล้องกับนิสัยคนไทย เรื่องนี้ต้องคิด อย่าไปสรุปเร็วว่าเรารู้แล้ว ถ้า 5 ปีจากนี้คิดเรื่องนี้ไปด้วยได้ก็ยิ่งดี ใครมาเป็นผู้นำช่วงนั้นก็จะได้ชื่อว่ารัฐบุรุษที่คิดได้”
“ตอนสมัยป๋า (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ) เป็นนายกฯ ก็ค่อนข้างสงบนะ เพราะฝ่ายค้านจริงๆ ก็เหลือน้อย ท่านก็ให้พูดอะไร ไม่ใช่ไม่ให้พูด แต่ก็มีวิธีการในการทำงานที่จะทำให้ทุกอย่างสงบ เช่น ท่านเป็นคนพูดน้อย ไม่ต่อความยาว สาวความยืด คุณอานันท์ก็พูดน้อยนะ ไม่ได้พูดมาก”
สุดท้าย เมื่อขอให้อาจารย์เอนกวิเคราะห์ว่าสังคมไทยจะได้หรือเสียอะไรหลังจากการประชามติ ก็ได้คำตอบมาว่า ไม่อยากให้รีบสรุป เพราะเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่ทุกฝ่ายต้องเร่งปรับตัว
“ตอนนี้ก็ยังไม่อยากสรุป เพราะต้องดูกันต่อไป แต่ที่รู้แน่ๆ คือ ทุกฝ่ายต้องปรับเปลี่ยน เพราะจะอยู่แบบเดิมไม่ได้ เราก็อย่ารีบสรุปเร็วเกินไป เพราะอาจจะผิดอีกก็ได้ อย่าเพิ่งเอาความเคยชินเก่าๆ มาคิดมาพูดมากนัก อย่าคุยในหมู่กันเองมากนัก ต้องไปฟังคนอื่นดูบ้าง”
“สังคมไทยเปลี่ยนเร็ว การเมืองไทยเปลี่ยนไปเยอะ แต่คนทั่วไปมักคิดว่าคนไทย การเมืองไทยไม่เปลี่ยน มองในแง่หนึ่งมันก็ใช่ แต่มองในหลายแง่ๆ ฐานของการเมืองมันเปลี่ยนไปหมด ตอนผมเป็นเด็กๆ ฐานการเมือง คือ พลเรือนสู้กับทหารเท่านั้น ไม่มีคำว่าชนชั้นกลาง ชนชั้นล่าง”
“แต่พอมาถึง 14 ตุลาฯ เราก็มีฐานทางสังคมเข้ามากับการเมืองแล้ว คือ มีพลังนักศึกษา แต่ว่าตอนนั้นศัพท์คำว่าชนชั้นกลางยังไม่เกิดเลย มีแต่เรื่องสามประสาน กรรมกร ชาวนา นักศึกษา พอมาปี 2535 ก็มีชนชั้นกลางเกิดขึ้น เถียงกันอยู่พักใหญ่ว่ามีจริงหรือเปล่า ในที่สุดก็มีจริง พอมาปี 2549 ปี 2550 เราก็เห็นคนชั้นล่างที่ไม่ใช่แค่โหวตเท่านั้นแต่ออกมาเดินขบวนด้วย มาผลักดัน มาปกป้องรัฐบาลของตัวเอง มากดดันอีกฝ่ายที่ไปตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร”
“ค่อนข้างจะครบถ้วนหมดแล้วเหมือนสังคมที่มันพัฒนาเศรษฐกิจหมด มันมีฐานทางสังคมมาเกี่ยวกับการเมืองหมดแล้ว เมืองไทยจะปกครองกันอย่างไรต่อไป รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นอย่างไร ตอนนี้ก็แอดวานซ์มาจนถึงขั้นให้ออกเสียงประชามติแล้ว คำถามเรื่องร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ตื่นเต้นเท่าไร แต่คำถามพ่วง มาถามเลยว่าจะให้ สว.มาเลือกนายกฯ ได้หรือไม่ แล้วคนไทยก็รับเยอะเสียด้วย ดังนั้นเราต้องเรียนรู้จากประชาชนนะ อย่าไปนำประชาชน อย่าไปรู้แทนประชาชนอยู่เรื่อย”
“พวกเรามันเติบโตในยุคอีกแบบหนึ่งใช่ไหม แต่ประชาชนตอนนี้ไม่เหมือนตอนที่เราเติบโตแล้ว เปลี่ยนไปเยอะ”แง่คิดจากอาจารย์เอนก