หวั่นละเมิดสิทธิเสรีภาพ พรบ.คอมพ์ต้องไม่คลุมเครือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2559 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/449373

หวั่นละเมิดสิทธิเสรีภาพ พรบ.คอมพ์ต้องไม่คลุมเครือ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ข้อมูลของศูนย์ประสานงานความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย บ่งชี้ว่าภัยความมั่นคงและอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์พุ่งสูงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา

ในปี 2556 คดีอาชญากรรมคอมพิวเตอร์เกิดขึ้น 1,745 คดี ขณะที่ปี 2557 ตัวเลขพุ่งสูงกว่าเท่าตัวไปอยู่ที่กว่า 4,000 คดี และถัดมาปี 2558 คดีที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ก็ทะยานไปถึง 4,371 คดี และยังไม่พ้น 8 เดือนของปี 2559 ตัวเลขทางคดีมากกว่า 2,500 คดีเข้าไปแล้ว

สะท้อนไปถึงการจัดการคดีที่เป็นปัญหาที่ซับซ้อน จำนวนคดีถูกนำขึ้นสู่ศาลมากยิ่งขึ้น ประชาชนอ้างสิทธิอันพึงมีเมื่อได้รับผลกระทบผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ผลดังกล่าวที่กลายเป็นความยุ่งเหยิงจึงนำไปสู่ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เพื่อให้ปัจจุบันทันสถานการณ์โลกและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป

เส้นทางการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันอยู่ในชั้นกรรมาธิการสามัญพิจารณา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วาระ 2 ซึ่งล่าสุดในงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ ที่จัดขึ้นโดย สนช. เพื่อขอรับฟังความเห็นจากภาคประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอีกครั้ง โดยเป้าหมายของรัฐเพื่อหวังว่ากฎหมายคอมพิวเตอร์ฉบับนี้จะสมบูรณ์และเท่าเทียมกันทุกคนในสังคมไทย

พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ยืนยันในวงสัมมนาว่า กฎหมายคอมพิวเตอร์ฉบับแก้ไขครั้งนี้ จะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน ระหว่างนี้อยู่ในขั้นตอนพิจารณาวาระที่ 2 เป็นรายมาตรา และยอมรับว่าบางประเด็นมีความละเอียดอ่อนที่ถกเถียงกันอยู่ แต่ท้ายสุดใน 2 เดือนข้างหน้า คณะกรรมาธิการจะเสนอต่อ สนช.ในวาระที่ 3 เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนประกาศใช้กฎหมาย

ประเด็นในความละเอียดอ่อน หนีไม่พ้นในเรื่องของมาตรา 14 18 19 และมาตรา 20 ที่จะซับซ้อนกับความผิดและการพิจารณาเข้าข่ายความผิดของเจ้าหน้าที่ จนอาจเลยเถิดไปถึงเรื่องการปิดกั้นเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออก การเอาผิดฐานหมิ่นประมาทต่อประชาชนในการแสดงความคิดเห็นต่างๆ และที่ผ่านมาได้โยนความเห็นให้คณะกรรมการพิจารณาทางเลือกบ้าง

เรื่องดังกล่าว พล.ต.อ.ชัชวาลย์ อธิบายว่า การแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ก็เพื่อให้เกิดความสมดุลกันระหว่างการคุ้มครองประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ และยังกำกับไม่ให้เกิดการใช้อำนาจเกินขอบเขตของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกันก็ต้องสามารถป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่มีอัตราสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยสาธารณะเพิ่มสูงขึ้นทุกปีได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บก.ปอท. จำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรซึ่งคือตำรวจภายในองค์กรให้ทันกับเทคโนโลยีที่รุดหน้าไป ขณะเดียวกันงานด้านการสอบสวนทางคดีก็ต้องชำนาญด้วย และอาจจะมีการปรับผังโครงสร้างของ บก.ปอท.ใหม่ และจำต้องคัดบุคลากรให้เข้ามาทำงานด้วยคุณลักษณะที่มีความเชี่ยวชาญในข้อกฎหมายคอมพิวเตอร์และงานทางคดี

“หลายครั้งที่ตำรวจเองก็ยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าคดีใดเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญา และกฎหมายคอมพิวเตอร์ บางส่วนหมิ่นประมาทก็ต้องเป็นความผิดทางอาญา แต่หากใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือก่อเหตุ ก็ต้องเป็นความผิดอีกกฎหมายหนึ่ง ขณะที่ตามโรงพักเองเมื่อเห็นว่ามีการหมิ่นประมาทผ่านทางโลกออนไลน์ก็มักจะโยนคดีของผู้เสียหายไปยัง บก.ปอท.ทั้งหมด ซึ่งบางคดีก็ไม่เข้าข่ายความผิดของกฎหมายคอมพิวเตอร์ ทำให้คดีเกิดความล่าช้าในการอำนวยความยุติธรรมให้กับผู้เสียหาย” พล.ต.อ.ชัชวาลย์ ให้ข้อเสนอแนะ

ขณะที่เสียงจาก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ที่ระบุถึงข้อห่วงใยเรื่องสิทธิมนุษยชนต่อร่างแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าว โดย ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ฯ เสนอในวงสัมมนาว่า มาตรา 14 (2) ยังสามารถถูกตีความฐานหมิ่นประมาทได้อยู่ เนื่องจากมาตราดังกล่าวระบุถึงความผิดในการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ การบริการสาธารณะ หรือโครงสร้าง
พื้นฐานสาธารณะของประเทศ

ทั้งนี้ คำนิยามต่างๆ ในมาตรานี้กว้างและคลุมเครือ ทั้งคำว่าข้อมูลอันเป็นเท็จ และคำว่าบริการสาธารณะ ซึ่งอาจนำไปสู่การตีความและลงโทษทางอาญากับผู้ที่แสดงความเห็นบนอินเทอร์เน็ต และจะขัดต่อสิทธิเสรีภาพที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งแน่นอนว่ารัฐสามารถจำกัดสิทธิดังกล่าวได้ แต่ต้องอยู่บนฐานความชอบธรรม ความจำเป็นและความเหมาะสม 

ปิยนุช ย้ำอีกว่า กลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่และศาลภายใต้มาตรา 18 19 และ 20 ซึ่งให้อำนาจในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ต้องสงสัย หรือระงับการเผยแพร่ หรือลบข้อมูลออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้ โดยการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ต้องผ่านการเห็นชอบจากศาลก่อน ซึ่งเห็นด้วยกับระบบดังกล่าว เพราะเจ้าหน้าที่จะเข้าไปแทรกแซงสิทธิประชาชนโดยพลการหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขการยื่นคำร้องต่อศาล ตลอดจนการพิจารณาให้อำนาจของศาลนั้น ยังมีเกณฑ์ต่ำเมื่อเทียบกับกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงข้อมูลของผู้ต้องสงสัย

เสียงในวงสัมมนาเห็นด้วยที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จะนำร่างก่อนจะเสร็จสิ้นในวาระ 3 ซึ่งค่อนข้างจะสมบูรณ์ออกสู่สาธารณะให้ประชาชนได้เห็นกันก่อน และจะรับฟังเสียงความเห็นบนเวทีที่เปิดกว้างอีกครั้ง ก่อนที่ท้ายสุดจะไปสู่การรับร่างของ สนช.และประกาศใช้ต่อไป

 

Leave a comment