กะเทาะแก่น เด็กไทยรางวัลโลก อย่าเรียนแบบท่องจำ…ต้องคิด ปฏิบัติ และสนุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2559 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/457810

กะเทาะแก่น เด็กไทยรางวัลโลก อย่าเรียนแบบท่องจำ...ต้องคิด ปฏิบัติ และสนุก

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“การศึกษาไทยในอนาคต ควรทำให้ผู้เรียนรู้จักคิด ประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่ขึ้นมา เพราะจะเป็นการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้ ไม่ใช่ท่องจำเพียงอย่างเดียว”

คำพูดตอนหนึ่งของ สุรีย์พร ตรีเพชร ประภานักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา ใน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นนักเรียน1 ใน 3 เยาวชนไทยที่เดินทางไปแข่งขันประกวดผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่ประเทศสวีเดน จนคว้ารางวัลชนะเลิศบนเวทีโลกสร้างชื่อเสียงกระหึ่มจนได้รับเกียรติรับพระราชทางรางวัลจากเจ้าฟ้าชายคาร์ล ฟิลิป รัชทายาทแห่งราชบัลลังก์สวีเดน เมื่อไม่นานมานี้

“การที่ได้รับพระราชทานรางวัลจากเจ้าฟ้าชายคาร์ล ฟิลิป ทุกคนในทีมรู้สึกเป็นเกียรติ และตื่นเต้นเพราะสามารถนำรางวัลที่ยิ่งใหญ่นี้กลับมาสู่ประเทศไทยได้” เธอกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

ทีมเยาวชนโรงเรียนสุราษฎร์พิทยา มีผู้ร่วมทีม 3 คน ประกอบด้วย สุรีย์พร, ธิดารัตน์ เพียร, และกาญจนา คมกล้า 3 นักเรียนชั้น ม.5 ของโรงเรียนสุราษฎร์พิทยา โดยมี สุวารี พงศ์ธีระวรรณ อาจารย์รางวัลครูเกียรติยศตามรอยพระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน และเฉลิมพร พงศ์ธีระวรรณ อาจารย์เจ้าของรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี 2 ครูผู้ทรงคุณค่าเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาคุมทีม พา 3 เยาวชนไทยไปคว้ารางวัลชนะเลิศบนเวทีสตอกโฮล์มจูเนียร์ วอเตอร์ ไพรซ์ 2016 ที่เมืองสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน จากการแข่งขันอีก 29 ทีม จาก 29 ประเทศ

 

การแข่งขันดังกล่าวเป็นเวทีประกวดผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ ที่แสดงถึงนวัตกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในระดับเยาวชน โดยทีมไทยได้ส่งผลงาน “นวัตกรรมการกักเก็บน้ำเลียนแบบธรรมชาติ สับปะรดสี” ซึ่งเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ

จุดเริ่มต้นการประดิษฐ์นวัตกรรมการกับเก็บน้ำเลียนแบบสับปะรดสี เกิดจากทีมตั้งโจทย์ว่า ไทยเป็นประเทศที่มีอากาศร้อนชื้น และเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งดินจะแห้ง ปลูกพืชผลผลิตการเกษตรมักได้ปริมาณน้อย เนื่องจากไม่มีน้ำที่เป็นปัจจัยสำคัญในการเพาะปลูก ดังนั้นจึงคิดหาทางแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่การเกษตร เพื่อให้สามารถปลูกพืชได้แม้จะอยู่ในสภาพแห้งแล้ง

จากนั้นจึงเฝ้าสังเกตลักษณะใบของสับปะรดสี ที่สามารถกักเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะใบมีลักษณะกว้างออก เรียงเหลื่อมซ้อนกัน ส่วนช่วงโคนกลางลำต้นจะมีลักษณะเป็นแอ่งเก็บน้ำทรงกรวย ทำให้เมื่อฝนตกลงมาน้ำจะไหลสู่โคนต้น ซึ่งจะคล้ายหลุมกักเก็บน้ำ นี่จึงนำมาเป็นแนวคิดประดิษฐ์ผลงานต้นแบบ

 

ส่วนสาเหตุที่เลือกวัสดุนำแผ่นอะลูมิเนียมมาใช้ เพราะศึกษาพบว่าหลังคาบ้านที่มุงสังกะสีเคลือบแผ่นอะลูมิเนียม ช่วงเช้าๆ จะมีหยดน้ำเกิดขึ้น จึงมีการศึกษาว่าหยดน้ำเกิดขึ้นได้อย่างไร จนพบว่าแผ่นสังกะสีที่เคลือบอะลูมิเนียม จะมีระดับประจุความร้อนน้อย จึงทำให้ช่วงเช้าเมื่ออากาศเย็นบริเวณโดยรอบ จะเกิดปฏิกิริยาควบแน่น ประกอบกับช่วงเวลากลางคืนเมื่อไอน้ำในอากาศมาปะทะ จะเกิดเป็นหยดน้ำเกิดขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่เลือกใช้แผ่นอะลูมิเนียมมาทำเป็นตัวผลิตน้ำ

อนาคตผลงานนวัตกรรมการกักเก็บน้ำเลียนแบบธรรมชาติสับปะรดสี หลังจากที่ได้รับรางวัล เธอบอกว่า จะมีการพัฒนาต่อยอดให้ดีขึ้นเพื่อให้สามารถกักเก็บน้ำได้มากขึ้น และนำไปใช้ประโยชน์กับพืชชนิดอื่นที่หลากหลาย เพราะปัจจุบันทดลองใช้กับยางพาราเท่านั้น ถือว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจแก่กลุ่มเกษตรกรที่นำไปทดลอง เพราะผลงานสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ช่วยทำให้ผลผลิตทางการเกษตรมีจำนวนเพิ่มขึ้น

สุรีย์พร เชื่อว่า สาเหตุที่ได้รางวัลเพราะนำเรื่องที่เกิดขึ้นใกล้ตัวมาพัฒนาเป็นสิ่งประดิษฐ์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติการสังเกตของนักวิทยาศาสตร์มาใช้พัฒนาให้เกิดประโยชน์

 

เธอให้ข้อคิดถึงการเรียนการสอนในปัจจุบันว่า การจะเรียนวิชาวิทยาศาสตร์อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ ก่อนอื่นคิดว่ารูปแบบการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ไทยในปัจจุบัน เนื้อหาการสอนถือว่ามีมาตรฐานที่ดี แต่ที่ผ่านมาผู้สอนมักเน้นให้ผู้เรียน ท่องจำมากเกินไป ประกอบกับผู้เรียนยุคใหม่ นิยมเลือกเรียนพิเศษเพิ่มขึ้น เพียงเพื่อต้องการนำไปสอบให้ได้เกรดเฉลี่ยที่ดี และสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเดียว โดยไม่ได้คิดตั้งใจจะนำมาใช้ปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน

“ส่วนตัวมองว่าควรลดวิธีการท่องจำได้แล้ว และหันกลับมาทำให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิด พัฒนาองค์ความรู้ เพื่อสร้างนวัตกรรมให้ได้ด้วยตนเอง นำไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน และพัฒนาสังคม ฉะนั้นมองว่าการสอนที่ดีควรทำให้ผู้เรียนเกิดการปฏิบัติมากกว่า

…การศึกษาไทยในอนาคต ควรทำให้ผู้เรียนรู้จักคิด ประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่ขึ้นมา เพราะจะเป็นการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้ ไม่ใช่ท่องจำเพียงอย่างเดียว เนื่องจากปัจจุบันองค์ความรู้ ที่เกี่ยวกับการช่วยจำ มีเทคโนโลยีเกิดขึ้นมากมายบนโลกใบนี้ที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่ต้องเน้นการท่องจำมาก เพราะการสอนให้จำเพียงอย่างเดียว เมื่อสอบเสร็จมักจะลืม แต่ถ้ามีการส่งเสริมให้เกิดกระบวนการคิดปฏิบัติมากขึ้น ก็จะทำให้สามารถจดจำได้เยอะขึ้น และจะยิ่งเป็นการทำให้ผู้เรียนสนุกไปกับการเรียนด้วย” สุรีย์พร ระบุ

 

ขณะที่ ธิดารัตน์ นักเรียนเยาวชนอีกคนในทีม เล่าถึงรูปแบบการเรียนวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียน จนทำให้ประสบความสำเร็จว่า ครูผู้สอนจะเน้นให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้เกิดการกระตุ้นการคิด โดยอ้างอิงจากปัญหาใกล้ตัวนำมาเป็นโจทย์ ส่วนรูปแบบการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เริ่มต้นทุกคนจะช่วยกันออกไปศึกษา ออกไปค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับนวัตกรรมที่จะประดิษฐ์ขึ้นมา จากนั้นจะนำความคิดของแต่ละคนมาพูดคุย ถกเถียงโดยอิงหลักทฤษฎีวิทยาศาสตร์ในการคิดเป็นระบบเพื่อหาข้อดี ข้อเสีย จนได้ข้อสรุปว่าจะประดิษฐ์อะไรและมีกระบวนการอย่างไร

สุวารี พงศ์ธีระวรรณ อาจารย์ที่ปรึกษาคุมทีมไปแข่งขัน เล่าว่า รูปแบบการสอนวิชาวิทยาศาสตร์วิจัยที่โรงเรียน นอกจากจะสอนปฏิบัติเพื่อให้เกิดทักษะภายในห้องเรียนแล้ว ยังเน้นให้นักเรียนออกไปศึกษาค้นคว้า หาความรู้ด้วยตนเองนอกห้องเรียน แต่จะต้องเชื่อมโยงนำความรู้มาประยุกต์ใช้ได้ไปถึงอนาคต โดยที่ครูผู้สอนจะทำหน้าที่ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพราะการทำเช่นนี้ต้องการให้เด็กเกิดทักษะการค้นคว้าหาคำตอบได้ด้วยตนเอง

ขณะที่วิธีการดึงองค์ความรู้ของผู้เรียนขึ้นมา ต้องเริ่มทำให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในเรื่องเดียวกันก่อน จากนั้นให้เกิดการทำงานร่วมกัน โดยที่ทุกอย่างต้องเชื่อมโยงจากห้องเรียน ให้นำออกไปเรียนรู้เพิ่มเติมภายนอกได้ เพราะเมื่อผู้เรียนมีความสนใจตรงกันก็จะทำให้การทำงานร่วมกันง่ายขึ้น

 

สุวารี กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการพานักเรียนไปแข่งที่สวีเดนได้ เริ่มจากหาการแข่งขันภายในประเทศก่อน ซึ่งทางสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้จัดให้มีการแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์น้ำขึ้น เมื่อตรงกับโจทย์ที่นักเรียนกลุ่มนี้สนใจที่ต้องการประดิษฐ์ผลงานกักเก็บน้ำ โดยพัฒนาจากการสังเกตสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว จึงหยิบเอาเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นจุดเริ่มต้น จากนั้นจึงนำผลงานชิ้นนี้ไปเข้าไปแข่งขัน จนได้รับรางวัลระดับประเทศ และเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งที่สวีเดน

ส่วนมุมมองเรื่องการศึกษาไทยปัจจุบัน สุวารี มองว่า ผู้เรียนได้สัมผัสสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในธรรมชาติลดลง จนบางครั้งทำให้มองไม่เห็นปัญหา ทำให้การคิดหาวิธีแก้เป็นเรื่องยาก เพราะชีวิตเด็กไทยกว่า 80% ส่วนใหญ่อยู่ในห้องเรียนพิเศษ ฉะนั้นการที่เขาจะเห็นปัญหาและหาวิธีแก้ จึงเป็นเรื่องยากเพราะเท่ากับเป็นการขาดพื้นฐานทักษะวิทยาศาสตร์ คือ การช่างสังเกตซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานสำคัญ ฉะนั้นทุกโรงเรียนควรจะต้องปลูกฝังให้นักเรียนมีทักษะ การสังเกต การคิดแก้ปัญหาให้สำเร็จได้ด้วยตนเอง

 

ถามว่าการที่เด็กไทยได้รับรางวัลอยู่บ่อยครั้ง แต่ทำไมการศึกษาไทยถึงไม่ค่อยได้พัฒนา สุวารี ให้คำตอบว่า ปัจจุบันครูทุกคน ในระบบการศึกษาไทยกำลังพยายามคิดแก้ปัญหาเหล่านี้ แต่ที่เกิดมุมมองเช่นนี้ เพราะส่วนหนึ่งนำเรื่องของการสอบมาเป็นตัวตัดสิน เนื่องจากข้อสอบจะเน้นกระบวนการคิด จึงพบว่าเด็กไทยเน้นเรื่องการจดจำเพื่อนำไปทำข้อสอบ แต่ไม่ได้เน้นเรื่องการคิด

สุวารี ระบุว่า ทางแก้เรื่องนี้ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามให้ทุกโรงเรียนสอนกระบวนการคิดให้กับนักเรียน ซึ่งเชื่อว่าอนาคตทุกอย่างจะค่อยๆ พัฒนา แต่ทุกโรงเรียนคงไม่สามารถพัฒนาไปพร้อมกันได้ แต่เชื่อว่าถ้าทุกคนร่วมใจกัน ประเทศไทยก็ไม่แพ้ใครในโลก

“ปัญหาสำคัญผู้ปกครองต้องเข้าใจว่าเราสร้างคนเพื่อไปอยู่ในอนาคต ดังนั้นจะทำอย่างไรให้คนสามารถสร้างนวัตกรรมทางความคิดของตนเองได้ เรื่องนี้ต้องให้เวลาในการคิด มิฉะนั้นจะเข้าทำนองว่า ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด  เพราะที่ผ่านมา มีคนเก่งมากมาย ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้กับชีวิตตนเองได้ แล้วจะแก้ให้กับประเทศชาติได้อย่างไร” อาจารย์สุวารี กล่าวทิ้งท้าย

 

 

Leave a comment