ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
10 ตุลาคม 2559 เวลา 11:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/459358

โดย…พริบพันดาว ภาพ… คลังภาพโพสต์ทูเดย์
ปัจจุบันคนไม่ค่อยไปหาหมอ แต่มาคุยปรึกษากันเองทางโลกออนไลน์หรือในกลุ่มโซเชียลมีเดีย บางคนก็ค้นความรู้ทางออนไลน์ คนสมัยนี้เวลารับรู้เรื่องอะไรมาก็จะนำไปปฏิบัติเลย ขั้นตอนระหว่างกลางหายไป คือการตรวจสอบกลั่นกรองและพิจารณาไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะยอมรับและนำไปปฏิบัติ
ความรู้และเข้าใจในเรื่องสุขภาพผ่านโลกออนไลน์กลายเป็นเรื่องง่ายแค่ปลายนิ้วสัมผัส แต่การรู้เท่าทันเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งกว่า
อย่างกรณีศึกษาการแชร์ข้อมูลทางด้านสุขภาพในโซเชียลมีเดียเมื่อไม่นานมานี้ คือ กระแสมะนาว+โซดา ฆ่าเซลล์มะเร็งได้ ดังข้อความที่ถูกส่งต่อข้างล่าง
“เห็นว่าหลายๆ คน หลายๆ ครอบครัวที่ต้องเสียชีวิตเนื่องจากมะเร็งกันเยอะ พอดีมีโอกาสได้ ข้อมูลนี้มา ลองอ่านๆ กันดูละกัน สำหรับผมไม่มีอะไรจะเสียนะ มะนาวหาได้ง่ายตามตลาดทั่วไป โซดา จะสิงห์+ช้าง เลือกเอาตามสะดวกเลย
มะนาว+โซดา? มะนาวเลือกลูกเขียวๆ ใช้จำนวน 2 ลูก+โซดา 1 ขวด สรรพคุณ สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ผลกว่าการคีโมฯ 10,000 เท่า อ่านว่า หนึ่งหมื่นเท่า…
วิธีกิน กินเช้า เย็น หรือเช้า กลางวัน และเย็น ก็ได้ การกินมะนาว+โซดา ไม่มีผลเสียอะไรต่อร่างกายทั้งสิ้น การคีโมฯ ยังมีผลทำให้เซลล์ดีๆ ของร่างกายต้องตายไปด้วย แต่การใช้น้ำมะนาว+โซดาจะฆ่าเซลล์มะเร็งพวกนี้ได้ 100%
แล้วทำไมถึงไม่มีการเผยแพร่ออกมา ตอบแบบง่ายๆ ถ้าแพร่ออกมาอย่างเป็นทางการ บริษัทยาทั่วโลกก็เจ๊งชัย นี่คือความเลวทรามของมนุษย์ที่เอาเปรียบมนุษย์ด้วยกัน วิธีนี้ถูกค้นพบนานแล้ว แต่ถูกปกปิดเอาไว้ ไม่ให้ผลรายงานนี้ออกมาสู่สาธารณะ สรรพคุณของมะนาวไปอ่านกันเองเลย http://variety.mwake.net/story/75/%E0%B8%9…2%E0%B8%A7.html
ทำไมต้องโซดา? ใช้ผสมกับน้ำก็ได้ แต่จะได้ผลช้า แต่ถ้าใช้กับโซดา มันจะเหมือนๆ กับเครื่องยนต์ เวลาติดเทอร์โบจะได้ผลเร็วและรุนแรงกว่ามาก
วิธีรักษามะเร็งแบบได้ผล แถมต้นทุนประหยัดแบบสุดๆ แบบนี้ ใครมีคนรู้จักเป็นมะเร็งอยู่ ให้เอาไปบอกบุญกันได้”
แต่แล้วก็หงายเงิบเป็นแถบๆ เมื่อมีการยืนยันทางการแพทย์ว่าไม่จริงและเป็นไปไม่ได้ ซึ่งทาง ผศ.ดร.ทพ.ญ.ดุลยพร ตราชูธรรม อาจารย์ด้านพิษวิทยา สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุยังไม่มีหลักฐานว่ามันจริง ส่วนที่อ้างว่ามีงานวิจัยต่างชาติ อาจารย์ด้านพิษวิทยาบอกว่าแม้แต่เครื่องดื่มมะนาวโซดาต่างชาติยังไม่มีดื่มเลย จะมีก็ที่ประเทศไทยนี่เอง ในงานวิจัยที่ทำเรื่องเลมอนโซดา ไลม์โซดา แทบไม่มีเลย อีกเสียงจาก นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ก็ยืนยันเช่นเดียวกัน โดยระบุว่า ถ้าโซดากับมะนาวมันช่วยได้จริงๆ เชื่อว่าคงจะเป็นสูตรที่หลายที่หรือโรงเรียนแพทย์หลายๆ แห่งคงนำไปรักษามะเร็งแล้ว
ปัจจุบันองค์ความรู้สุขภาพที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์มีข้อมูลที่ผิดพลาดหรือเป็นเท็จเกินกว่าครึ่ง แล้วการอ่านเรื่อง “สุขภาพออนไลน์” ที่ส่งต่อและเผยแพร่ในโซเชียล มีเดีย จะสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อรู้เท่าทันได้อย่างไร?

ต่อมเอ๊ะ ต่อมอ๋อ
ปัจจัยแวดล้อมทางสังคมที่มีผลต่อสุขภาวะ คนเราอาชีพทางสังคมต่างกัน ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคก็แตกต่างกัน ประชาชนที่มีความรู้ด้านสุขภาพที่แตกต่างกันจะมีผลต่อการเกิดโรค ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ทั่วโลกพยายามหยิบยกขึ้นมาว่า หากประเทศต่างๆ ที่จะให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีขึ้น ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้
ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า จำเป็นต้องมาเน้นในเรื่องของความแตกฉานด้านสุขภาพหรือความรู้เท่าทันด้านสุขภาพหรือความรู้ด้านสุขภาวะ (Health Literacy) ซึ่งความรู้เท่าทันด้านสุขภาพจะนำไปสู่การปฏิบัติได้
“คนคนหนึ่งเวลาเจอปัญหาเรื่องสุขภาพใดๆ สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ถูกต้องเหมาะสม เพื่อนำมาตอบสนองถึงปัญหาสุขภาพที่ตัวเองมี และสามารถที่จะประเมินได้ว่าข้อมูลที่ได้รับมามีความน่าเชื่อถือหรือไม่ มีความน่าสงสัยตรงไหน สมควรแชร์ต่อไหม เปิดไลน์ขึ้นมาเจอข้อมูลข่าวสารที่ถูกส่งมาจากเพื่อนพ้องน้องพี่ด้วยความปรารถนาดีมีเป็นร้อยๆ มีการศึกษาพบว่าเกินครึ่งของข้อมูลทางสุขภาพที่แชร์กันมาเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งมากน้อยก็ลดหลั่นกันไป นั่นคือความสามารถในการประเมินข้อมูล”
ความรู้เท่าทันด้านสุขภาพมีคำสำคัญอยู่ 4 คำ ที่เป็นคีย์เวิร์ด ผศ.นพ.ธีระ บอกว่า 1.เข้าถึง 2.ค้นหาได้ 3.ประเมินหรือเข้าใจได้ และ 4.นำไปประยุกต์ใช้ได้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในความรู้เท่าทันด้านสุขภาพ
“ปัจจุบันข้อมูลด้านสุขภาพถูกส่งต่อเยอะมาก และเป็นข้อมูลที่ไม่จริงเยอะกว่าจริง แล้วเกิดผลกระทบตามมา ซึ่งต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวัฒนธรรม เพราะการแชร์ไม่ใช่การทำบุญเสมอไป เรื่องนั้นๆ ที่ได้มามีความกระจ่างชัดและมีข้อสงสัยอะไรบ้างไหม ควรถามผู้รู้และเช็กให้แน่ใจว่าจริงหรือไม่จริง ก่อนที่จะแชร์”
การตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นว่าจริงหรือไม่ เป็นเรื่องค่อนข้างยาก ผศ.นพ.ธีระ บอกถึงกลเม็ดเคล็ดลับว่า หนึ่ง-หาข้อมูลว่ามีแหล่งที่มาไหม สอง-มีต่อมเอ๊ะ คือสงสัย สาม-ต่อมอ๋อ ให้ถามว่าข้อมูลมีทั้งข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง เพื่อให้รู้ข้อมูลที่แท้จริง เพื่อสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ

สุขภาพออนไลน์ ข้อมูลจริง-ข้อมูลลวง
จากการเริ่มต้นการทำเพจตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อน พร้อมกับการเริ่มทำธุรกิจร้านขายสลัด Jones Salad เพราะรู้สึกว่าข้อมูลสุขภาพทั่วไปเข้าใจยาก จึงนำข้อมูลมาสรุป และทำเป็นการ์ตูนให้คนทั่วไปเข้าใจง่ายขึ้น ซึ่งข้อมูลต่างๆ ที่เผยแพร่ มีทั้งศึกษาเองและปรึกษาคุณหมอที่รู้จักด้วย แต่จะมุ่งเน้นให้ข้อมูลพื้นฐานกับผู้บริโภคมากกว่าการกล่าวโจมตี
อาริยะ คำภิโล (ลุงโจนส์) ผู้ดูแลแฟนเพจ Jones Salad เล่าถึงประสบการณ์ว่า ที่ผ่านมามีหลายประเด็นสุขภาพที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด จึงต้องการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง อาทิ เรื่องการลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง เพราะยิ่งอดอาหารจะยิ่งกินมากขึ้น เนื่องจากระบบการเผาผลาญจะทำงานน้อยลง และยังมีผลต่อการทำงานของสมองด้วย รวมถึงการแชร์เรื่องกินทุเรียนรักษาเบาหวาน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผิดเช่นกัน เพราะแม้ทุเรียนจะมีค่า GI หรือค่าดูดซึมน้ำตาลเข้ากระแสเลือดจำนวนไม่สูง แต่จำนวนน้ำตาลในทุเรียนที่มีมากย่อมเป็นอันตรายต่อผู้ที่เป็นเบาหวานแน่นอน
“ผมทำร้านอาหารเพื่อสุขภาพมาก่อน ปัญหาแรกที่เจอ ลูกค้าจะชอบมีคำถามว่าทำไมสลัดต้องขายแพงขนาดนี้ อย่างสลัดจานละ 69 บาท ก็บ่นว่าแพง แต่ซื้อขนมหวานร้อยสองร้อยบาทได้ ซึ่งก็มองว่าเขาอาจจะไม่ได้เห็นประโยชน์หรือตระหนักถึงเรื่องสุขภาพมากพอ เราจึงเริ่มมาทำเพจโจนส์ สลัด เป็นการให้ความรู้เและเล่าเรื่องสุขภาพให้เข้าใจได้ง่ายๆ
“ยอมรับเลยว่าค่อนข้างยาก มองย้อนไปเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องค่อนข้างยากสำหรับคนทั่วไป พอพูดถึงเรื่องฮอร์โมนเรื่องกลไกต่างๆ ของร่างกายก็ไม่อ่านหรือฟังแล้ว เอาสรุปเลยกินอะไร อยากผอมกินอะไร รักษามะเร็งกินอะไร ก็เจอมาทุกอย่างกินมะพร้าว กินน้ำผึ้งสิลดความอ้วน กินทุเรียนเป็นเบาหวานกินได้นะ กินผักผลไม้ต้านอนุมูลอิสระ อย่างกรณีกินมะนาวโซดาแก้มะเร็ง มีอาม่ากินจนอาเจียนเป็นเลือด ซึ่งทำให้เสียโอกาสในการรักษา ซึ่งข้อมูลที่ช่วยอยู่จริงๆ อย่างทุเรียนมีค่า GI ที่ทำให้ร่างกายดูดซึมช้า กินแล้วน้ำตาลไม่พุ่งสูงเกินไป แต่จริงๆ แล้วทุเรียนมีน้ำตาลเยอะอยู่แล้ว ทำให้เสี่ยงต่อสุขภาพ”
อาริยะ ชี้ว่า ข้อมูลสุขภาพที่เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย หลายเรื่องไม่เคลียร์ 100% มีทั้งผิดและถูก ผู้บริโภคเองต้องศึกษาข้อมูลก่อนแชร์ และเรียนรู้ข้อมูลพื้นฐานสุขภาพ เพื่อไม่ให้ถูกหลอก และกลายเป็นผู้กระจายข้อมูลที่ผิดๆ ออกไป
“สิ่งที่สำคัญคือความรู้พื้นฐานของกลไกร่างกายที่ทำงานกับสุขภาพของคน อย่างน้อยก็เป็นการคัดกรองข้อมูลหรือความรู้ในการใช้มานำเสนอความรู้เรื่องสุขภาพ ซึ่งเราก็หาข้อมูลรอบด้าน มีงานวิจัยอ้างอิง และปรึกษาคุณหมอ เช็กให้ลึกก่อนนำเสนอ กว่าจะได้คอนเทนต์หนึ่งยากเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องละเอียดอ่อนหรือมีความเชื่อเก่าอยู่แล้ว ต้องสืบค้นแล้วปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียดและนำเสนอข้อมูลอย่างเพียงพอ”
เนื้อหาต่างๆ ที่อยู่ในโลกออนไลน์และเป็นเนื้อหาลวงแล้วมีคนเชื่อ เขาสะท้อนภาพให้เห็นว่า ถ้าคนอ่านมีความรู้ในทางวิชาการเรื่องนั้นๆ น้อย ก็จะเชื่อในตัวบุคคล เขียนอะไรมาก็ได้แต่อ้างชื่อคนที่น่าเชื่อถือหรือสถาบันที่โด่งดัง แต่จะจริงหรือเปล่าไม่รู้ ซึ่งคนอ่านจะเชื่อทันที หรือมีการโน้มน้าวและใส่ความสะเทือนใจเพื่อให้แชร์กันเยอะๆ
“สำหรับผมจะดูแหล่งที่มา ถ้ามาจากไลน์จะตั้งธงไว้ก่อน ซึ่งจะไม่ค่อยเชื่อ ขั้นแรกดูแหล่งที่มา ถ้าไม่มีก็อย่าเชื่อและเป็นหนูทดลอง ซึ่งสามารถเลือกรับได้ บางสิ่งอาจจะจริงแต่ก็ไม่อยากทดลอง และยืนยันด้วยงานวิจัย กรองดีๆ หาแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ”

นโยบายจากผู้ดูแลภาครัฐ
หนึ่งในคณะทำงานจัดทำแผนพัฒนาดิจิทัลฯ คนไทย 4.0 กับความรู้เท่าทันสุขภาพในยุคโลกดิจิทัล ดร.กษิติธร ภูภราดัย ให้รายละเอียดถึงการทำงานเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพออนไลน์ว่า แผนพัฒนาดิจิทัลฯ มีเป้าหมายให้ความรู้แก่ประชาชนในการใช้เครื่องมือสื่อสารแบบดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเท่านั้น แต่มุ่งเน้นการรับรู้เนื้อหาสาระที่จะต้องรู้เท่าทัน ตระหนัก และตรวจสอบข้อมูลจากสื่อออนไลน์ว่าถูกต้องหรือไม่
“การสร้างโอกาสในความเท่าเทียมกันทางสังคมในการเข้าถึงเครื่องมือและข้อมูลข่าวสารสาธารณะผ่านอุปกรณ์ดิจิทัล ในยุคดิจิทัลข้อมูลข่าวสารมีความสำคัญเป็นอย่างมาก สร้างมูลค่าได้อย่างมหาศาล อยากสร้างธงมนุษย์ให้คนไทยมีความตระหนักในการใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างรู้เท่าทันและแตกฉาน คนปัจจุบันใช้เวลากับสมาร์ทโฟนถึง 6.2 ชั่วโมง/วัน ข้อมูลเป็นทรัพยากรที่มีค่ามาก สร้างสังคมคุณภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ด้วยการให้คนทุกคนเข้าถึงข้อมูล ซึ่งมาเร็วและไปเร็วมาก ทุกอย่างเรียลไทม์ ข้อมูลอาจจะมีการตกแต่งและปรับเปลี่ยนว่าจริงหรือไม่จริง ทำอย่างไรที่จะให้คนที่เข้าถึงข้อมูลแล้วเขารู้ว่าจริงหรือไม่ อย่างข้อมูลสุขภาพหรือความรู้การศึกษาที่เป็นประโยชน์ ดูยากมากว่าเท็จหรือจริง เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วก็ต้องมีการตรวจสอบ การให้ความรู้กับประชาชนซึ่งแต่ละกลุ่มก็ต้องการการสื่อสารที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่เล่นไลน์ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวสูง และไม่สามารถดูข้อมูลจากเขาได้”
ดร.กษิติธร กล่าวอีกว่า ในเรื่องของการรู้เท่าทันด้านสุขภาพ หรือ Health literacy ในธรรมนูญระบบสุขภาพฉบับใหม่ สามารถนำมาเชื่อมโยงกับแผนดิจิทัลฯ ของภาครัฐ ที่มียุทธศาสตร์ Digital Literacy สนับสนุนให้ประชาชนทุกคนใช้เทคโนโลยีเพื่อโอกาสเข้าถึงบริการสาธารณะ ทั้งด้านสุขภาพและสาธารณสุขอย่างเท่าเทียมกัน และให้ความรู้ประชาชนตรวจสอบสาระสุขภาพทางออนไลน์ที่มีเป็นจำนวนมาก
“แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ถือเป็นการส่งเสริมการให้ข้อมูลแก่ประชาชน ไม่ใช่การพยายามบล็อกข้อมูลข่าวสารออนไลน์ ส่วนของผู้ที่กระทำผิดในการจงใจเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดๆ ด้านสุขภาพ ก็มีการดำเนินการตาม พ.ร.บ.คอม พิวเตอร์ฯ ได้อยู่แล้ว”
การเฝ้าระวังเป็นเนื้อหาความรู้เรื่องสุขภาพ ดร.กษิติธร บอกว่าเป็นสิ่งที่ยาก ต้องทำงานร่วมกันหลายฝ่าย ตั้งแต่ระดับเยาวชน ด้วยการอบรมสิ่งเหล่านี้ในสถานศึกษา โรงเรียน เพราะคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ได้รับข้อมูลทางดิจิทัล และอีกกลุ่มคือการพัฒนาผู้สูงวัย ซึ่งรับส่งข้อมูลทางไลน์แล้วพบว่ามีการหลงเชื่อ จนเปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีส่งข้อมูลที่ผิดๆ เพื่อขยายไปสู่วงกว้าง