ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
09 ตุลาคม 2559 เวลา 11:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/459284

โดย…นกขุนทอง ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร
กวีนิพนธ์ชุด เพลงแม่น้ำ ของ โขงรัก คำไพโรจน์ …หลายบทตอนผู้เขียนใช้ทักษะที่มีอยู่เล่นคำให้เกิดความหมายในมิติใหม่ๆ ผ่านจิตวิญญาณกวี ส่องทางให้ผู้อ่านมองเห็นชีวิตเลือดเนื้อของคนในสังคมชั้นล่างได้อย่างคมชัด…
ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าสายน้ำ ธรรมชาติ ชีวิต หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เพราะสายน้ำเปรียบเสมือนแม่ ผู้ก่อกำเนิดสรรพสิ่งที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิต แต่แม่ในวันนี้มีเสียงสะท้อนการร่ำไห้ เพราะถูกทำร้ายด้วยน้ำมือของลูก นั่นคือมนุษย์ กระนั้น ผู้เขียนมิได้กล่าวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด หากแต่เขาใช้ความสามารถพิเศษอย่างมีวรรณศิลป์บอกเล่าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและชวนครุ่นคิดคำนึง
บางส่วนจากคำประกาศผลรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี 2559
เพลงแม่น้ำ เล่าผ่านชีวิต
ทำไมต้องเป็นเพลงแม่น้ำเพลง-แม่น้ำสื่อถึงอะไร?
“เริ่มแรกเกิดจากความสอดคล้องกับชื่อลูกสาว ที่ผมตั้งชื่อให้ว่า เพลงวาริน และอีกอย่างด้วยความผูกพันกับวิถีริมฝั่งโขง ได้ฟังเรื่องเล่า ตำนาน ความเชื่อ ภูมิปัญญา วัฒนธรรม ประเพณี ความเปลี่ยนแปลงแต่ละยุคสมัยเมื่อเดินทางไปมาระหว่างเมืองและบ้าน จึงเขียนงานเก็บไว้และมานั่งขบคิดถึงคำว่าเพลงของพ่อ แต่จะทำอย่างไรให้มีท่วงทำนองการเขียนอ่อนโยนลุ่มลึกแบบแม่ เพลงจึงเหมือนท่วงทำนองชีวิตของใครหลายๆ คนที่อยู่ท่ามกลางกระแสโลกอันเชี่ยวกราก ผ่านแต่ละยุคสมัย ส่วนแม่น้ำอาจเป็นเหมือนความรู้สึกนึกคิดที่ไหลเวียนอยู่ในห้วงแห่งอารมณ์อันหลากหลาย ที่มาปฏิสัมพันธ์กับภายนอกคือบริบทของสังคม เมื่อคุยกับ บรรณาธิการคือคุณบรรจง บุรินประโคน แห่งกากะเยียสำนักพิมพ์ จึงเริ่มวางเรื่องราวและวางชิ้นงาน แต่ละช่วงตอน จนได้มาเป็น เพลงแม่น้ำ”

ในเล่มสื่อประเด็นอะไร ผ่านมุมมองและคัดกรองอย่างไร?
“ในเล่มนี้แบ่งออกเป็น 3 ภาคหรือ 3 พื้นที่ คือ ภาคต้นน้ำ : เพลงของพ่อ พูดถึงรกรากและแผ่นดินถิ่นเกิด ภาคกลางน้ำ : เพลงบ้าน เพลงเมือง ซึ่งเคลื่อนตัวจากชนบทสู่เมืองหลวง ภาคปลายน้ำ : เพลงแม่น้ำ ที่โหยหา เหงา เศร้าและหวนคืนสู่รากเหง้าขณะเดียวกันก็มีพื้นที่ชีวิตที่ครุ่นคิดใคร่ครวญ ทบทวนและทำความเข้าใจกับความเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน ขณะที่มีความผ่อนคลายและคลี่คลายมากขึ้นเมื่อมีความสงบภายในหล่อเลี้ยงอยู่ เล่มนี้มีชิ้นงานรวมทั้งหมด 60 ชิ้น 202 หน้าครับ”
เพลงแม่น้ำ ใช้ฉันทลักษณ์และการเล่าเรื่องแบบไหน?
“ใช้ฉันทลักษณ์ประเภทกลอนแปด หรือกลอนสุภาพทั้งเล่ม แต่จะมีบางชิ้นงานที่มีจำนวนคำ เจ็ด แปดหรือเก้าคำ เพื่อเพิ่มจังหวะของคำและเสียงให้ผู้อ่าน อ่านแล้วสามารถทอดเสียง หลบเสียง รู้สึกกระชับกับประโยคสั้น ได้ฟังท่วงท่าลีลา ทำนองที่หลากหลายในเนื้องาน ที่เลือกถ่ายทอดรูปแบบนำเสนอเป็นกลอนสุภาพตลอดทั้งเล่มก็เพื่อต้องการวิธีนำเสนอที่ถนัดและสามารถสื่อออกทางความคิดได้ชัดเจนและครอบคลุมที่สุด ตามความชอบเฉพาะตัว ส่วนการเล่าเรื่องในเพลงแม่น้ำ การเล่าถูกวางฉีกแนวแต่ละชิ้นงานให้หลากหลายอาจมีบางชิ้นต่อเนื่องกันแต่มีมุมมองต่างกันแยกไปตามอารมณ์ของแต่ละชิ้นงานที่ต้องการนำเสนอแต่ละบทก็เหมือนจิ๊กซอว์ตัวเล็กๆ ที่ต่างทำหน้าที่จนพอมาประกอบกันเสร็จก็เห็นโครงสร้างโดยรวมชัดเจน เพื่อให้เป็นเอกภาพทั้งเล่มแต่คงไว้ซึ่งความวูบไหวและไหลลื่นของคำที่ต้องการให้จังหวะคล้ายเสียงคลื่นและน้ำไหล เมื่อวางโครงไว้ 3 ช่วงหรือ 3 ภาค แต่จะทำอย่างไรจะให้มีความเข้มข้น ลึกซึ้ง อ่อนโยน สุขุม เยือกเย็น ละเมียดละไม กลมกลืน เหงา ทะลุทะลวง เศร้า ทุกข์หรือสุข จะเข้าถึงอรรถรสเหล่านี้เช่นไร จึงพยายามสร้างงานโดยมีฐานความคิดรองรับตลอด เมื่อเข้าถึงจึงมีความเต็มอิ่มกับผลงานชุดนี้พอสมควรครับ”
ไม่หยุดเขียนจึงมีวันนี้
โขงรัก คำไพโรจน์ เกิดและเติบโตที่ จ.หนองคาย มีใจรักและเริ่มฝึกเขียนกลอนตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น จนเมื่อปี 2541 มีโอกาสมาศึกษาต่อที่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในสาขาวิชาทัศนศิลป์ มีโอกาสได้เรียนประวัติศาสตร์ศิลปะ องค์ประกอบศิลป์ สุนทรียศาสตร์ทางศิลปะ ทัศนธาตุ วิชาเหล่านี้ส่งผลต่อการมองสรรพสิ่งรอบตัวในเวลาต่อมา ได้คลุกคลีกับเพื่อนและรุ่นพี่ที่มีใจรักต่อศิลปะวรรณกรรม ได้แลกเปลี่ยนทัศนะและฝึกฝนการเขียน การวิจารณ์งานวรรณกรรม รวมเป็นกลุ่มก้อน เช่น กลุ่มป่งใบ กลุ่มต่อขวัญ กลุ่มใต้ฟ้าเดียวกัน กลุ่มร้อยแสงจันทร์ กลุ่มจอบบ้อน หลังจากเรียนศิลปะได้ 2 ปีได้ย้ายมาเรียนวิชาเอกภาษาไทย และได้เรียนสุนทรียทางวรรณคดี วรรณกรรมเชิงวิจารณ์ และวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องด้วยการอ่านการเขียน ก็ยิ่งเพิ่มความสนใจในการอ่านการคิดการเขียนมากขึ้นโดยเฉพาะบทกวี ซึ่งมีความเชื่อว่าบทกวีสามารถขัดเกลาจิตใจภายในเราได้ เมื่อมองสิ่งต่างๆ เเละเริ่มเข้าใจวิธีการเขียนและมุมมองมากขึ้นจึงเริ่มสนุกและมีความสุขในการเขียนนับจากนั้นมา
ผลงานรวมเล่มบทกวี มี 5 เรื่อง คือ วาดวิถีแห่งชีวิต เสียงหายใจสายลมฝน นิ่งภายใน ไหวรู้สึก (ผ่านเข้ารอบสุดท้ายรางวัลอินดี้บุ๊ค อะวอร์ด) โดยทั้งสามเล่มเป็นหนังสือทำมือทั้งหมดเพื่อฝึกคิดฝึกเขียน คะนึงถึงบ้าน ขณะฝันในเมือง (ผ่านเข้ารอบ 18 เล่มซีไรต์ปี 2556) และ เพลงแม่น้ำ
ประเด็นและแรงบันดาลใจที่โขงรัก คำไพโรจน์นำมาสื่อสารผ่านบทกวีคือ?
“นำเสนอแตกต่างกันไปตามแต่ละชิ้นงาน โทนอารมณ์ของงานก็ขึ้นอยู่ที่เรากำหนดเอง เช่น ประเด็นทางสังคม การเมือง ธรรมชาติ วิถีชีวิต ส่วนแรงบันดาลใจก็ได้จากการช่างสังเกตสิ่งรอบตัวในแต่ละวันและนำมาเขียน โดยใช้จินตนาการ การฟังจังหวะกับเสียงต่ำ กลาง สูงของถ้อยคำ การหาชุดคำมาประกอบสร้าง บริบทแวดล้อมของเรื่องที่จะนำเสนอ”
เมื่อเพลงแม่น้ำ มาถึงรอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์?
“ผมมีความรู้สึกตื้นตันใจ ดีใจ ภูมิใจ สุขใจ อุ่นใจและอิ่มใจครับที่ได้สร้างสรรค์งานออกมาได้ด้วยความเพียรของตัวเองระดับหนึ่งแล้ว พอมองย้อนกลับไปดูการเดินทางมาของแต่ละชิ้นงานผมเห็นภาพของชีวิต แม่น้ำ เมือง ชนบท แม่ พ่อ ลูก สังคมยุคสมัย กระแสเรากระแสโลก กระแสน้ำ สายรกการก่อเกิด การลับหาย พัฒนาและการเปลี่ยนแปลง ทุกหยาดเหงื่อแรงงานที่เข้าไปมีส่วนร่วมกับฉากหรือตัวละครเหล่านั้นผมประทับใจทุกครั้ง เมื่อได้ลงมือทำ ลงความคิด ลงมือเขียนด้วยความรัก ส่งเนื้อสารและอรรถรสคำและความได้ทำหน้าที่ต่อผู้อ่านแล้ว ผมก็สุขใจยิ่งครับ”
สายน้ำไม่ไหลย้อนกลับฉันใด ชีวิตก็ไม่อาจเรียกวันเวลาหวนคืนมาแก้ไขได้ฉันนั้น หากแต่ทุกจังหวะของชีวิตจะไม่เงียบไร้ปราศจากความรัก เพียงแต่ทุกชีวิตมีจุดมุ่งหมายมาดมั่นในการก่อกรรมดีและไม่มุ่งทำลายล้างกัน ไม่ว่าจะมนุษย์ต่อมนุษย์ หรือมนุษย์ต่อธรรมชาติสิ่งแวดล้อม