ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
29 ตุลาคม 2559 เวลา 08:51 น http://www.posttoday.com/life/life/462543

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ : เสกสรร โรจนะเมธากุล
คงจะไม่เป็นการกล่าวเกินเลยไป ถ้าจะบอกว่า ผู้ชายคนนี้คือ หนึ่งในตำนานแห่งบรรณพิภพซึ่งยังมีชีวิตอยู่
ด้วยวัย 60 ปี “ทิวา สาระจูฑะ” ยังคงหนุ่มเกินไปที่จะเกษียณอายุจากการทำงานในหน้าที่บรรณาธิการนิตยสาร “สีสัน” ซึ่งกำลังย่างก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 28
จากเด็กชายชาวสิงห์บุรีที่เติบโตในร้านขายหนังสือ กลายมาเป็นนักคิดนักเขียนนักวิจารณ์ดนตรีชั้นแนวหน้า และบรรณาธิการนิตยสารหลายฉบับ ก่อนจะมาปลุกปั้นนิตยสารอันข้นคลั่กด้วยเนื้อหาสาระและบทวิจารณ์บันเทิงอย่างสีสัน ทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้ง “สีสันอวอร์ดส” รางวัลทางดนตรีที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับ ในปี 2552 ทิวา เคยถูกเลือกให้เป็น “บรรณาธิการดีเด่น” รับรางวัล “คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง” มาแล้ว
ในปัจจุบันที่วงการสื่อสิ่งพิมพ์กำลังเผชิญกับภาวะถดถอยทางธุรกิจจนถูกจำกัดความให้เป็น “Sunset Industry” ระหว่างเฝ้ามองนิตยสารน้อยใหญ่ทยอยปิดตัวไป ทิวา ตระหนักว่า สถานการณ์วันนี้เข้าขั้นวิกฤตร้ายแรงกว่าที่ผ่านมา เพราะพลังถาโถมของนิวมีเดีย บวกกับจำนวนคนอ่านที่ลดน้อยลง ตามมาด้วยผลกระทบเป็นลูกคลื่นซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
“เมื่อก่อนเราเคยคิดกันว่า โทรทัศน์จะมาต่อสู้กับสื่อสิ่งพิมพ์ปรากฏว่ามันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น ทีวีดาวเทียมก็ไม่ได้แย่งโฆษณาไปเท่าไหร่ แต่ 2 ปีที่ผ่านมา เมื่อทีวีดิจิทัลมาพร้อมกับโซเชียล
มีเดียก็หนักเลย เมื่อก่อนจะลงโฆษณาในทีวีครึ่งนาที นี่ต้องใช้เงินเป็นแสน แต่เดี๋ยวนี้หลักหมื่นก็ลงทีวีดิจิทัลได้แล้ว มันเหมือนเรามีกองกระดูกมีอยู่กองเดียว แล้วก็ถูกแยกแบ่งกันไป ยิ่งพอมายุคนี้เด็กไม่จับหนังสือ เพราะโตขึ้นมาก็ใช้คอมพิวเตอร์หรือมือถือเลย
“ก่อนหน้านี้หนังสือที่ขายยอด ไม่ต้องพึ่งโฆษณาก็ยังพออยู่ได้ เพราะคนต่างจังหวัดหรือคนที่ไม่ใช้อินเทอร์เน็ตยังอ่านอยู่ ยังมีความผูกพันกับหนังสืออยู่ แต่คนกลุ่มนี้ก็ลดลงไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกันกับยอดขาย เพราะว่าตอนนี้ใครๆ ก็มีมือถือกันหมดแล้ว ไม่มีใครซื้อหนังสือ
“ความจริงที่มันน่ากลัวกว่าคือ เมื่อก่อนแผงย่อยหนึ่งแผงเคยวางหนังสือพิมพ์ 5-6 ฉบับ วางนิตยสาร 40 ฉบับตอนนี้เหลือหนังสือพิมพ์ 2 แมกกาซีน 15 แผงย่อยพวกนี้เขาได้กำไรจากหนังสือพิมพ์ซัก 2 บาท จากนิตยสาร 5 บาท ขายแค่นี้มันก็อยู่ไม่ได้ พอแผงตาย ซาปั๊วที่รับจากยี่ปั๊วหรือสายส่งใหญ่ก็ตาย ซาปั๊วกับแผงขายหนังสือก็ต้องเปลี่ยนอาชีพ แล้วมันก็กระทบกับยี่ปั๊วและสายส่ง พอคนขับรถ คนวางหนังสือไม่มีอะไรทำ ก็ต้องลดคนงาน มันกระทบไปหมด หนังสือที่ยอดลดก็เลิกกันไป ร้านเพลทก็ตาย โรงพิมพ์ก็ตายจะไปพิมพ์จิ๊กซอว์ขายอย่างเดียวก็คงไม่ได้ มันกระทบหมดจริงๆ”
ที่ผ่านมา ทิวา ครุ่นคิดหาทางออกให้กับนิตยสารซึ่งเขาดูแลเรื่อยเลยไปถึงวงการโดยรวม แต่ก็ยังไม่พบกับคำตอบที่ลงตัว การจะให้ภาคส่วนอื่นอย่างเช่น รัฐบาล เข้ามาช่วยนั้นก็เห็นว่าเป็นไปได้ยาก “เขาไม่ได้มาสนใจหรอก เขามองว่านี่คือ ธุรกิจเอกชน ไม่ได้มองว่าเป็นเป้าหมายหรือความรับผิดชอบของเขา คนที่จะทำได้ก็คือ คนในวงการนี้
“ผมคิดมานานแล้ว มีคนมาคุยมาเสนอหลายอย่าง แต่ยังไม่มีความลงตัวจริงๆ พอโซเชียลมีเดียมาทุกคนคิดเหมือนกันว่า จะไปดิจิทัล เหมือนตอนมีวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 หนุ่มสาวที่โดนเลย์ออฟทุกคนก็คิดเหมือนกัน ไปเปิดร้านอาหาร ขายกาแฟ ทำผับ แต่ก็ไม่รอด ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ทุกคนจะไปดิจิทัลกันหมด ผมเคยคุยกับชาติ (กอบจิตติ) ตั้งแต่เมื่อ 5 ปีที่แล้วว่า ขนาดหนังสือเล่มในรูปแบบอีบุ๊คมันยังไม่รุ่งเลย แล้วแม็กกาซีนจะเลี้ยงตัวเองได้เหรอ การมาแข่งขันกันในตลาดดิจิทัลก็อาจจะไม่ใช่ทางออก เพราะว่าทุกคนแห่กันไปทำ เงินมันก็ไม่เหลือแล้ว ถ้าเจ้าของเงินเขามีค่าโฆษณาอยู่ก้อนหนึ่ง แล้วถ้ามีแมกกาซีนออนไลน์กับทีวีดิจิทัลให้เลือกในราคาที่เท่าๆ กัน เขาก็อาจจะเลือกทีวีดิจิทัล”
เมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว ทิวา เคยเขียนในบทบรรณาธิการสีสัน และยังคงบอกเล่าสถานการณ์ของวงการสื่อสิ่งพิมพ์ปัจจุบันได้ชัดเจนว่า .”ความก้าวหน้าอย่างรุนแรงของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทำให้บางคนถามผมว่า ในบรรดาของหนังสือทุกประเภทอะไรจะไปก่อน ซึ่งไปในที่นี้ไม่ได้ไปโลดหรือไปดี ผมบอกว่า ถ้าจะไปก่อนก็คงเป็นนิตยสารแล้วตามด้วยหนังสือพิมพ์ ถึงอย่างไรหนังสือพิมพ์ก็ยังมีพลังและอิทธิพลที่เกาะเกี่ยวกับสังคมการเมืองและเศรษฐกิจมากกว่า สุดท้ายก็คงเป็นหนังสือเล่มประเภทรวมเรื่องสั้นบทกวีหรือนวนิยาย เพราะเป็นเรื่องของจินตนาการมากกว่าข่าวสาร คำตอบของผมไม่ใช่คำตอบของคนมองโลกในแง่ร้าย ออกจะเป็นคนมองโลกในแง่ดีเสียด้วยซ้ำ เพราะยังมีต่อท้ายว่ายังไม่ใช่ 20 หรือ 30 ปีนี้หรอก …”

ปัจจัยสำคัญในการอยู่รอดของสื่อสิ่งพิมพ์วันนี้ “ทุน” อาจจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ “ใจ” อย่างที่ ทิวา บอกว่า “นิตยสารซึ่งประกาศหยุดล้วนเป็นหัวใหญ่ เพราะว่า โอเวอร์เฮด (ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทางธุรกิจ) ของเขาสูง พอไม่มีค่าโฆษณาเข้ามาก็อยู่ไม่ได้” แต่ก็มีบางฉบับที่เจ้าของทุนหนา แต่ไม่ได้มีความรักหรือความเข้าใจในธุรกิจสิ่งพิมพ์ ที่มาลงสนามนี้เพราะเหตุผลอื่นๆ เมื่อธุรกิจไปไม่สวยหรือไม่เป็นอย่างคาดจึงปิดตัวไป นอกจากนี้ยังมีนิตยสารเก่าแก่บางฉบับ “เป็นหนังสือขายยอด แล้วก็มีทุกอย่างพร้อม มีโรงพิมพ์ มีสายส่ง หนังสือของเขาก็ขายขาด แต่ต้องปิดตัวเพราะยอดลด แล้วทายาทไม่ทำต่อ คือ คนรุ่นพ่อแม่ซึ่งบุกเบิกทำมาแก่ตัวหรือจากไปแล้ว เช่นเดียวกันกับคนทำงานตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ อันนี้น่าจะเป็นกรณีที่แตกต่างไปจากฉบับอื่น”
ในความคิดส่วนตัวแล้ว แสงสว่างรำไรที่อาจจะเป็นทางออกของวงการสื่อสิ่งพิมพ์ซึ่ง ทิวา มองเห็นคือ คนในวงการต้องช่วยกัน โดยเฉพาะเครือข่ายใหญ่ที่ควรจะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงแก้ไข
“เมื่อก่อนก็มีนักข่าวมาคุย เขาก็ถามว่า วงการนี้มันมืดมนเลยเหรอ ก็บอกเขาไปว่า ใช่ … มืดมน (หัวเราะ) แต่ก็มีอยู่อย่างหนึ่งซึ่งพวกเราตัวเล็กๆ ทำไม่ได้ แต่ถ้าวันหนึ่งตัวใหญ่เขาฉุกคิดได้ เขาจะต้องทำแล้วลงมาช่วยตัวเล็ก นั่นคือ ทำยังไงก็ได้ให้กระแสมันกลับมา ทำยังไงก็ได้ให้เด็กยุคใหม่รู้สึกว่า การอ่านหนังสือเป็นเรื่องเท่ ต้องดึงกระแสกลับมาให้ได้ ทำยังไงให้วันหนึ่ง การถือหนังสือจะถูกมองว่าเท่กว่าการถือแท็บเล็ต ผมมองว่า เหลือจุดนี้เท่านั้น ซึ่งตัวใหญ่ต้องเป็นคนเริ่มต้น ถ้าไม่เริ่มต้นก็ช่วยไม่ได้ ก็ตายไปพร้อมกัน เราเล็กก็ตายแบบเล็กๆ ตัวใหญ่ก็ตายใหญ่ๆ และจะมีคนอีกเท่าไหร่ที่ต้องตกงาน”
ขณะที่ยักษ์ใหญ่หลายเจ้าโบกมือลา แต่ สีสัน กำลังเดินหน้าเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 โดยปัจจัยที่ทำให้นิตยสารอิสระหัวเล็กๆ นี้ยังคงยืนอยู่ได้ ส่วนหนึ่งอาจเพราะวิธีการบริหารจัดการซึ่งแตกต่างออกไป โดยมี ทิวา ที่คนในวงการเรียกว่า “น้า” เป็นศูนย์กลาง
การจำกัดต้นทุนให้น้อยที่สุดนับตั้งแต่แรกเริ่ม ซึ่งรวมถึงเลือกใช้กระดาษปรู๊ฟ และพิมพ์สีขาวดำ อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะถ้าหากสีสันเปลี่ยนไปใช้กระดาษที่แพงขึ้นและพิมพ์สี่สีเพื่อเอาใจเอเยนซีตามคำแนะนำของหลายคนเมื่อหลายปีก่อน สีสันคงจะไม่อยู่มาได้ถึงทุกวันนี้ “ตอนนี้เทรนด์กำลังมา ทุกคนกำลังย้อนกลับมาพิมพ์ขาวดำเหมือนเรา ตอนนี้เราเป็นผู้นำเทรนด์อยู่ (หัวเราะ)”
ไม่เพียงเท่านั้น สีสันยังมีคนทำงานซึ่งพอใจกับการทำงานภายใต้ข้อจำกัดการเป็นนิตยสารเล็กๆ ฉบับหนึ่ง อีกทั้งร้านเพลท โรงพิมพ์ สายส่ง ฯลฯ ที่ทำงานด้วยกันมานานจนกลายเป็นมิตรยังเกื้อกูลกันได้อยู่ สิ่งสำคัญคือ มีผลิตภัณฑ์สินค้าหลายเจ้าซึ่งเข้าใจในความเป็นสีสันและยินดีสนับสนุนมาเสมอ
วันนี้ … โฆษณาในแต่ละเล่มยังคงเป็นเส้นเลือดหลักของนิตยสาร ทั้งยังมีรายได้จากการจัดงานแจกรางวัลทางดนตรี – สีสันอะวอร์ด มาเสริมเพิ่ม ส่วนรายได้จากยอดขายนั้นเป็นเปอร์เซ็นต์น้อย แต่นั่นไม่ได้ทำให้เป้าหมายสำคัญในการทำนิตยสารฉบับนี้เปลี่ยนไป
สีสันกำเนิดขึ้นมาเพื่อให้ “ถูกอ่าน” เหนือกว่าการหารายได้หรือกำไร ในแต่ละเดือนค่าใช้จ่ายก้อนโตของนิตยสารอิสระเล็กๆ นี้ถูกจัดสรรเป็นค่าต้นฉบับให้กับบรรดานักวิจารณ์ ผู้ที่มีส่วนช่วยทำให้นิตยสารมีเนื้อหาแน่น เป็นจุดแข็งของหนังสือ ทุกวันนี้สีสันยังให้ความสำคัญกับสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 500 ราย เพราะคนเหล่านี้คือ “แฟนคลับ” ที่ทำให้เป้าหมายของการทำงานสำเร็จผล
“แฟนคลับมีเพื่อให้รู้ว่าหนังสือเราถูกอ่าน สมาชิกไม่เกี่ยวกับการอยู่รอด สมัยก่อนอาจจะใช่ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ วันนี้สีสันอาจจะเป็นนิตยสารหนึ่งในไม่กี่เล่มในประเทศนี้ที่พยายามทำเรื่องสมาชิกอยู่ ทั้งหมดก็เพื่อให้หนังสือมีคนอ่าน หนังสือใหญ่ๆ หลายเล่มเลิกสมาชิกกันไปนานแล้ว เพราะว่าต้นทุนการส่งมันสูงเกินไป อย่างนิตยสารผู้หญิงเล่มหนักๆ ขายเล่มละ 120 บาท เจอพัสดุไป 30 บาท ก็ไม่ไหวแล้ว เพราะฉะนั้นระบบสมาชิกมันใช้ไม่ได้ในแง่ที่ทำให้มีเงิน แต่มันก็ใช้ได้ในแง่ที่เราทำหนังสือออกมาก็อยากให้คนอ่าน”
ทิวา เคยบอกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขาครั้งหนึ่งว่า เมื่อได้ยินข่าวเศร้าของวงการสื่อสิ่งพิมพ์มาเรื่อยๆ สิ่งที่ต้องการที่สุดคือ “กำลังใจ” ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากคนซื้อหรือสมาชิก “บอกตามตรงแบบลูกผู้ชาย การได้ยอดสมาชิกเพิ่ม หรือยอดขายจากแผงเพิ่มขึ้น ไม่สามารถทำให้ ‘สีสัน’ ร่ำรวยขึ้นมาเป็นเศรษฐีแต่อย่างใด แต่ยอดที่เพิ่มเป็นกำลังใจสำคัญที่สุดที่ทำให้คนทำยังอยากทำหนังสือต่อไป แม้จะเป็นอาชีพแรกๆ ที่คนยุคนี้ไม่อยากทำก็ตาม” หลายปีให้หลัง ทิวา จะบอกกล่าวกับคนในกองบรรณาธิการเสมอถึงสถานการณ์ของบริษัทและความไม่แน่นอนของวงการโดยรวม แต่นิตยสารฉบับนี้ก็รอดมาได้อีกปีและอีกปี
“ทุกวันนี้อยู่ได้ด้วยกำลังใจอย่างที่บอก ถ้าถึงกับทำแล้วต้องเป็นหนี้ก็คงเลิก แต่ตอนนี้ยังไม่เป็นหนี้ และตอนนี้ยังไม่เรียกว่าเป็นนับถอยหลังนะ เหมือนยืนอยู่กับที่ แต่ขาก็พร้อมจะก้าวไปข้างหน้า จนกว่าจะไปไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้ถึงไหน อาจจะวันพรุ่งนี้ หรืออีกห้าปีข้างหน้า ตอนนี้ใจยังแข็งแรงอยู่ คือ ถ้ายังเดินหน้าไม่ได้ ถอยหลังไม่ได้ ก็ให้ยืนอยู่นิ่งๆ ก่อน”
เช่นที่ ทิวา เขียนไว้ในบทบรรณาธิการของเขาว่า “แม้จะมีการวางเป้าหมายเพื่อมุ่งหน้าไปสู่ชื่อเสียงและความสำเร็จ แต่ทุกแผนการต้องอาศัยลงทุนลงแรง ทุนน้อยก็ต้องใช้แรงเยอะ ยิ่งการแข่งขันสูง ก็ยิ่งต้องทุ่มเทกันทั้งชีวิตจิตใจ และที่สำคัญ ต้องเข้มแข็งพอที่จะตั้งรับกับความล้มเหลวด้วย และพร้อมเสมอกับการเริ่มต้นใหม่ ไม่ว่าจะในเส้นทางเดิม หรือเส้นทางอื่น”
ข้อความนี้ เจ้าพ่อบก.อินดี้อาจจะตั้งใจเขียนเพื่อบอกกับตัวเอง แต่แน่นอนว่า ตัวหนังสือเหล่านี้สามารถเป็นคำแนะนำสำหรับคนทั้งวงการได้ด้วย
“ทุกวันนี้สีสันอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเงิน และยิ่งจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีใจ”
ชายร่างเล็กใจใหญ่ชื่อ ทิวา สาระจูฑะ ยังบอกอีกว่า ถ้าถึงที่สุดแล้วต้องเลิกทำนิตยสาร “ผมก็คงไปอยู่บ้าน เขียนหนังสือ อาจจะพิมพ์เป็นโรเนียวเอามาให้คนอ่าน” เพราะ “ผมเกิดบนกองกระดาษก็คงจะตายไปกับกองกระดาษ”