สองสาวผู้บริหาร ‘ยาหยี’ ความคล้ายบนความต่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ตุลาคม 2559 เวลา 11:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/460429

สองสาวผู้บริหาร ‘ยาหยี’ ความคล้ายบนความต่าง

โดย…สมแขก

เมื่อศิลปินช่างฝัน อ่อนโยน และใจเย็น บรรจบมาพบกันกับเจ้าแม่โปรเจกต์ที่คิดเร็วทำเร็ว โผงผางใจร้อน เสมือนพลังหยินหยางที่ทำให้เกิดสมดุล มิตรภาพจากการทำงานจึงค่อยๆ ก่อตัวเป็นมิตรแท้ที่ต่างคนต่างมีส่วนร่วมในช่วงเวลาสำคัญของชีวิตกันและกัน เพียงแค่จากจุดเริ่มต้นการมองหานักวาดภาพประกอบให้กับนิตยสารวัยรุ่น knock knock จากนั้นก็เลยเถิดมาร่วมทำพ็อกเกตบุ๊กร่วมกัน ไปมาหาสู่ แลกเปลี่ยนความคิด

จนท้ายที่สุด เมื่อเดินทางมาระยะหนึ่งแต่ก็นานกว่า 15 ปี บรรณาธิการสาวแสนเก๋อย่าง ตุ๊กตา-พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล ผู้โลดแล่นในแวดวงน้ำหมึกในฐานะบรรณาธิการบริหาร ก็จับมือกับนักวาดภาพประกอบคู่บุญ นั่นคือ ป่าน-นิตตา ประภัสภักดี นักวาดภาพประกอบ และกราฟฟิกดีไซเนอร์ ผู้มีเอกลักษณ์ในลายเส้น และฝากผลงานภาพประกอบบนบรรจุภัณฑ์มากมายให้กับหลายๆ องค์กร มาเปิดสำนักพิมพ์ สำนักพิมพ์ยาหยี สำนักพิมพ์หนังสือสำหรับเด็ก โดยทั้งสองหวังว่าประสบการณ์ของพวกเธอจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่เติบโตไปพร้อมกับเด็กๆ ได้

ตุ๊กตา-พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล

 

เมื่อ บก.พูดถึงนักวาดภาพคู่บุญ

จุดที่รู้จักกัน ตุ๊กตาเล่าย้อนถึงช่วงที่เธอเป็นบรรณาธิการนิตยสาร knock knock และกำลังจะทำเล่มแรก “มีคนแนะนำนักวาดภาพประกอบให้รู้จัก ซึ่งก็คือพี่ป่าน เราก็เห็นว่าผลงานของพี่ป่านน่ารักดีเข้ากับคอนเซ็ปต์เล่ม ก็เลยให้พี่ป่านมาช่วยทำ เป็นคอลัมน์เกี่ยวกับ DIY คือมีเย็บปัก ทำอาหาร โดยพี่ป่านออกแบบคาแรกเตอร์การ์ตูนที่เป็นตุ๊กตา ตั้งแต่เล่มแรกจนถึงตอนนี้ก็ประมาณสิบกว่าปีแล้ว จากนั้นมีโอกาสทำงานด้วยกันหลายเล่มเรื่อยมา ถ้าคนเห็นชินตาก็จะรู้ว่าหนังสือของตุ๊กตาจะมีลายเส้นของพี่ป่านวาดคู่กันไป จนคนเข้าใจว่าเราเขียนเอง และวาดเองไปแล้ว (หัวเราะ) เพราะมันอยู่คู่กันมาตลอด”

เมื่อส่วนผสมที่ลงตัวมาเจอกัน การทำงานก็ลื่นไหล และความสัมพันธ์ก็พัฒนา “เราสองคนเป็นคนละพาร์ต ตุ๊กตาเป็นพาร์ตคิดและเขียน พี่ป่านเป็นคนช่วยวาด ซึ่งเขาก็ชอบงานที่เป็นเด็ก และอะไรที่สื่อสารไปถึงเด็กๆ อยู่แล้ว ก็เลยไปด้วยกันได้ ในแง่การทำงานเราสองคนเข้าขากันได้ดีมาก จนสัมพันธ์ส่วนตัวมันเกิดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ ตัวตุ๊กตาเองไม่ได้เป็นคนเพื่อนเยอะ เพื่อนสนิทมีไม่กี่คน พอเราทำงานมาด้วยกัน เราก็จะเห็นไลฟ์สไตล์ ความคิด ความชอบของพี่ป่านว่ามีความคล้ายกัน ซึ่งพวกเราก็ค่อยๆ แลกเปลี่ยนเรื่องนั้นเรื่องนี้ตลอดเวลา

“พี่ป่านมีส่วนร่วมกับชีวิตตุ๊กตาเกือบจะทุกช่วงเวลาสำคัญ เรารู้จักกันก่อนที่ตุ๊กตาจะรู้จักกับพี่บอย (ตรัย ภูมิรัตน) อีก ดังนั้นเขาก็จะเห็นช่วงเวลาเรามีความรัก ในงานแต่งงานของเราพี่ป่านก็จะเป็นคนช่วยจัดการ ตอนที่เรามีลูก ก่อนตุ๊กตาจะคลอดชื่นใจแค่หนึ่งวัน เขาก็มาหา มาให้กำลังใจ และเอาของฝากมาให้หลาน คลอดลูกมาเขาก็มีคำแนะนำเพราะเพื่อนพี่ป่านก็มีลูก เราบ่นเราแชร์ให้เขาฟังได้เสมอ”

แม้ไลฟ์สไตล์บางอย่างของทั้งสองคนจะค่อนข้างต่างกันมาก เพราะนักวาดภาพประกอบอย่างป่านจะเป็นคนติดบ้าน ผิดกับตุ๊กตาที่ชอบเที่ยว ชอบเดินทาง “เรื่องที่ต่างกันเลยก็มีเรื่องอีกคนชอบเที่ยว อีกคนติดบ้าน เราชวนเขาไปไหนก็ไม่ค่อยไป เพราะเขามีน้องหมาที่บ้านเยอะ 8 ตัว รู้สึกว่าเราเคยไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกันหนเดียวคือนิวยอร์ก ต่างจังหวัดก็มีบ้าง ส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือ พี่ป่านเป็นคนใจเย็น เราจะแบบใจร้อนโผงผาง แต่เราก็ซึมซับความเป็นคนจิตใจดีจากเขามา ในมุมอื่นเราจะคล้ายกัน อย่างเช่นชอบงานฝีมือ เช่น แก้ว จาน ชาม ของกระจุกกระจิก ปักผ้า หรืออย่างนิสัยลึกๆ ที่คนไม่ค่อยรู้ของเราเขาก็จะรู้ อีกหนึ่งมุมของเขาคือเจ้าแม่สติ๊กเกอร์ไลน์ (หัวเราะ) ต้องเป็นตัวที่น่าเกลียดๆ ด้วย เขาจะมีหมด ซึ่งคนทั่วไปอาจจะคิดว่าป่านนักวาดภาพประกอบจะวาดแต่ของของน่ารักๆ เป็นผู้หญิงนวลๆ เธอสามารถกดซื้อสติ๊กเกอร์ไลน์ตัวที่ตลกๆ ขำๆ ท่าน่าเกลียดได้ง่ายมาก”

สุดท้ายก็ตกลงมาทำสำนักพิมพ์ยาหยีด้วยกัน โดยแบ่งหน้าที่กันชัดเจน “ในแง่คอนเทนต์ ตุ๊กตาคิด เริ่ม ทำ และส่งต่อให้พี่ป่านดูแลอาร์ตเวิร์ก เรื่องความเห็นไม่ตรงกันก็มีบ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ หนึ่งเพราะพี่ป่านให้เกียรติตุ๊กตามากในแง่การทำงาน แม้เราจะเด็กกว่าแต่พี่ป่านเชื่อมั่นในการตัดสินใจว่าถ้าเราแนะนำไปแล้ว ก็ปรับแก้ปรับปรุงงานให้ แต่สิ่งที่เราเห็นต่างก็ไม่ได้รุนแรง เพราะสิ่งที่เรามองเห็นปลายทางหรือผลลัพธ์ เรามองเห็นสิ่งเดียวกัน ดังนั้นเวลาที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ก็จะคุยกันด้วยเหตุผลของแต่ละคน แล้วเราก็ให้เกียรติซึ่งกันและกัน”

ป่าน-นิตตา ประภัสภักดี

 

พี่สาวนักวาด เล่าถึง บก.คู่ใจ

ป่าน เล่าเสริมสิ่งที่บรรณาธิการของเธอบอกว่า นอกเหนือจากงานที่ทำด้วยกัน การออกไปนั่งชิลในร้านคาเฟ่เปิดใหม่ ทั้งสองยังประดิษฐ์ของกุ๊กกิ๊ก เย็บผ้า เป็นงานฝีมือ แล้วนำไปขาย “เราต่างคนก็เคยไปทำงานที่บ้านของอีกฝ่าย ซึ่งทำให้เห็นสิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวตนของเขา เรารู้จักกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนแก่ (หัวเราะ) จริงๆ เหมือนเราจะเจอกันบ่อย แต่จริงๆ แล้วเราเจอกันข้างนอกน้อยมาก เราคุยกันทางไลน์ อีเมลส่วนมาก พอเราทำงานที่เป็นของเราเอง เราก็รู้ว่าอะไรที่เราอยากได้แค่ไหน ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรมาก เราจะเจอกันก็ตอนต้องการแรงงาน เช่น จัดบูธหนังสือ ซึ่งทำกันเอง (หัวเราะ) แล้วเราก็ไม่ได้ทำ มีพนักงานบริษัท ก็เลยไม่จำเป็นต้องตัวติดกันตลอดเวลา เป็นแบบนี้มาตลอด ไม่ได้มีอะไรต้องจุกจิกเลย

“เราไม่ถนัดที่จะทำงานด้านบริหาร หรืองานบรรณาธิการ แต่ตุ๊กตาก็ให้สิทธิเราเกี่ยวกับการตัดสินใจเรื่องความงามบางเรื่อง เพราะเขามั่นใจในตัวเรา นอกจากว่าเขามีความเห็นจากมุมมองของ บก.ในเรื่องของการขายได้ไม่ได้ เขาก็จะใช้ประสบการณ์มาคุยกับเราในเรื่องที่เราไม่ถนัด เช่น เรื่องปก ให้ตุ๊กตาตัดสินใจ เพราะเขามีประสบการณ์มากกว่า

“ตุ๊กตาจะเป็นคนรู้จักเราในแง่ที่คนอื่นไม่รู้จัก เช่น เวลาเราวาดการ์ตูน เราก็ต้องวาดออกมาให้คนเห็นแล้วอมยิ้ม แต่จริงๆ แล้วป่านจะชอบการ์ตูนที่น่าเกลียด ถ้าสังเกตดีๆ ตัวละครที่ป่านวาดทุกตัวจะมีความน่าเกลียดในความน่ารักที่ซ่อนไว้ ซึ่งถ้าคนไม่รู้จักก็จะมองว่าน่ารัก แต่ตุ๊กตาจะเห็นตรงนี้ ดังนั้นเวลาที่เขาเห็นคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนที่น่าเกลียดๆ หรือตรงกับสิ่งที่เราชอบ เขาก็จะซื้อของมาฝาก หรือถ่ายรูปมาให้ดู บอกว่าเห็นแล้วคิดถึงเรา มันคือสิ่งที่บอกได้ว่าเขารู้จักตัวตนเราจริงๆ”

นักวาดภาพประกอบชื่อดังบอกอีกว่า “เรื่องงานเราไม่ค่อยห่วงกัน เพราะปรึกษากันตลอด บางครั้งก็ตัดสินใจร่วมกัน จึงไม่ต้องเป็นห่วง แต่จะเป็นห่วงเรื่องชีวิตโดยรวมเขามากกว่า เรื่องสุขภาพ เรื่องการพักผ่อน บางครั้งเขาก็ไม่สบาย เป็นกรณีๆ ไป เพราะชีวิตเราทั้งคู่ไม่ได้โลดโผน ไม่ได้มีอะไรที่จะทำให้ชีวิตไปเจอเรื่องวุ่นวาย เราเป็นชีวิตธรรมดา ชีวิตราบเรียบ” ป่าน ปิดท้ายบทสนทนา ก่อนที่ทั้งคู่จะมองหน้ากันและอมยิ้ม

 

Leave a comment