หนุนตั้งกองทุนดูแลผู้สูงอายุ เน้นระบบสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2559 เวลา 07:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/455703

หนุนตั้งกองทุนดูแลผู้สูงอายุ เน้นระบบสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” อย่างเต็มตัว เพราะปัจจุบันตัวเลขผู้สูงอายุของไทยมีจำนวนประมาณ 11 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จนคาดการณ์ว่าในปี 2568 ผู้ที่อายุเกิน 60 ปีจะมีประมาณ 14 ล้านคน เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐบาล รวมถึงทุกภาคส่วนในสังคม จำต้องเร่งระดมความคิดหาแนวทางป้องกันปัญหานี้

จึงเป็นประเด็นที่ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ จัดเวทีแถลงผลงานวิจัยเรื่อง “พร้อมรับสังคมสูงวัย วางระบบดูแลผู้ป่วยระยะยาว กับทางเลือกระยะสุดท้ายของชีวิต” ให้เป็นอีกข้อเสนอหนึ่งจากผู้เชี่ยวชาญในการเสนอหาทางออกสำหรับปัญหาในอนาคต

วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ที่ปรึกษาด้านหลักประกันทางสังคม ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า การดูแลผู้สูงอายุถือเป็นปัญหาของทุกครอบครัว แต่ด้วยลักษณะครอบครัวในปัจจุบัน นิยมเป็นครอบครัวขนาดเล็ก หรือบางคนไม่นิยมมีครอบครัว จึงทำให้การดูแลผู้สูงอายุในอนาคตอาจเป็นปัญหาได้ เรื่องนี้ภาครัฐ ภาคเอกชนรวมถึงประชาชนต้องร่วมกันหาทางออก เพราะในอนาคตทุกคนต้องเข้าสู่สังคมสูงอายุเหมือนกัน

สถานการณ์ผู้ที่อายุเกิน 60 ปีปัจจุบันประเทศไทยมีกว่า 11 ล้านคน และอีก 20 ปีข้างหน้าคาดว่าจะเพิ่มเป็น 20 ล้านคน หรือคิดเป็น 30% ของจำนวนประชากรทั้งหมด นอกจากนี้คาดการณ์กันว่าปี 2560 ไทยจะมีผู้สูงอายุที่ติดบ้าน และเป็นผู้ป่วยติดเตียง ประมาณ 3.7 แสนคน และภายในปี 2580 จะมีเพิ่มมากถึง 8.3 แสนคน

วรวรรณ ให้ภาพอีกว่า ขณะที่ค่าใช้จ่ายการดูแลผู้สูงอายุ อาทิ ค่าจ้าง ผู้ดูแล ค่าอุปกรณ์ของใช้ที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุปี 2560 จะสูงถึง 5.9 หมื่นล้านบาท และภายในปี 2580 จะสูงเกือบ 2 แสนล้านบาท มองว่าเรื่องค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นหน้าที่รัฐบาลในการดูแล

“การศึกษาวิจัยเรื่องการวางระบบดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยระยะยาว รัฐควรทำหน้าที่สนับสนุนด้านระบบสาธารณสุขให้ดีขึ้น รวมถึงควรส่งเจ้าหน้าที่ไปคอยติดตามดูแลอยู่เสมอ ส่วนประชาชนที่มีอายุ 40-65 ปี ควรร่วมกันรับผิดชอบ โดยตั้งกองทุนสมทบเงินดูแลผู้ป่วยระยะยาวขึ้นมา จากนั้นให้ภาคประชาชนที่จะเป็นผู้สูงอายุในอนาคตส่งเงินเข้ากองทุนปีละ 414 บาท รวมถึงให้ท้องถิ่นสมทบเงินเพิ่มเติมในจำนวนที่เท่ากัน ซึ่งตรงนี้จะเป็นหลักประกันการดูแลผู้สูงอายุ” วรวรรณ ระบุ

ที่ปรึกษาด้านหลักประกันฯ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ถ้าดำเนินการเช่นนี้ได้ นอกจากระบบการดูแลผู้สูงอายุจะมีคุณภาพแล้ว ยังช่วยทำให้เกิดธุรกิจใหม่ขึ้น เช่น กิจการผู้ตรวจสอบคุณภาพสถานบริการ บริการรับ-ส่งดูแลผู้สูงอายุ และบริการซ่อมแซมอุปกรณ์ที่ใช้กับผู้สูงอายุมากขึ้น เพราะจากการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่ช่วงสุดท้ายของชีวิตผู้สูงอายุต้องการอยู่ที่บ้าน ฉะนั้นควรสร้างระบบดูแลที่ดีเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้สูงอายุ

วรวรรณ ย้ำว่า ถ้าให้รัฐบาลรับผิดชอบทั้งหมด ระบบจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นภาคประชาชน สังคมต้องเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนทำให้ระบบนี้เกิดขึ้นได้ เบื้องต้นมองว่ามี 2 รูปแบบ คือ ต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ระบบนี้ อยู่ภายใต้องค์กรเดิมที่มีหน้าที่รับผิดชอบ หรือเสนอกฎหมายให้มีการตั้งหน่วยงานหลักขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยตรง แต่ถึงอย่างไร เมื่อทีดีอาร์ไอได้ข้อสรุป จะนำเสนอให้ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นำไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

ขณะที่ พญ.ศรีเวียง ไพโรจน์กุล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะนายกสมาคมบริบาลผู้ป่วยระยะท้าย กล่าวว่า การดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว ควรเพิ่มเติมองค์ความรู้ทางด้านนี้ให้แก่โรงพยาบาลท้องถิ่น เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจอย่างละเอียดรอบคอบ เช่น สถานพยาบาลต่างจังหวัดควรมีการติดตามดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีประชากรหนาแน่น ควรทำให้ผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน สามารถเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลได้อย่างใกล้ชิดเป็นระบบ เพราะตามหลักผู้ป่วยระยะสุดท้าย ส่วนใหญ่ต้องการอยู่บ้าน แต่ปัจจุบันผู้สูงอายุที่ป่วยต้องเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาล เพราะระบบดูแลที่บ้านยังไม่ดีเพียงพอ

ด้าน นพ.คณพล ภูมิรัตนประพิณ ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์กรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า การดูแลผู้ป่วยระยะยาวเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะสถานการณ์ผู้สูงอายุของไทยเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการดูแลบุคคลกลุ่มนี้จึงเป็นการดูแลแบบเรื้อรังยาวนาน ส่วนรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุของไทยปัจจุบัน พื้นที่ตามชนบทถูกสร้างไว้ได้ดี เพราะมีระบบติดตามดูแลดีกว่าในกรุงเทพฯ ซึ่งมีปัจจัยอุปสรรคคือเรื่องของพื้นที่ที่หนาแน่น และต้องหาทางแก้ไขในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

 

Leave a comment